บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

จีน มหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

ศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ศิริไกร กีรตยาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภายหลังที่เศรษฐกิจจีนชะงักงันเป็นเวลายาวนานถึง 10 ปี ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) ผู้นำจีนภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง ได้เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจีนใหม่ภายใต้นโยบายการพัฒนา “สี่ทันสมัย” คือ เน้นการพัฒนาด้านการเกษตร อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2000 นโยบาย “เปิดประเทศ” ต้อนรับเงินทุน เทคโนโลยีจากต่างประเทศได้รับผลดี และเศรษฐกิจของจีนเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลกตลอดระยะเวลา 28 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร อันดับ 4 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา รัสเซียและสหภาพยุโรป แต่ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปี นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่าจีนจะมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2015-2025ด้วยกำลังทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่นี้จะทำให้จีนมีศักยภาพทางการเมืองและการทหาร เป็นประเทศมหาอำนาจชั้นแนวหน้าทัดเทียมสหรัฐอเมริกา และส่งผลกระทบต่ออำนาจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปที่ครอบงำเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารของโลกมาตลอดสองทศวรรษ

การเติบโตของจีนรวมทั้งอินเดีย เกาหลีใต้ อาเซียน และญี่ปุ่น จะทำให้ศตวรรษที่ 21 เป็น “ศตวรรษของเอเชียแปซิฟิก” บดบังรัศมีมหาอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากลุ่มประเทศอาเซียนบวกสามซึ่งประกอบด้วยประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สามารถก่อตั้งกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก (East Asian Community) รวมทั้งก่อตั้งสถาบันการเงินเอเชีย (Asian Monetary Fund) และเงินตราเอเชีย (Asian Currency) ได้สำเร็จ อำนาจเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารของโลกจะสมดุลและถ่วงดุลกันระหว่าง สหภาพยุโรป ประชาคมเศรษฐกิจเอเชีย และเขตเศรษฐกิจทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีรัสเซียและอินเดียเป็นตัวถ่วงดุล (balance) ระหว่าง 3 ภูมิภาค หรือการเมืองโลกอาจมีลักษณะเป็นการ “ประสานอำนาจ” (concert of powers) ระหว่าง 3 ภูมิภาค ร่วมกับรัสเซียและอินเดีย โลกจะมีความสมดุลย์ มีความมั่นคง และมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มหาอำนาจเก่าและใหม่มีการแข่งขันและต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา รูปแบบของความร่วมมือและความขัดแย้งจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำของมหาอำนาจกลุ่มต่างๆ ในปัจจุบันและอนาคต

ดังนั้น การขึ้นสู่อำนาจของจีนในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้นำจีนคือประธานาธิบดี หู จิ่น เทา ได้กล่าวว่าเป็น “การขึ้นสู่อำนาจแบบสันติ” (Peaceful rise) นั้น อาจจะไม่สันติก็ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐอเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย และอาเซียนในช่วงระยะเวลาปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้

การเติบโตทางเศรษฐกิจ การทหารและการเมืองของจีน ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและประเทศเพื่อนบ้านของจีน เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย และอาเซียน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของตน ซึ่งทำให้ผู้นำประเทศจีนต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังไม่ให้ต่างชาติมองการเติบโตของจีนว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อภูมิภาคเอเชียและสังคมโลก เนื่องจากการเติบโตของจีนย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อประเทศต่างๆ ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำจีนและประเทศมหาอำนาจเก่า ที่พยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนอย่างเต็มที่

ในปัจจุบันความก้าวหน้าของจีนที่สำคัญๆ ได้แก่

  1. มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเฉลี่ยร้อยละ 9 ในช่วงปี 1980-2000 และสูงกว่าร้อยละ 9 ในช่วงปี 2000-2006 ในปี 2005 จีนมีมูลค่าการผลิตสินค้าประมาณ 18.2 trillion yuan (88.2 trillion ฿)
     
  2. ในปี 2006 มีมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยแซงหน้าเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษและอิตาลี และในปี 2007 จีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ $1.3 trillion ซึ่งสูงที่สุดในโลก
     
  3. การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ทำให้จีนมีความต้องการสินค้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน เช่น ถ่านหิน เหล็ก เหล็กกล้า ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน จากอาเซียน รัสเซีย ตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ทำให้จีนกลายเป็น “จักรกลของการเติบโตของเอเชีย” (engine of growth of Asia) แทนญี่ปุ่น และจีนเป็นตลาดนำเข้าสินค้าบริโภคระดับกลางและสูงต่างๆ จากอเมริกา ยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน
     
  4. จีนเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนการผลิตที่ถูกที่สุดในโลก และสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาถูกต่างๆ ทำให้เป็นประเทศที่ได้รับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉลี่ยปีละกว่า 60 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และจีนได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ กว่า 101.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 และเพิ่มมากขึ้นเป็น 232.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2006 และคาดว่าจะมากกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2007

    ในปัจจุบัน จีนเป็น “โรงงานของโลก” และจีนกำลังกลายเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ทันสมัยขึ้น เช่น รถยนต์ สินค้าอิเล็คโทรนิค และสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ นาย James W. Adams รองประธานธนาคารโลกกล่าวว่า “อะไรดีสำหรับเศรษฐกิจจีนจะดีสำหรับเศรษฐกิจโลกด้วย” (What is good for the Chinese economy is good for the world economy)
     
  5. จีนเป็นประเทศที่ลดความยากจนได้รวดเร็วที่สุดในโลก ในช่วงปี 2001-2004 จีนสามารถลดจำนวนประชากรที่ยากจนจาก 16% เหลือ 10% ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ธนาคารโลกชื่นชมเพราะแม้แต่ยุโรปและสหรัฐฯ ยังไม่สามารถลดความยากจนทั้งหมดได้ ก้าวต่อไปคือการพัฒนาชนบทและพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยมากขึ้น ในเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาจีนมีชนชั้นกลางมากกว่า 100 ล้านคน (ที่มีเงินออมมากกว่า 500,000 หยวน) และจะเพิ่มเป็น 2 เท่าในปี ค.ศ. 2015
     
  6. ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนมีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านอวกาศโดยสามารถส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบโลกได้ในปี 2004 และปี 2005 เป็นชาติที่สามของโลกรองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา และจีนดำเนินธุรกิจรับจ้างส่งดาวเทียมให้ต่างประเทศ ที่น่าสนใจคือ จีนยังมีโครงการสำรวจอวกาศและส่งยานอวกาศไปลงยังดวงจันทร์และดาวอังคารในช่วงปี 2012-2017
     
  7. ในด้านการทหาร จีนสามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ในปี ค.ศ.1964 และมีอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธระยะสั้นและระยะไกลข้ามทวีปรองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ทำให้สามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จากศัตรู

    ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ.2007 จีนได้ทดลองยิงจรวดทำลายดาวเทียมเก่าของตนเองในอวกาศได้สำเร็จ และสร้างความประหลาดใจให้กับทุกประเทศ จีนยังพยายามเพิ่มงบประมาณทหารเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาอาวุธของกองทัพ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ ดาวเทียมและจรวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันตนเองและลดช่องว่างของเทคโนโลยีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ห่างกัน 20 ปี

    สงครามของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียปี 1991 ได้แสดงให้โลกเห็นว่าสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการปฏิวัติระบบอาวุธและการทหารของตน โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ ดาวเทียม คอมพิวเตอร์ และแสงเลเซอร์นำร่องอาวุธต่างๆ ของตนให้ทำลายเป้าหมาย ณ จุดใดๆ ของโลกได้อย่างแม่นยำ และสหรัฐฯ ยังมีเครื่องบินรบที่สามารถหลบการตรวจจับของเรดาห์ได้ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงมีสมรรถนะทางทหารที่สูงสุดในโลกและเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารแต่ผู้เดียว แม้จีนจะมีกองทัพ 2.3 ล้านคนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีระบบอาวุธล้าสมัยแบบเก่าก็ยากที่จะป้องกันการโจมตีของสหรัฐฯ ได้ เช่น กรณีเกิดความขัดแย้งถ้าไต้หวันประกาศเอกราชและสหรัฐฯ ตัดสินใจช่วยไต้หวัน เป็นต้น จีนจึงจำเป็นต้องเร่งรัดการพัฒนากองทัพของตนเองให้ทันสมัยในปี 2020 และสามารถเอาชนะสงครามสมัยใหม่ได้ในกลางศตวรรษที่ 21
     
  8. ในด้านการทูต จีนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ในเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา เพื่อการแสวงหาตลาด ทรัพยากรธรรมชาติและเพื่อต่อต้านความพยายามของศัตรูที่พยายามโฆษณาว่าการเติบโตของจีนเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อความมั่นคงของภูมิภาคและโลก โดยให้เหตุผลว่าอดีตจีนเคยเป็นจักรวรรดิที่คุกคามประเทศเพื่อนบ้าน และปัจจุบันยังปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน รัฐบาลจีนจึงต้องดำเนินนโยบายการทูตเชิงรุกอย่างหนัก โดยการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย เอเชียกลาง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ลาตินอเมริกาและแอฟริกา รวมทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเน้นนโยบาย “strategic partnership”, “Peaceful rise” และการสร้างสังคมโลกที่ปรองดองกัน (harmonious society)
     
  9. ในด้านการเมืองภายในประเทศ ในปี 2007 จีนได้นำลัทธิเต๋าและขงจื้อกลับมาเป็นอุดมการณ์ประจำชาติอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ และความชอบธรรมให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนทดแทนอุดมการณ์สังคมนิยมและชาตินิยม
     
  10. แม้ว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนอาจจะเป็นตัวแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะจีนมีจุดเด่นหลายประการที่ประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาไม่มี แต่หลายๆ ประเทศมองตัวแบบการพัฒนาของจีนเป็นนโยบายทางเลือกสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจนอกเหนือจากนโยบายการค้าเสรีบนพื้นฐานของกลไกตลาด เช่น เวียดนาม รัสเซีย และเวเนซูเอลล่า และอีกหลายประเทศในแอฟริกาที่ให้ความสำคัญต่อบทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในอนาคตอาจรวมทั้งคิวบาและเกาหลีเหนือ

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับสถานภาพทางการเมืองระหว่างประเทศของจีนที่มีฐานะเป็นประเทศมหาอำนาจ 1 ใน 5 ของคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติที่มีอำนาจในการวีโต้ข้อเสนอต่างๆ ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ทำให้จีนมีสถานภาพที่น่าเกรงขามมากขึ้น และถูกมองว่าเป็นประเทศมหาอำนาจโลกเพียงประเทศเดียวที่จะเป็นคู่แข่งในอนาคตของสหรัฐอเมริกา

แต่อันที่จริงความสำเร็จทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีน รวมทั้งของอินเดียด้วยในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติแต่ประการใด แต่เป็นการฟื้นคืนสู่อำนาจเดิม ถ้าเราพิจารณาว่าในประวัติศาสตร์ทั้งจีนและอินเดียเคยเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้า และมีอารยธรรมที่พัฒนาสูงสุดมาแล้วในประวัติศาสตร์ 5,000 ปีของชาติเอเชียที่เก่าแก่ทั้งสองประเทศนี้

ก่อนที่ชาติยุโรปตะวันตกจะเจริญเติบโตภายหลังที่มีการฟื้นฟูวิทยากร (Renaissance) ในยุคศตวรรษที่ 14-16 และมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ในศตวรรษที่ 18-19 จีนเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (221 B.C.) และเจริญรุ่งเรืองมาตลอดในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 B.C.-AD 9) ถัง (ค.ศ. 581-907) ซ่ง (ค.ศ. 907-1276) และหมิง (ค.ศ. 1368-1644) ในความเจริญรุ่งเรืองเหล่านี้ ชาวจีนได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ให้แก่สังคมโลกมากมาย เช่น การเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม ประดิษฐ์ตัวอักษร การทำเครื่องเคลือบดินเผา เข็มทิศ กระดาษ หมึกพิมพ์ การพิมพ์ ดินปืน สร้างปืนและจรวด ระเบิด โกรนม้า นาฬิกาน้ำ หน้าไม้ รถเข็น สร้างเขื่อน ทำสะพานโค้ง สะพานแขวน และรักษาโรคโดยวิธีฝังเข็ม โดยไม่ได้ผูกขาดภูมิปัญญาโดยการสงวนลิขสิทธิ์และสิทธิทางปัญญาแต่ประการใด นอกจากนี้ จีนยังมีนักปรัชญาทางด้านศาสนา สังคม การเมืองและการทหารชั้นนำของโลก เช่น เหลาจื้อสอนปรัชญาเต๋า ขงจื้อสอนปรัชญาสังคม โม่จื้อสอนปรัชญาความรักและอหิงสา ซุนวูสอนหลักการทหาร และท่านสังฆปรินายกเหวยหล่างสอนพุทธศาสนานิกายฌานหรือเซ็น และมีนักเดินเรือที่ยิ่งใหญ่เช่น เจิ้ง เหอ เป็นต้น

แต่วัฒนธรรมจีนก็มียุคที่เจริญรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม จีนเคยถูกพวกอนารยชนทางเหนือรุกรานอยู่เสมอจนต้องสร้างกำแพงเมืองจีนป้องกันประเทศ แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการรุกรานรานและยึดครองของชนชาติมองโกลในศตวรรษที่ 13 และแมนจู (ค.ศ. 1644-1911) และในที่สุดถูกชาติจักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่นรุกรานในช่วง ค.ศ. 1840-1945 ซึ่งชาวจีนเรียกว่าช่วง “ร้อยปีแห่งความอัปยศ” ก่อนที่จีนจะแพ้สงครามฝิ่นกับอังกฤษ (ค.ศ. 1840-42) จีนมีความมั่งคั่งจากการค้าผ้าไหม ใบชา และเครื่องเคลือบดินเผากับต่างชาติจนเป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 1700-1800 เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนอังกฤษจึงเอาฝิ่นมาขายให้ชาวจีนสูบ เมื่อรัฐบาลจีนราชวงศ์ชิงคัดค้าน อังกฤษจึงทำสงครามฝิ่นกับจีนและเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกรานจีนของชาติจักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ่งรวมทั้งสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน และโปรตุเกส ที่เข้าครอบครองดินแดนต่างๆ ของจีนเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเป็นอาณานิคม เขตเช่าหรือเขตสิทธิพิเศษจนทำให้เกิดการจลาจลที่ต้องการล้มราชวงศ์ชิงและขับไล่ชนต่างชาติ เช่น กบฏไต้ผิง (ค.ศ. 1850-64) และกบฏนักมวย ค.ศ. 1900 เป็นต้น ในต้นศตวรรษที่ 20 ทั้งพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่างต้องการพัฒนาจีนให้ทันสมัยและเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง และต่างแย่งชิงอำนาจกัน

ดังนั้น ความสำเร็จของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในปัจจุบัน จึงเป็นความหวังมีชาวจีนรอคอยมานานกว่า 150 ปี (จาก ค.ศ.1840-2007) แต่เป้าหมายของการพัฒนาประเทศจีนที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การเป็นประเทศมหาอำนาจโลก แต่เป็นการพัฒนาให้จีนทันสมัยทัดเทียมกับประเทศยุโรปตะวันตกและอเมริกาที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว แต่การเป็นประเทศมหาอำนาจโลกเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจ

อดีตผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง ได้ตั้งเป้าว่าจีนจะพัฒนาได้เท่าเทียมประเทศยุโรปตะวันตกที่มีเศรษฐกิจระดับกลางในปี 2050 แต่นักเศรษฐศาสตร์จีนในยุคปัจจุบันกล่าวว่า “ปัจจุบันจีนยังเป็นแค่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจล้าหลังกว่าสหรัฐอเมริกากว่า 100 ปี” นักวิชาการของสถาบันสังคมศาสตร์ของจีนคาดว่าจีนจะเป็นประเทศพัฒนาได้ภายในปี 2080 และจะเป็นหนึ่งในสิบของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกก่อนสิ้นสุดศตวรรษนี้ ทั้งนี้เนื่องจากการวัดในเชิงของผลผลิตมวลรวมประชาชาติต่อหัว และผลผลิตของแรงงานและผลผลิตทางการเกษตรแล้ว จีนยังมีระดับต่ำมากถ้าจีนต้องการเพิ่มให้ทัดเทียมกับระดับการพัฒนาของประเทศตะวันตกระดับสูงในระดับปี 2002 จีนต้องเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 26, 32 และ 46 เท่าตามลำดับ และใช้เวลา 49, 46 และ 50 ปี โดยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 7 และ 8 ตามลำดับ นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของจีนก็ยังด้อยพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการคมนาคม พลังงาน สารสนเทศ และอุตสาหกรราม

ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้ทันสมัยทัดเทียมกับประเทศพัฒนาระดับสูงแล้ว จีนจะต้องพัฒนาอย่างหนักหน่วงอีกไม่ต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยังยาวไกลและยากสำหรับในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการทหาร ของจีนในปัจจุบันก็มีปัญหาด้านลบหลายประการ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคมที่เกิดจากการกระจายรายได้ และช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน เมืองกับชนบท และระหว่างมณฑลชายฝั่งทะเลที่ร่ำรวยกับมณฑลภายในประเทศที่ยากจน ปัญหาคอรัปชั่นโดยเจ้าหน้าที่พรรคและข้าราชการ ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจจีนโดยการพึ่งพิงเงินทุน ตลาดและเทคโนโลยีต่างชาติ และปัญหาการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา และความหวาดระแวงของประเทศมหาอำนาจเก่าและพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ต่อการเพิ่มศักยภาพทางทหารของจีน

ดังนั้น การเติบโตเป็นประเทศมหาอำนาจของจีนยังคงมีอุปสรรคต่างๆ อีกหลายประการที่อาจขัดขวางหรือทำลายอนาคตของจีนได้ถ้าผู้นำจีนไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านลบต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้สำเร็จ ในบรรดาปัญหาต่างๆ ที่ผู้นำจีนเผชิญอยู่ดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องอาศัยระยะเวลาและนโยบายที่ถูกต้องในการแก้ไข แต่ปัญหาที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญที่สุดได้แก่ ปัญหาเรื่องช่องว่างทางสังคมและนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมหาอำนาจเก่าโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ซึ่งสมควรจะพิจารณาในรายละเอียดดังต่อไปนี้

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันและปัญหาสังคม

นักวิชาการหลายคนตั้งคำถามว่า จีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจของตนได้หรือไม่ อดีตผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิง มีความคาดหวังว่าจีนจะสามารถเป็นประเทศพัฒนาระดับกลางภายในปี 2050 โดยที่จีนยังมีการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์และมีเป้าหมายพัฒนาให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยม ไม่ใช่ทุนนิยม นั่นคือ เติ้ง เสี่ยวผิง ต้องการให้ประชาชนจีนมีการกระจายรายได้ที่ทัดเทียมกัน และได้เรียกระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนที่ผสมระหว่างระบบสังคมนิยมและทุนนิยมว่า “ระบบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เป็นของชาวจีน” (Socialism with Chinese Characteristic) เติ้ง เสี่ยวผิง และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มองเห็นความผิดพลาดของอดีตผู้นำ เหมา เจ๋อตุง ที่ต้องการพัฒนาให้จีนเป็นระบบสังคมนิยมอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาจากระบบเศรษฐกิจจีนปี 1949 ที่มีลักษณะเป็นสังคมกึ่งศักดินาที่มีระบบเกษตรล้าสมัย ไปสู่ระบบคอมมิวนิสต์โดยไม่ผ่านขั้นตอนของการเป็นระบบทุนนิยม เหม๋าได้พยายามเร่งรัดการพัฒนาจีนโดยใช้นโยบาย “ก้าวกระโดดไกล” (Great Leap Forward) (ค.ศ.1959-61) นโยบาย “ปฏิวัติวัฒนธรรม” (ค.ศ.1966-76) และการจัดตั้งระบบคอมมูน แต่นโยบายดังกล่าวล้มเหลวทั้งหมด

เติ้ง เสี่ยวผิง และพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังยุคเหมา เจ๋อตุง จึงมีความเห็นว่าจีนในฐานะที่เป็นประเทศ “สังคมนิยมขั้นปฐม” (Primary Socialist State) ต้องใช้ระบบเศรษฐกิจกลไกตลาดของระบบทุนนิยมเพื่อแสวงหาเงินทุน เทคโนโลยี และเทคนิคการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ทันสมัยตามนโยบายสี่ทันสมัย เพื่อให้จีนทันสมัยและมั่งคั่งทัดเทียมกับประเทศพัฒนาระดับกลางและระดับสูงในที่สุด

ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจของผู้นำจีนจากยุคเติ้ง เสี่ยวผิง ถึงยุค เจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่น เทา ในปัจจุบันประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี จนนักเศรษฐกิจตะวันตกส่วนมากคาดการณ์ว่าจีนจะมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาในปี 2020 และอาจจะนำหน้าสหรัฐอเมริกาในปี 2025-2050

แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนภายใต้การนำและวางแผนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีปัญหาหลายประการที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการตะวันตกจำนวนไม่น้อยมีความเห็นว่า จีนอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เช่น พอล ครุกแมน (Paul Krugman) หมินซิน เปย (Minxin Pei) และเจมส์ เปตราส (James Petras) เป็นต้น

พอล ครุกแมน มีความเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกซึ่งรวมทั้งจีนด้วยนั้น ไม่ได้มีวิธีการหรือตัวแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่อัศจรรย์ (miracle) แต่อย่างไร ไม่ใช่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจเหมือนอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกเคยเข้าใจในปี ค.ศ. 1993-94 แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเอเชียตะวันออกและนิกส์เอเชียอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานจำนวนมากเป็นหลัก (perspiration not inspiration) เมื่อทรัพยากรธรรมชาติหมดไปและแรงงานมีค่าแรงสูงขึ้นประเทศเหล่านี้รวมทั้งจีนจะสูญเสียความได้เปรียบในเชิงแข่งขันของตน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะลดลง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เมื่อทรัพยากรธรรมชาติจีนมีจำนวนลดลงและแรงงานมีค่าแรงสูงขึ้น การลงทุนของต่างชาติในจีนก็จะลดลงโดยบริษัทต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ มีทรัพยากรและแรงงานถูกกว่า เช่น เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น

ออลวิน ยัง (Alwyn Young) ได้วิเคราะห์ว่าประเทศจีนและเอเชียตะวันออกมีเศรษฐกิจเติบโตเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ เพราะประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของ “ปัจจัยผลผลิตทั้งหมด” (total factor productivity) สูงกว่าประเทศอื่นๆ นั่นเอง กล่าวคือ ประเทศเหล่านี้มีการลงทุน (โดยเงินออมภายในประเทศและเงินลงทุนจากต่างประเทศ) และใช้แรงงานสูงมากกว่า 3 เท่าของสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป ดังนั้น ถ้าในอนาคตปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ

หมินซิน เปย มองว่าจีนเปลี่ยนระบบจากลัทธิคอมมิวนิสต์เหม๋า (Maoist Communism) ไปสู่ลัทธิเลนินใหม่ (Neo-Leninism) ที่เปิดประเทศรับการลงทุนจากภายนอก แต่รัฐยังคงควบคุมอุตสาหกรรมสำคัญๆ เอาไว้ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่เพียงแต่จะไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เศรษฐกิจจีนยังตกเป็นเหยื่อของลัทธิทุนนิยมแบบอุปถัมภ์โดยมีเอกลักษณ์เป็นของชาวจีน (Crony Capitalism with Chinese Characteristic) เพราะเป็นการผสมกันระหว่างอำนาจรัฐที่ไม่มีการตรวจสอบกับความมั่งคั่งที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากนายทุนจีนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเจ้าหน้าที่พรรคระดับสูงที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยภายในประเทศและต่างประเทศ ได้อาศัยอิทธิพลการเมืองของบิดาและความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่รัฐที่คอรัปชั่น สร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทของตนเอง พวกเขาได้รับสิทธิพิเศษในการกู้เงินลงทุนจากธนาคารของรัฐ รับสัมปทานจากรัฐ ลงทุนร่วมกับรัฐในธุรกิจผูกขาด ซื้อกิจการจากรัฐในราคาต่ำ หรือกว้านซื้อที่ดินทำอสังหาริมทรัพย์ในราคาถูก พวกเขาดำเนินธุรกิจโดยการขูดรีดแรงงาน เบียดบังผลประโยชน์จากรัฐและประชาชน ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่พรรคและข้าราชการก็ไม่มีประสิทธิภาพ และส่วนใหญ่ขาดทุนหรือมีคอรัปชั่นสูง เช่น การไฟฟ้า ยาสูบ ธนาคาร ธุรกิจการเงิน และสาธารณูปโภคต่างๆ ที่รัฐผูกขาด การพัฒนาดังกล่าวทำให้นายทุนกลุ่มเล็กๆ ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจนหรือมีรายได้ต่ำ ก่อให้เกิดความแตกต่างทางชนชั้นและปัญหาสังคม ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนแทนที่จะทำให้เกิดชนชั้นกลางจำนวนมากและนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองที่เป็นเสรีประชาธิปไตยตามที่ประเทศตะวันตกคาดหวัง จีนกลับกลายเป็นรัฐลัทธิเลนินใหม่และเป็นระบบทุนนิยมแบบอุปถัมภ์

หมินซิน เปย มีความเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วกลับสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจเผด็จการของรัฐบาล และลดแรงกดดันการปฏิรูประบบการเมืองให้เป็นเสรี ดังนั้น ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจึงมีผลลบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเห็นว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศเอเชียมักเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อจีนไม่ประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจการพัฒนาประชาธิปไตยของจีนจึงล่าช้าออกไป นอกจากนี้อำนาจการเมืองได้สร้างความร่ำรวยให้กับสมาชิกพรรคจำนวนมาก ผู้นำประเทศยิ่งลังเลใจในการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง

ศาสตราจารย์ เจมส์ เปตราส แห่งมหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน นิวยอร์ค มองอนาคตการเป็นประเทศมหาอำนาจโลกของจีนในมุมมองที่เลวร้ายยิ่งกว่า หมินซิน เปย เขาเห็นว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนจากระบบสังคมนิยมสู่ระบบทุนนิยม ทำให้คุณภาพชีวิตโดยทั่วไปของประชาชนเลวลง เนื่องจากระบบสวัสดิการของรัฐถูกทำลาย ประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนตกงาน ประชาชนต้องทำงานอย่างหนักอย่างทารุณภายในโรงงานอุตสาหกรรมส่งออกของต่างชาติด้วยค่าแรงราคาถูก สภาพแวดล้อมการทำงานไม่ปลอดภัย ปัญหามลภาวะเลวร้าย และทำให้ประชาชนมีอายุสั้นลงและเกิดความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมอย่างรุนแรงจนมีการประท้วงปีละนับหมื่น-แสนครั้ง ในขณะที่มีนายทุนกลุ่มเล็กๆ และเจ้าหน้าที่พรรค ข้าราชการคอรัปชั่น และบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีนได้รับประโยชน์จากการขูดรีดแรงงานจีนและคอรัปชั่น

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วใน 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดชนชั้นนายทุนที่ร่ำรวยร้อยล้านและพันล้านขึ้นมาใหม่ในจีน ชนชั้นนายทุนใหม่ที่ร่ำรวยและเป็น อภิมหาเศรษฐีได้รับประโยชน์และอภิสิทธิ์ทุกอย่างจากภายในประเทศและต่างประเทศ จากเรื่องความเป็นอยู่ที่เลอเลิศถึงสุขภาพ บริการ การศึกษา และระบบอุปถัมภ์กับข้าราชการและสมาชิกพรรคระดับสูงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งทางชนชั้นขึ้นในอนาคต

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดได้แก่ บทบาทของบรรษัทยักษ์ใหม่ข้ามชาติที่กำลังขยายอำนาจ ครอบครองเศรษฐกิจของจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในต้นศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ ภายหลังที่รัฐบาลจีนเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเงินเพิ่มขึ้นตามข้อตกลงกับองค์การการค้าโลก โดยอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสามารถลงทุนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และสามารถทำธุรกิจ ธนาคาร การเงิน และสามารถซื้อหรือควบรวมกิจการของชาวจีนได้โดยเสรี เปตราสเห็นว่าจีนได้เปลี่ยนสภาพจากลัทธิทุนนิยมโดยรัฐ (state capitalism) เป็นระบบทุนนิยมเสรี (liberal capitalism) เนื่องจากภาคเอกชนจีนและบรรษัทต่างชาติกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 75 ของประเทศ (ยกเว้นภาคเกษตร) เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน และขายกิจการให้เอกชนหรือต่างชาติ นักธุรกิจเอกชนจีนที่มีความสัมพันธ์กับรัฐและประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ได้กลายเป็นนายทุนอุตสาหกรรมใหม่ที่ร่ำรวยและมีอำนาจขยายกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในมณฑลชายฝั่งทะเลที่ได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่

เมื่อจีนเปิดเสรีด้านการเงินและบริการ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เคยลงทุนด้านอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นและจ้างบริษัทชาวจีนผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อส่งออก โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฮ่องกง ไต้หวัน และยุโรป ได้ขยายการลงทุนสู่ภาคบริการ การเงิน การธนาคาร และสินค้า high-tech ทำให้เงินทุนของเอกชนจีนและต่างชาติมีปริมาณมากกว่าภาครัฐวิสาหกิจของจีน เศรษฐกิจจีนจึงถลำลึกสู่ระบบทุนนิยมมากขึ้นสู่ระบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)

ในอนาคตบริษัทข้ามชาติและธนาคารต่างชาติจะขยายกิจการจนสามารถควบคุมการผลิต การกระจายสินค้า การขนส่ง ระบบโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ และภาคบริการ รวมทั้งธุรกิจที่สร้างผลกำไรมหาศาลต่างๆ ในมณฑลชายฝั่งทะเลของจีนไว้ได้ทั้งหมด นักธุรกิจต่างชาติสามารถขยายและควบคุมธุรกิจของจีนโดยการลงทุนโดยตรง หรือโดยการลงทุนร่วมกับนายทุนจีนรายใหญ่ และโดยการซื้อหุ้นหรือกิจการของชาวจีนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการผลิตและการบริหารงานอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ส่วนใหญ่ของประเทศจีน

ศาสตราจารย์ เปตราส เห็นว่าตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา บริษัทต่างชาติได้เปิดฉากรุกทางเศรษฐกิจในจีนหลายด้าน โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ

1. ยึดครองและควบคุมระบบการธนาคารและการเงิน
2. ควบคุมตลาดอุปโภคทั้งระดับสูงและระดับกลางภายในประเทศ
3. แทรกซึมเข้าไปในภาคโทรคมนาคมต่างๆ และ
4. แย่งส่วนแบ่งทางตลาดด้านวัฒนธรรม บันเทิง โฆษณา และการค้า

ที่สำคัญและต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ บริษัทต่างชาติจะเข้าควบคุมเศรษฐกิจของจีนโดยใช้ระบบธนาคารต่างๆ ที่เข้าไปตั้งสำนักงานและสาขาเพื่อดูดซับเอาเงินออมของชาวจีนซึ่งมีปริมาณมหาศาล (ในปี 2006 มีสูงถึง 13 ล้านล้านหยวน) ในปัจจุบันธนาคารต่างๆ ของจีนก็เริ่มขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่างชาติและธนาคารต่างชาติหลายแห่งได้ซื้อธนาคารจีน การถือหุ้นและซื้อธนาคารขยายตัวอย่างรวดเร็วภายหลังปี 2006 เมื่อจีนยกเลิกข้อจำกัดนี้ตามข้อตกลงกับ WTO

ศาสตราจารย์ เปตราส คาดว่าในทศวรรษที่ 2 ของศตวรรษที่ 21 ธนาคารต่างชาติน่าที่จะสามารถควบคุมการไหลเวียนของการเงินในเศรษฐกิจจีนได้ ถ้าเป็นนายทุนต่างชาติจะสามารถควบคุมการให้เงินกู้ ให้เครดิต และการลงทุนและควบคุมอุตสาหกรรมของประเทศจีนได้ นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติยังมุ่งหวังควบคุมตลาดระดับบนที่สร้างกำไรมหาศาล

ในการเจรจาการค้าโลกรอบใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่ นักลงทุนต่างชาติยังมุ่งหวังที่จะเจาะตลาดโทรคมนาคมและภาคบริการของจีน โดยเฉพาะสื่อสารมวลชน บันเทิง การโฆษณา และตลาดขายส่งและค้าปลีก ถ้าแผนการยึดครองตลาดและสถาบันการเงินของจีนโดยบริษัทต่างชาติเป็นไปตามเป้าหมาย เศรษฐกิจจีนจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชาติพัฒนาตะวันตกและนายทุนร่ำรวยจีน บริษัทต่างชาติจะมีอิทธิพลในด้านการเงิน การผลิต การส่งออก และการเมือง เศรษฐกิจจีนจะสูญเสีย “เอกลักษณ์ของชาติ” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกที่บริษัทต่างชาติควบคุมอยู่ นั่นหมายความว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนไม่สามารถควบคุมแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองได้อีกต่อไป และความหวังที่จะพัฒนาให้จีนเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศพัฒนาตะวันตกและเป็นสังคมนิยม ก็เป็นอันพังพินาศไปด้วย และดีไม่ดีพรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจสูญเสียอำนาจเพราะสูญเสียความชอบธรรมในการปกครองจีน และอาจจะเกิดความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมอย่างรุนแรงอย่างที่ศาสตราจารย์ เปตราส หวั่นวิตกจนทำให้ประเทศจีนแตกสลายเป็นหลายๆ ประเทศแบบอดีตสหภาพโซเวียตได้ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์จีนก็มีความหวั่นวิตกในบทบาทของบริษัทต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นในจีนในศตวรรษที่ 21 นี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ หยาง ฟาน (Yang Fan) มีความเป็นห่วงว่าการควบรวมและซื้อกิจการธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญๆ ของจีน โดยบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาจะทำลายชื่อสินค้าของจีน (Brand name) และยึดครองตลาดและอุตสาหกรรมของจีนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่นักธุรกิจนิยมใช้กันอยู่เสมอในการทำลายคู่แข่งเพื่อยึดครองตลาด ดังนั้น เพื่อรักษาตลาดและเทคโนโลยีของจีนให้รอดพ้นจากการควบคุมของบรรษัทข้ามชาติใหญ่ๆ รัฐบาลจีนควรจะสร้างมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการผูกขาดตลาดโดยต่างชาติ นอกจากนี้เขายังคัดค้านการอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้านค้าปลีก และเสนอให้รัฐบาลจีนควบคุมการควบรวมและซื้อกิจการโดยบริษัทต่างชาติ มิฉะนั้นเศรษฐกิจจีนจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบรรษัทต่างชาติต่างๆ และธุรกิจชาวจีนถูกทำลายสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

แต่ขณะเดียวกันจีนก็มีนักเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่จำนวนมากที่สนับสนุนให้จีนเปิดตลาดให้มากที่สุดเพื่อดูดซับเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติ โดยการยินยอมให้บริษัทต่างชาติควบรวมและซื้อกิจการของชาวจีน พวกเขาคิดว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของจีน เช่น ศาสตราจารย์ เหอ เหม๋าชุน (He Maochun) เป็นต้น เขาเห็นว่าประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกและเอเชียตะวันออกล้วนเปิดตลาดเช่นกัน ซึ่งทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศและบริษัทของชาวจีนถูกกระตุ้นให้แข่งขันเพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้น บริษัทของชาวจีนก็สามารถควบรวมและซื้อกิจการให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ได้เช่นกัน เขามีความมั่นใจว่ารัฐบาลจีนมีความสามารถในการควบคุมเงินทุนต่างประเทศ และดูแลขบวนการที่จีนถูกประสานเข้ากับเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้เพราะเขามีความมั่นใจว่าจีนเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งในเศรษฐกิจโลก เขากล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศคือความสามารถในการประสานและใช้ประโยชน์จากเงินทุน เทคโนโลยี และทรัพยากรอื่นๆ จากต่างประเทศ และจีนได้แสดงให้เห็นว่ามีความก้าวหน้าในด้านนี้มาก

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ สถาบันเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นต้น ต่างพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไปในทิศทางที่ดีคือ ทำให้จีนเจริญก้าวหน้าเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัย

ศาสตราจารย์ วูล์ฟกัง เดคเกอร์ (Wolfgang Deckers) ก็เป็นนักวิชาการอีกผู้หนึ่งที่กล่าวว่า “แม้ว่าโลกาภิวัตน์จะเป็นดาบสองคม แต่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากโลภาภิวัตน์ได้สูงสุด รวมทั้งได้รับประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก โดยเปิดตลาดรับเงินทุนต่างชาติพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มปริมาณการค้าได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญทางการค้าของโลก มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีความเข้มแข็งทางการเมือง มีอิสรภาพ อธิปไตยและพึ่งพิงตนเองได้มากขึ้นกว่ายุคเหม๋า เจ๋อตุง ในขณะที่มีการพึ่งพาอาศัยกับเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้นในยุคหลังเติ้ง เสี่ยวผิง”

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันและอนาคตแล้ว นักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกันหรือตรงข้ามกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในด้านใดย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเอเชียและโลกทั้งสิ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา จีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลจีนมีความสามารถในการเอาชนะปัญหาเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจที่ร้อนเกินไป ปัญหาเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และสามารถแก้ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การเลิกจ้าง ช่องว่างรายได้ของประชาชน โรคระบาด และปัญหาคอรัปชั่น ได้ดีโดยการปฏิรูประบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์

นักเศรษฐศาสตร์และสถาบันเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลกส่วนใหญ่จึงยังคงมองการเปลี่ยนแปลงของจีนในทางที่ดี และคาดหวังว่าจีนจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ทันสมัยในอนาคต

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศมหาอำนาจเก่าเช่นสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร

การเติบโตเป็นประเทศมหาอำนาจของจีนย่อมส่งผลกระทบต่อการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียและโลกได้ทั้งในด้านบวกและลบ ขึ้นอยู่กับบทบาทของจีนและปฏิกิริยาของประเทศมหาอำนาจเก่า ถ้าประเทศจีนแสดงบทบาทในเชิงสร้างสรรค์ช่วยเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงของระบบการเมืองระหว่างประเทศที่เป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น และประเทศมหาอำนาจเก่ายอมรับและยินดีแบ่งปันพื้นที่ให้ประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีนเข้ามาร่วมวงด้วย โดยมองว่าจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันก็จะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจใหม่กับประเทศมหาอำนาจเก่า ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่บทบาทของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจโลกใหม่ และอุดมการณ์และค่านิยมของรัฐบาลจีน ว่าจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์และค่านิยมของประเทศมหาอำนาจเก่าอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอย่างไร

โดยทั่วไป แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้ปรับความสัมพันธ์กับจีนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1979 แล้วก็ตาม สหรัฐฯ และจีนมีปัญหาขัดแย้งกันเรื่องปัญหาไต้หวัน ทิเบต การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการขายอาวุธและจรวดของจีน และสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรโดยไม่ขายอาวุธและเทคโนโลยีชั้นสูงให้จีน ภายหลังที่รัฐบาลจีนใช้กำลังทหารปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี ค.ศ.1989 แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศก็พยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยคาดหวังว่าจีนอาจจะปฏิรูปการเมืองหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสู่ระบบเสรีประชาธิปไตยในอนาคตโดยการเรียกร้องของนักศึกษา ประชาชน และชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมจีนในลักษณะที่เป็นวิวัฒนาการแบบสันติวิธี (peaceful evolution) แต่ผู้นำและนักการเมืองสหรัฐฯ หลายฝ่ายก็ยังคงมีความหวาดระแวงและมองว่าการเติบโตเป็นมหาอำนาจโลกของจีนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐอเมริกาในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหมและพรรครีพับรีกัน ทั้งนี้เนื่องจากตลอดระยะเวลาจาก ค.ศ.1949-ปัจจุบัน จีนยังปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์และมีค่านิยมการเมืองที่แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา จีนดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ จีนยินดีทำสงครามเพื่อรักษาอธิปไตย ดินแดน และผลประโยชน์ของตนเอง และจีนเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญของสหรัฐฯ หลังยุคสงครามเย็น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะดีมากขึ้นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของจีนเป็นระบบเสรีประชาธิปไตย

ทันทีที่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2000 เขาได้ประกาศว่าจีนเป็น “คู่แข่งทางยุทธศาสตร์” และย้ำว่าสหรัฐฯ จะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อพันธมิตรของตนในเอเชียรวมทั้งไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุในปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 2001 ที่เครื่องบินลาดตระเวนสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐฯ แบบ EP-3 ได้ชนกับเครื่องบินขับไล่ของจีนที่บินขึ้นสกัดกั้นนอกเกาะไหหลำ ทำให้นักบินจีนสูญหายไปในทะเลและนักบินสหรัฐฯ ต้องนำเครื่องลงจอดบนเกาะไหหลำและถูกทางการจีนควบคุมตัวลูกเรือเอาไว้เป็นเวลา 5 วันก่อนที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงทางการทูตได้สำเร็จ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ นายคอลลิน เพาเวลล์ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขอโทษต่อรัฐบาลจีนในวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 2001 แต่ฝ่ายกลาโหมของสหรัฐฯ รู้สึกว่าเสียหน้าและเป็นการเอาใจจีนมากเกินไป รัฐบาลสหรัฐฯ จีนประกาศขายอาวุธรอบใหม่มูลค่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้แก่ไต้หวัน ซึ่งรวมทั้งเรือดำน้ำดีเซล 8 ลำ และเรือพิฆาตติดจรวดนำวิถี 4 ลำ โดยอ้างว่าจีนได้ติดตั้งจรวดจำนวนมากในมณฑลฟูเจี้ยนและยังไม่ยินยอมล้มเลิกนโยบายการยึดคอรงไต้หวันด้วยกำลังทหาร แต่ก่อนที่ความขัดแยงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะลุกลามใหญ่โต การโจมตีของผู้ก่อการร้ายต่อตึกศูนย์การค้าโลกของสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์คในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ได้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เอาไว้

ประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ซึ่งต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับสหรัฐฯ ได้ประกาศสนับสนุนนโยบายการทำสงครามกับลัทธิก่อการร้ายของประธานาธิบดี จอร์จ บุช อย่างเต็มที่ เพราะจีนเองก็กำลังต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายของจีนใน ซินเกียงเช่นกัน นอกจากนี้จีนยังช่วยสหรัฐฯ ตรวจสอบหาแหล่งเงินทุนของผู้ก่อการร้าย

อัลกออิดะห์ และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่แอฟกานิสถาน ผู้นำสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนแปลงความคิดและนโยบายต่อจีนโดยประกาศว่าจีนเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” เพราะสหรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญอันดับแรกต่อการทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย และมองเห็นคุณค่าของการร่วมมือกับจีน นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังต้องการความร่วมมือจากจีนในการแก้ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และปัญหาอิรักและอิหร่าน ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ตอบแทนจีนโดยการลดความสำคัญของเรื่องสิทธิมนุษยชน ไต้หวัน และการขายอาวุธของจีนและไม่คัดค้านการเข้าเป็นสมาชิกของจีนในองค์กรการค้าโลก

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทดลองยิงจรวดและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีผลต่อความมั่นคงของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และทำให้สหรัฐฯ ต้องติดตั้งระบบจรวดป้องกันจรวดโจมตีจากเกาหลีเหนือในญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นก็เลวร้ายลงในช่วงการปกครองของนายกรัฐมนตรี โคอิซูมิ ของญี่ปุ่น เนื่องจากโคอิซูมิมีนโยบายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นให้ญี่ปุ่นสามารถมีกองทัพและทำสงครามเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของญี่ปุ่นได้เหมือนประเทศอธิปไตยทั้งหลาย แต่การที่ผู้นำญี่ปุ่นยังคงไม่ยอมรับผิดชอบต่อการทำสงครามที่โหดร้ายทารุณต่อประเทศเพื่อนบ้านในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และนายกรัฐมนตรีโคอิซูมิยังเดินทางไปเคารพวิญญาณทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามทุกปีที่ศาลยาคูซูนิ ทำให้จีนและเกาหลีประท้วงและหวาดระแวงว่าญี่ปุ่นอาจจะหันไปหาลัทธิชาตินิยมและรื้อฟื้นลัทธิทหารขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกันผู้นำและฝ่ายความมั่นคงของญี่ปุ่นก็มองว่าจีนเป็นภัยคุกคามของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามเย็นแทนสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป ญี่ปุ่นจึงดำเนินนโยบายสร้างความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย และตะวันออกกลางในการลงนามในสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันกับสหรัฐฯ ฉบับใหม่ในปี ค.ศ.1999 และร่วมมือกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ในการค้นคว้าวิจัยพัฒนาระบบจรวดต่อต้านจรวด ความร่วมมือทางทหารระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ มีลักษณะคลุมเครือที่อาจทำให้ญี่ปุ่นสามารถแทรกแซงในปัญหาไต้หวันของจีนได้ จึงทำให้ผู้นำจีนไม่ไว้วางใจในญี่ปุ่นมากนัก ในขณะเดียวกันการเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและการเพิ่มงบประมาณพัฒนากองทัพของจีนกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ทางการค้า การเมือง และความมั่นคงของญี่ปุ่น ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างสองชาติมหาอำนาจเอเชียในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในเวทีการเมืองอาเซียน+3 อินโดจีน และเอเชียใต้

การช่วยเหลือของจีนต่อประเทศเอเชียในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997 ในเอเชีย ทำให้ภาพพจน์ของจีนดีขึ้นในสายตาของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จีนได้ให้เงินช่วยไทยและอินโดนีเซียโดยผ่าน IMF ประกาศไม่ลดค่าเงินหยวน ร่วมเจรจาทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินตราล่วงหน้าที่เชียงใหม่เพื่อป้องกันวิกฤตการเงินรอบใหม่ในเอเชีย ร่วมก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน+3 ประกาศแก้ปัญหาทะเลจีนใต้โดยสันติวิธี และลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ (Treaty of Amity and Cooperation) กับอาเซียน ทำข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนภายในปี 2010 และสนับสนุนการจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asian Community) และร่วมมือในแผนพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region – GMS) นอกเหนือจากการมีนโยบายเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียน



โดยสรุปภายหลังปี 1997 จีนและประเทศอาเซียนได้ทำข้อตกลงร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม และการเมืองทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียนมากมาย รวมทั้งมีการประชุมสุดยอดผู้นำและการเจรจาในกรอบ “เวทีเจรจาอาเซียน” (ASEAN Regional Forum) ที่มีอยู่เดิม การเจรจาล่าสุดได้แก่การลงนามใน “สัญญาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน” ในเดือนพฤษภาคม 2007 ความร่วมมือจีน-อาเซียนนอกจากเพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันแล้ว จีนยังมีนโยบายขยายการลงทุนในอาเซียนและออสเตรเลียเพื่อแสวงหาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและทรัพยากรต่างๆ เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแสวงหาเส้นทางออกทะเลโดยผ่านไทยและพม่าสู่มหาสมุทรอินเดีย

ความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างจีนกับอาเซียนทำให้สหรัฐฯ ไม่ค่อยไว้วางใจจีน สหรัฐฯ จึงดำเนินนโยบายตอบโต้โดยการสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับอินเดีย และเวียดนามซึ่งเคยเป็นศัตรูเก่าของจีนเพื่อปิดล้อมหรือถ่วงดุลอำนาจจีน กล่าวคือ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ได้ทำข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานนิวเคลียร์ให้แก่อินเดีย และสนับสนุนให้อินเดียและปากีสถานเป็นประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรทั้งอินเดียและปากีสถานที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ แต่ได้ยกเลิกเมื่ออินเดียและปากีสถานร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายตาลีบันในแอฟกานิสถาน ในเดือนกรกฎาคม 2007 ประธานาธิบดีของเวียดนามได้เดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกภายหลังสงครามเวียดนาม ปี 1975 สหรัฐฯ สนใจจะร่วมมือทางทหารกับเวียดนามและต้องการใช้ฐานทัพดานังภายหลังที่ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐฯ สหรัฐฯ ได้กลับมาให้ความสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใหม่เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการต่อต้านปราบปรามผู้ก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะสนใจในอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุด และต้องการกลับมาใช้ฐานทัพในฟิลิปปินส์และไทย

นอกจากการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ของจีนในเอเชียแล้ว ในต้นศตวรรษที่ 21 จีนยังได้ขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองไปยังทวีปแอฟริกาและลาตินอเมริกาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การศึกษา เทคโนโลยี ยกเลิกหนิ้สินให้แก่ประเทศแอฟริกาที่ยากจนและลงทุนในกิจการด้านทรัพยากรและพลังงาน โดยรัฐบาลจีนประกาศไม่แทรกแซงในกิจการภายในประเทศของแอฟริกา และจะซื้อทรัพยากรต่างๆ จากประเทศแอฟริกาในราคาตลาดที่ยุติธรรม

ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังจับตาดูอย่างใกล้ชิดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียและประเทศเอเชียกลาง จีนและรัสเซียไม่พอใจที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากสนธิสัญญาจรวดต่อต้านจรวดข้ามทวีปปี 1972 (1972 Anti-Ballistic Missile Treaty) ระหว่างสหรัฐฯ กับอดีตสหภาพโซเวียตในปลายปี 2001 และโครงการสร้างระบบจรวดต่อต้านจรวดของสหรัฐฯ (National Missile Defense and National Missile Defense Programs) ซึ่งคุกคามต่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ของทั้งรัสเซียและจีน รัสเซียไม่พอใจกลุ่มประเทศนาโต้และสหรัฐฯ ที่ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็วเข้าไปในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก รวมทั้งการส่งทหารบุกบอสเนีย-เฮอเซโกวีน่าและโคโซโวโดยการอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Intervention) และรวมเอาประเทศยุโรปตะวันออกทั้งหมดเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนาโต้ล่าสุด ประธานาธิบดี วลาดิเมีย ปูติน ของรัสเซียได้ประท้วงแผนการของนาโต้และสหรัฐฯ อย่างรุนแรงที่จะติดตั้งจรวดในโปรแลนด์ และให้โคโซโวเป็นเอกราชโดยถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย ทั้งรัสเซียและจีนจึงร่วมมือด้านความมั่นคงกันมากขึ้น โดยรัสเซียได้ขายอาวุธที่ทันสมัยให้แก่จีนเพิ่มขึ้น และร่วมมือกับประเทศเอเชียกลางก่อตั้งองค์การเซี้ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organizations) เพื่อต่อต้านลัทธิก่อการร้ายและร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย จีน รัสเซีย เคอร์กีซสถาน ทาจิคสถาน คาซัคสถาน และ อุซเบกิสถาน สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้คัดค้านข้อเสนอของฝรั่งเศสและเยอรมนีที่ต้องการให้สหรัฐฯ และนาโต้ยุติการคว่ำบาตรจีนเพื่อขายอาวุธและเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่จีนได้ และยังห้ามไม่ให้อิสราเอล โปรแลนด์ อูเครน และรัสเซีย ไม่ให้ขายอาวุธให้แก่จีน

ผู้นำสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐมนตรีกลาโหม นายโรเบิร์ต รัมส์เฟลด์ ได้หยิบยกประเด็นการเพิ่มงบประมาณทหารของจีนขึ้นมาวิจารณ์จีนอยู่เสมอ โดยกล่าวว่าแผนการพัฒนากองทัพของจีนไม่มีความโปร่งใส ทำให้ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นสงสัยในเจตนารมณ์ของรัฐบาลจีน รวมทั้งวิจารณ์ว่างบประมาณของจีนนั้นต่ำกว่าความจริง 3-4 เท่า สหรัฐฯ ต้องการให้รัฐบาลจีนเปิดเผยแผนพัฒนากองทัพของจีนให้ชาวโลกทราบเพื่อลดความหวาดระแวงจีน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาจรวดทำลายดาวเทียม (anti-satellite missile) และการทำลายดาวเทียมด้วยปืนเลเซอร์ของจีน

โดยสรุป การเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงของจีนในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกาในปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 เป็นการแสดงบทบาทของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจโลกประเทศหนึ่งที่กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และอำนาจของประเทศมหาอำนาจเก่าเช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศยุโรปตะวันตกในระดับต่างๆ แต่ผู้นำจีนพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจเก่าเหล่านี้อยู่เสมอ เพราะตระหนักดีว่าจีนจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตลาด เงินทุน และเทคโนโลยีและทัศนคติที่ดีของประเทศเหล่านี้ต่อจีน และจีนต้องการรักษาสันติภาพโลกเพื่อการค้าและการลงทุน เพื่อให้สามารถบรรลุสู่เป้าหมายของการพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัยและมั่งคั่งทัดเทียมประเทศตะวันตกในกลางศตวรรษที่ 21 ซึ่งยังเป็นหนทางอันยาวไกลและอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งต่อระบบการเมืองของจีนและต่อประเทศมหาอำนาจเก่าได้ 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook