บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ชีวิ

ชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร

ต่อคำถามที่ว่าชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร หากจะตอบตามหลักพุทธศาสนา ก็จะตอบได้ว่า ชีวิตควรอยู่เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อสร้างความดี และเพื่อพัฒนาตนและสังคม ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ ความพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน

ประโยชน์ 3 อย่าง
ประโยชน์ คือ สิ่งที่ช่วยให้สำเร็จตามความประสงค์และอรรถผลที่เกิดจากความประสงค์นั้น กล่าวคือทั้งวิธีการและความสำเร็จอันเกิดจากวิธีการนั้น เรียกว่า “ประโยชน์”

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นประโยชน์ขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต มี4 อย่าง ได้แก่

1. อุฎฐานสัมปทา ความขยันในการประกอบอาชีพการงาน เพื่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว
2. อารักขสัมปทา การเก็บรักษาและการประหยัด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพราะความไม่แน่นอนของชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้ การประหยัดทรัพย์ไว้ก็เพื่อแก้ปัญหาในคราวจำเป็น
3. กัลยาณมิตตตา การมีคนดีเป็นมิตร หรือคบคนดีเป็นเพื่อน กล่าวกันว่าคนที่มีเพื่อนเป็นคนดีนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเพื่อนจะเป็นตัวอย่าง และคอยชี้แนะความดีและข้อบกพร่องให้อยู่เสมอ ทำให้มีสติไม่พลั้งพลาดในการดำเนินชีวิต
4. สมชีวิตา คือ การเลี้ยงชีวิตที่เหมาะสม ได้แก้ การใช้จ่ายตามสมควรแก่รายรับ ดำรงชีวิตตามสมควรแก่อัตภาพ

สัมปรายิกัตถประโยชน์
สัมปรายิกัตถประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ที่จะพึงได้รับในภายภาคหน้าหรือชาติหน้า มี 4 อย่าง คือ

สัทธาสัมปทา ความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี

ศรัทธามี 4 อย่าง ได้แก่ (พจนานุกรมพุทธศาสน์ : 164)
1. กัมมสัทธา เชื่อกรรม เชื่อในกฎแห่งกรรม
2. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม
3. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าแต่ละคนมีกรรมเป็นของตนและจำต้องเสวยผลแห่งกรรมนั้น ๆ ไม่ ว่าจะเป็นผลดีหรือผลชั่ว
4. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์ตถาคตว่า เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงพระคุณ 9 ประการ

สีลสัมปทา คือความเป็นคนมีศีล คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ คือความเป็นปกติทางกาย วาจา หมายถึง ความเรียบร้อยทางกาย วาจา

ผู้รักษาศีลจะได้รับอานิสงส์หลัก 3 ประการ

(1) สีเลน สุคตึ ยนฺติ ผู้รักษาศีลย่อมไปดี คือ ปราศจากโทษภัย มีคนสรรเสริญ ต้อนรับ และเป็นที่อบอุ่นใจของผู้พบเห็น
(2) สีเลน โภคสมฺปทา ผู้รักษาศีลจะได้โภคสมบัติ คนมีศีลเท่านั้นจึงจะสามารถรักษาทรัพย์ไว้ได้
(3) สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ผู้มีศีลย่อมเข้าถึงความอยู่เย็นเป็นสุข

จาคสัมปทา คือการเสียสละทรัพย์สินอันเป็นของตนแก่บุคคลอื่น หรือแก่สาธารณประโยชน์

ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คำว่า ปัญญา คือ ความรู้ทั่วหรือความรู้ชัด ได้แก่ ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล

ปัญญามี 3 อย่าง ได้แก่
1) สุตมยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การศึกษาเล่าเรียน
2) จินตามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการคิด คือ เมื่อได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยการหาเหตุผลถึงความถูกผิดทำให้เกิดความรู้ความคิดเห็นเพิ่มเติมขึ้น
3) ภาวนามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการพัฒนาจิต คือ การฝึกจิตด้วยวิธีสมถะและวิธีปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้จิตสงบและเกิดปัญญาขึ้นวิธีการได้มาซึ่งความรู้อย่างนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นความรู้สูงสุด เพราะเกิดจากจิตที่สงบ

บทสรุปสัมปรายิกัตถประโยชน์

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต : พุทธธรรม : 424) ได้สรุปเรื่องสัมปรายิกัตถประโยชน์ได้ดังนี้

  1. ศรัทธา ความเชื่อมั่นใจในปัญญา คุณธรรมและความเพียรพยายามของมนุษย์ ซึ่งทำให้สามรถเข้าถึงความจริง ความดีงามสูงสุด ได้ตามกฎธรรมดาแห่งเหตุผลดังได้มีผู้นำทางไว้ และซึ่งจะทำให้มนุษย์สร้างสังคมที่ดีงามอันดำรงอยู่โดยธรรมได้ (สัทธาสัมปทา)
  2. ศีล การรู้จักบังคับควบคุมตนได้ ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ พฤติกรรมและลักษณะความสัมพันธ์กับผู้อื่น และสภาพแวดล้อมของบุคคลนั้น ๆ เกิดความเหมาะสมพอดีที่จะเกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงามแห่งคุณธรรมของตน และความอยู่กันด้วยดีของสังคม (สีลสัมปทา)
  3. จาคะ ความสละ ที่ทำให้ไม่ตัดสินหรอคิดการต่าง ๆ เข้าข้างตนเอง และทำให้พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่ผู้อื่น (จาคสัมปทา)
  4. ปัญญา ความรู้ตระหนักเท่าทันถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปตามกฎธรรมดา มีความเกิดขึ้นเสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งทำให้วางใจวางท่าทีต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง โดยมีใจหลุดพ้นเป็นอิสระ สามรถวินิจฉัยแยกการอันควร มิควรทำ กำหนดความเหมาะพอดี และการที่จะให้หรือพัฒนาต่อไปของคุณธรรมอื่น ๆ ทั้งหมดอย่างเหมาะสม (ปัญญาสัมปทา)

ปรมัตถประโยชน์
ปรมัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์อย่างยิ่งหรือประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์พึงมีพึงได้ (ปรมะ อย่างยิ่งหรือสูงสุด อัตถะ ประโยขน์) ได้แก่ พระนิพพาน คือ ภาวะที่จิตสะอาด (บริสุทธิ์) สว่าง (เกิดปัญญา) และสงบ (วิมุตติ) และผู้ที่บรรลุประโยชน์สูงสุดดังกล่าวนี้เรียกว่า พระอรหันต์ ซึ่งถือเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ได้จะต้องบำเพ็ญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา จนสามารถละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้ในภพ) 10 อย่างได้ คือ

1) สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ความเห็นที่ยังติดแน่นในสมมติว่าเป็นตัวตน เราเขาเป็นนั่นเป็นนี่ มองไม่เห็นสภาพความจริงที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่าง ๆ มาประกอบกันเข้า
2) วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย เคลือบแคลงต่าง ๆ เช่นสงสัยในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์
3) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อมั่นศีลพรต คือ ความยึดถือผิดพลาดไปว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและพรต ได้แก่ การถือศีลและพรต ได้แก่ การถือศีล ระเบียบ แบบแผน บทบัญญัติ และข้อปฏิบัติต่าง ๆ โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นเป็นขลังหรือศักดิ์สิทธิ์
4) กามราคะ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
5) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคืองหรืองุ่นง่านใจทั้ง 5 ประการนี้ เรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ หรือ ขั้นหยาบ
6) รูปราคะ ความติดใจใจอรูปธรรมอันประณีต เช่น ติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน พอใจในรสความสุขความสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจปรารถนาในรูปภพ เป็นต้น
7) อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม เช่น ติดใจใจอารมณ์แห่งอรูปฌาน ติดใจปรารถนาในอรูปภพ
8) มานะ ความถือตัว หรือสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี้ เช่นว่า สูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา ต่ำกว่าเขา เป็นต้น
9) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ
10) อวิชชา ความไม่รู้จริง ไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใจกฎธรรมดาแห่งเหตุและผล หรือไม่รู้อริยสัจ

(ข้อ 6-10) จัดเป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องสูง หรือขั้นละเอียด

พระอรหันต์ละสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างดังกล่าวนี้ได้ ส่วนผู้ที่ละได้เพียงบางส่วน ได้แก่ พระอริยบุคคลชั้นรองลงมา เมื่อเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง จะได้ดังนี้

พระโสดาบัน ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ข้อ 1-3 ได้
(1) พระโสดาปัตติมรรค ผู้กำลังเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน
(2) พระโสดาปัตติผล ผู้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานแล้ว

พระสกิทาคามี ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ 3 อย่างเบื้องต้น (ข้อ 1-3) ได้ และทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางลงและจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเพียงชาติเดียว

(1) พระสกิทาคามีมรรค ผู้กำลังเข้าสู่ภาวะแห่งพระสกิทาคามี
(2) พระสกิทาคามีผล ผู้เข้าถึงภาวะแห่พระสกิทาคามีโดยสมบูรณ์แล้ว

พระอนาคามี ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ 5 อย่างเบื้องต้นได้ทั้งหมด (ข้อ 1-5) และจะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก

พระอนาคามีมรรค ผู้กำลังเข้าสู่สภาวะแห่งพระอนาคามี
พระอนาคามีผล ผู้เข้าสู่ภาวะแห่งอนาคามีโดยสมบูรณ์แล้ว

พระอรหันต์ ผู้ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด 10 อย่าง และสิ้นกิเลสแล้ว เป็นผู้เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนาชาติสิ้นแล้ว (ขีณาชาติ) ความเพียรพยายามเพื่อบรรลุจบสิ้นลงแล้ว (วุสิต พรหมจริย) และจะไม่กลับมาเกิดอีกในภพชาติใด ๆ

พระอรหัตตมรรค ผู้กำลังเข้าสู่ภาวะแห่งพระอรหันต์
พระอรหัตตผล ผู้เข้าสู่ภาวะแห่งพระอรหันต์โดยสมบูรณ์แล้ว
พระนิพพานมี 2 อย่าง คือ อุปทาทิเสสนิพพาน (กิเลสดับแล้วแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่)

และอนุปาทิเสสนิพพาน (กิเลสดับแล้วแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่) อุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง พระอริยบุคคลที่กิเลสหมดสิ้นไปแล้ว แต่ตัวคนยังมี ชีวิตอยู่ ยังทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อยู่ เช่น เทศนาสั่งสอนประชาชน หรือเป็น ทักขิเณยยบุคคลได้อยู่ ส่วนอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง พระอริยบุคคลที่กิเลส หมดสิ้นไปแล้ว และขณะเดียวท่านก็สิ้นชีพ (นิพพาน) ไปด้วย คือไม่เหลือทั้งกิเลสและขันธ์

ความจริงของชีวิต
กำเนิดชีวิตตามทัศนะของศาสนา
กำเนิดชีวิตตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์
สาระของชีวิตตามแนวพุทธธรรม
พุทธธรรมเป็นปรัชญาชีวิต
ชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร
การดำเนินชีวิตตามแนวพุทธธรรม
สาระความจริงของชีวิตตามแนวศาสนาคริสต์
สาระความรู้ทางแนวชีวิตตามศาสนาคริสต์
สาระของชีวิตตามแนวศาสนาอิสลาม
สาระความจริงของชีวิตตามแนวศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สาระของชีวิตตามแนวศาสนาเต๋าและขงจื้อ
คุณค่า เป้าหมายและความสำเร็จของชีวิต
คุณค่า เป้าหมายและความสำเร็จของชีวิต
การมองความจริงของชีวิตด้วยศาสนธรรม
การดำเนินชีวิตตามหลักศาสนธรรม
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook