บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

การเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

        การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติไทย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจนถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้แสดงให้เห็นถึงอดีตอันรุ่งโรจน์และการสูญเสียดินแดนและเอกราชในช่วงต่างๆ ตั้งแต่สมัยที่อพยพถอยร่นลงมาจากเทือก เขาอัลไตมายังจีนตอนใต้ จนถูกจีนรุกรานโจมตีถอยร่นมาสามารถสร้างอาณาจักรไทยที่เป็นอิสระในดินแดนที่เรียกว่าสยาม หรือสุวรรณภูมิ และมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเวลาต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปี ซึ่งทำให้คนชาติไทยกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ในตอนใต้ของจีน จนถึงแหลมอินโดจีน อาทิ ดังที่พระยาอนุมานราชธน เขียนถึงประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย ไว้ใน พ.ศ.2483 ว่า

“ ไทยพวกแรกที่ยกลงมาในแหลมอินโดจีน ถ้าถือเอาตำนานพื้นเมืองมาเป็นหลัก ก็คงได้แก่พวกไทยใหญ่ พวกนี้คงอพยพลงมาตามแนวลุ่มน้ำเมาและน้ำคง แล้วต่อมาก็มีไทยพวกอื่นยกแยกลงมาตามลำน้ำโขง ผ่านเข้าไปในดินแดนสิบสองปันนา และแดนสิบสองจุไทย (แดนนี้เป็นที่อยู่ของพวกผู้ไทย ซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่ง ชาวหลวงพระบางเรียกผู้ไทยว่า ลาวเก่า (คือพวกอ้ายลาวเดิม)แสดงว่าพวกผู้ไทยมาอยู่ในแคว้นนี้ก่อน พวกไทยน้อยยกตามมาที่หลัง พวกทรงดำอยู่ทางจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ก็คือพวกผู้ไทยดำ)พวกหลังนี้เรียกว่า ไทยน้อย ซึ่งต่อมาบางพวกได้เข้ามาอยู่ในแดนลานนาไทย แล้วในที่สุดขยายแดนลงมาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรื่อยลงมาถึงแหลมมลายูโดยลำดับ จนมาเป็นประเทศไทยอยู่บัดนี้”

อดีตอันรุ่งโรจน์ และการสูญเสียของชนชาติไทยอันมีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมายาวนานเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เพื่อหลอมรวมคนเชื้อชาติไทยให้มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยความผูกพันธ์ทางเชื้อชาติเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเห็นได้อย่างชัดเจนจากการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามให้เป็นประเทศไทย โดยนอกจากจะทำให้ชื่อประเทศตรงกับชื่อเชื้อชาติของพลเมือง (ส่วนใหญ่) แล้ว ยังเป็นการเพิ่มพูนความรักประเทศ ระลึกถึงความเป็นไทย และ “ เป็นการปลูกความสามัคคีระหว่างชาวไทยในประเทศนี้กับชาวไทยที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศอื่นให้มีความรักใคร่กันยิ่งขึ้น”

นอกจากนั้นแล้ว เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งการสูญเสียดินแดนให้กับการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตกเป็นเหตุการณ์ที่ยังฝังอยู่ในความรู้สึกคนร่วมสมัยจำนวนไม่น้อย โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยต้องสูญเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและดินแดนอื่นๆให้กับฝรั่งเศสที่คุกคามสยาม ถึงขั้นนำเอาเรือปืนบุกแล่นฝูาปฺอมปืนที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาประชิดถึงตัวพระราชวังได้ และทำให้รัฐบาลสยามต้องยินยอม “เสียดินแดน” บางส่วนเพื่อแลกกับเอกราชและอำนาจอธิปไตยของสยามเอาไว้ สยามจำเป็นต้องยกดินแดนให้กับฝรั่งเศสรวม 5 ครั้งด้วยกันคือ

  1. ใน พ.ศ.2410 เสียพื้นที่ที่เป็นเขมรส่วนใหญ่ และเกาะ 6 เกาะ
  2. เสียแคว้นสิบสองจุไทย
  3. เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
  4. เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และตรงข้ามปากเซ
  5. เสียจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ และต้องเสียดินแดนที่เรียกว่าหัวเมืองเงี้ยวและหัวเมืองตะวันออก รวมทั้งรัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิสให้อังกฤษ ใน พ.ศ.2435 และ พ.ศ.2451 ตามลำดับ

สำนึกแห่งอดีตของคนทั่วไป นอกจากจะรับรู้ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย ยังได้รับอิทธิพลจากละครอิงประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการ ที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดในการเรียกร้องดินแดนที่เคยสูญเสียไปคืนมา เช่น เรื่องราชมนู (พ.ศ.2480) ที่กล่าวถึงชาวเขมรว่าเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน เพียงแต่เข้าไปอยู่ในดินแดนของขอมโบราณจึงเรียกว่าชาวเขมรต่อมา หรือเรื่องเจ้าหญิงแสนหวี (พ.ศ.2481) ที่กล่าวถึงการมีเชื่อชาติ และวัฒนธรรมร่วมกันระหว่างชาวไทยใหญ่ (ในแคว้นฉานพม่า) และชาวไทยน้อย ซึ่งก็คือไทยสยาม ถึงแม้ว่าจะแยกจากกันแต่ก็คงเป็นไทยเหมือนกัน

ในส่วนของการดำเนินการทางเกี่ยวกับดินแดนที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เกิดจากในปี พ.ศ.2482 ก่อนที่จะเกิดสงครามในยุโรป ฝรั่งเศสได้ยื่นเสนอขอทำสัญญาไม่รุกรานกับไทย ส่วนรัฐบาลไทยได้ขอให้ฝรั่งเศสนำเอาปัญหาชายแดนด้านแม่น้ำโขงขึ้นมาพิจารณาปรับปรุงเส้นเขตแดน ให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติทางกฏหมายระหว่างประเทศแต่ยังไม่มีการเจรจาตกลงกันจนกระทั่ง เดือนมิถุนายน พ.ศ.2483 เมื่อฝรั่งเศสเป็นฝูายพ่ายแพ้ต่อเยอรมนี ฝรั่งเศสจึงได้มาขอร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันในกติกาไม่รุกราน อันจะทำให้กติกาสัญญานี้มีผลบังคับใช้ในทันที

รัฐบาลไทยเกรงว่าอินโดจีนของฝรั่งเศสอาจจะต้องเสียให้กับญี่ปุูน ซึ่งเริ่มเข้ามามีอิทธิพลและย้ายกองทหารเข้ามาประจำการในอินโดจีนแล้วในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2483 รัฐบาลไทยจึงถือโอกาสยื่นข้อเสนอ 3 ประการ เพื่อแลกกับคำขอของรัฐบาลฝรั่งเศส คือ

  1. วางแนวเส้นเขตแดนตามลำแม่น้ำโขงให้เป็นไปตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ
  2. ปรับปรุงเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยให้ถือว่าแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้ จนถึงเขตแดนกัมพูชา และให้ไทยได้รับดินแดนทางฝั่งขวาตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซกลับคืนมา และ
  3. ขอให้ฝรั่งเศสรับรองว่า ถ้าอินโดจีนมีการเปลี่ยนแปลงสูญเสียอำนาจอธิปไตยของฝรั่งเศสไป ฝรั่งเศสจะคืนอาณาเขตลาวและกัมพูชาให้แก่ไทย

ปรากฏว่าข้อเสนอของไทยได้รับการปฏิเสธจากฝรั่งเศส ในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2483 โดยฝรั่งเศสยืนยันจะขอทำกติกาสัญญาไม่รุกรานกับไทย และให้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันกันเท่านั้น

ความล้มเหลวในการเจรจากับฝรั่งเศส ทำให้รัฐบาลทำการรณรงค์เรื่องการเรียกร้องดินแดนคืนในหมู่ประชาชน อันจะเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลสามารถใช้กำลังทหารเข้าไปต่อสู้เพื่อนำดินแดนคืนมาได้ ก่อนที่สงครามอินโดจีนจะเริ่มขึ้นประมาณ 6 เดือน คณะผู้จัดรายการสนทนานายมั่น - นายคง ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี พลตรีหลวงพิบูลสงครามให้โฆษณาหยั่งเสียงประชาชนดูว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลจะเรียกร้องเอาดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา

การโฆษณา ในเรื่องนี้ สังข์ พัธโนทัย บันทึกไว้ว่า

“ ย่อมไม่มีอะไรดีเท่ากับหยิบยกเอาพฤติการณ์ของฝรั่งเศส ที่ทำแก่ประชาชนคนไทยในสมัยที่พวกผิวขาวกำลังแผ่จักรวรรดิในเอเชียขึ้นมาเล่าให้ประชาชนฟัง โดยเฉพาะพฤติการณ์ของ ม. ปาวี และ กรณีที่ฝรั่งเศสปิดอ่าวไทย เมื่อ ร.ศ.112 พอนายมั่น - นายคงโฆษณาเรื่องนี้ได้พักเดียว ก็ได้เห็นการเดินขบวนขนาดใหญ่ของประชาชน และนักศึกษาผ่านหน้ากรมโฆษณาการไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้คณะเราเกิดกำลังใจที่จะดำเนินการโฆษณาการปลุกใจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ดินแดนดังกล่าวที่ไทยต้องการเรียกร้องให้ได้คืนมานั้น รับรู้กันในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามว่าไม่ได้เป็นเพียงดินแดนที่เคยอยู่ในการปกครองของราชอาณาจักรไทย แต่เป็นดินแดนของคนชาติไทย ที่ถูกปกครองโดยชาติอื่น กล่าวคือ

“ ดินแดนเหล่านั้นเป็นดินแดนของเราจริงๆ ไม่ใช่เมืองขึ้นไม่ใช่อาณานิคม ไม่ใช่ต่างแดน แต่เป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติไทย เลือดไทย ซึ่งเป็นหน่อเนื้อเชื้อไข มีชีวิตจิตต์ใจ และมีวัฒนธรรมอันเดียวกับพวกเรา รวมความว่า เป็นเลือดเนื้อของเราแท้ๆ ชนชาติที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อเดียวกับเรามีจำนวน 4 ล้านคน ต้องเสียอิสสรภาพ ต้องตกอยู่ในอำนาจบังคับและความกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณ”

ดังนั้น ความต้องการที่จะได้ดินแดนคืนจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกียรติยศของชาติ ที่ไม่สามารถ “ทนดูเพื่อนร่วมชาติของตน ตกอยู่ในความบังคับกดขี่ของชาติอื่น”

นโยบายการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสของรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืน จากการริเริ่มของนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเรียนเตรียมปริญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2483 จำนวนประมาณ 3,000 คน โดยขบวนที่ประกอบด้วยธงไตรรงค์ และแผ่นปฺายเขียนคำแสดงความต้องการได้ดินแดนคืนเช่น “ไทยยอมตาย เมื่อไม่ได้ดินแดนคืน” หรือ “ เราต้องรบ ถ้าไม่ได้คืน” ร่วมกับเสียงตะโกนของผู้เดินขบวนได้เคลื่อนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาหยุดที่หนัาศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

นายกรัฐมนตรีได้มาให้โอวาทแก่ผู้ทำการเดินขบวน และย้ำว่า ไทยต้องการเรียกร้องสิ่งที่เป็นของตนคืนมาเท่านั้น ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ไทยกำลังเรียกร้องนั้นก็เป็นพี่น้องเลือดเนื้อชาวไทยด้วยกัน

การเดินขบวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้มีการเดินขบวนขึ้นและในตอนบ่ายวันเดียวกันนั้นเองก็ได้มีการเดินขบวนของนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองรวมทั้งนักเรียนเตรียมปริญญาขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วย

หลังจากวันที่ 8 ตุลาคมเป็นต้นมาก็ได้มีการเคลื่อนไหวเดินขบวนของกลุ่มองค์กรต่างๆ อีกมากมาย เช่น นักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์แห่งโรงพยาบาบศิริราช นักเรียนและครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนอำนวยศิลป์หรือนักเรียนฝึกหัดครูในเขตกรุงเทพฯ 14 โรงเรียน รวมทั้งมีการเดินขบวนครั้งใหญ่ของประชาชนในพระนคร ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2483 จำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งการเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลนี้ได้ขยายไปยังจังหวัดต่างๆ อีกด้วย

การเคลื่อนไหวของประชาชนได้กลายเป็นมติมหาชนที่สามารถทำให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงนำดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา คือการต่อสู้ด้วยกำลังทหาร บรรยากาศทางการเมืองที่สร้างความตึงเครียดให้กับฝูายไทยกับฝรั่งเศส นำไปสู่การปะทะกันตามชายแดน และกลายเป็นการรบที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2483 หลังจากการที่ฝรั่งเศสเข้ามาทิ้งระเบิดที่นครพนม แต่ก็เป็นการรบแบบที่ไม่มีการประกาศสงคราม จนถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2484 (มีการเปลี่ยนมาใช้ปฏิทินใหม่ โดยเริ่มนับวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ และทำให้ปี พ.ศ.2483 หมดลงในเดือนธันวาคม โดยมีเพียง 9 เดือน) ทหารฝรั่งเศสได้เข้าบุกโจมตีอำเภออรัญประเทศอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศสงครามกับฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2484 สังข์ พัธโนทัย เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า

“ เมื่อนายมั่น - นายคง โปรปะกันดา (propaganda) มา 6 เดือนเต็ม ทัพไทยซึ่งขวัญดีก็พร้อมกันยาตราทัพเข้ารบกับฝรั่งเศสอินโดจีนทั้งทัพเรือบกและอากาศในแนวรบอันยาวเหยียดกำลังของเราเหนือฝรั่งเศสและทหารของเราซึ่งมีเสื้อยันต์พรักพร้อมก็รบอย่างห้าวหาญ ฝรั่งเศสต่อสู้อย่างเหนียวแน่นแต่ทนความกล้าหาญของทหารไทยไม่ได้ต้องล่าถอยไปในแนวรบทุกด้าน”

การรบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสดำเนินไปประมาณเกือบ 1 เดือน กองทัพไทยสามารถบุกเข้ายึดดินแดนกลับคืนมาได้บางส่วน รายการสนทนานายมั่น - นายคง คอยรายงานความเคลื่อนไหวของสงครามอินโดจีนที่ไทยเป็นฝูายได้เปรียบทุกระยะ อาทิ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2484 รายงานกล่าวว่า

“แม้แต่ข่าวที่ฮานอยเองก็สารภาพว่า ไทยได้อาณาเขตต์ส่วนมากของกัมพูชาแล้ว ทหารอินโดจีนฝรั่งเศสต่อต้านทหารไทยไม่ไหว เราุจับธงไชยเฉลิมพลฝรั่งเศสได้ จับเชลยศึกทั้งผิวขาวผิวดำ และได้อาวุธยุทธภัณฑ์ขนกับหลายคันรถุ.เวลานี้ความมีชัยเป็นของเราแล้ว ธงไตรรงค์ของไทยได้ปลิวสะบัดในอินโดจีน ถูกต้องตามพิธีการตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมเดือนนี้แล้ว และประชาชนดินแดนที่ยึดได้ต่างก็มาต้อนรับธงไตรรงค์ของเราอย่างเอิกเกริก ไม่เหมือนครั้งกระโน้น เมื่อเวลาชักธงชาติของเราลง ชักธงฝรั่งเศสขึ้นแทน ประชาชนต่างก็เงียบสงบและเหงาทุกหนทุกแห่งุ”



ดังนั้น ในสงครามอินโดจีน ธงไตรรงค์ที่ชักขึ้นในดินแดนของฝรั่งเศส จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการได้ดินแดนคืนกลับมาเป็นของสยามอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง นายมั่น - นายคง กล่าวต่อไปว่า

“ุธงไตรรงค์ของเราได้ชักขึ้นแล้วในอินโดจี เราจะไม่ยอมปลดลงเป็นอันขาดตราบใดที่เราดำรงชาติไทยอยู่ ธงของเรา ดินแดนของเรา พี่น้องเลือดเนื้อไทยของเรา ทั้งสามอย่างนี้เรารักเสมอชีวิต อยู่ที่ไหนต้องอยู่พร้อมกันสามประการ จะยอมให้ขาดไปอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ บัดนี้พี่น้องชาวอินโดจีนของเราตามดินแดนที่เรายึดได้นั้นมีพร้อมแล้ว ทั้งธงไทย ดินแดนไทย พลเมืองไทย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้ช่วยกันสร้างสมความเจริญก้าวหน้าโดยไม่มีอุปสรรคจากภายนอกอะไรมาขัดขวางุ”

สงครามในอินโดจีนจึงเป็นการเพิ่มความสำคัญและความรู้สึกรักและหวงแหนในธงไตรรงค์ในเกิดขึ้นในประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การสู้รบจะถึงจุดแตกหัก รู้ผลแพ้ชนะ ญี่ปุูนก็ได้เสนอตัวเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้ยุติการรบ ซึ่งในที่สุดทั้งไทยและฝรั่งเศสก็ตกลงยินยอมให้มีการเจรจาทำความตกลงระงับข้อพิพาท โดยกระทำกันที่กรุงโตเกียว ประเทศเทศญี่ปุูน ผลของการเจรจาเป็นไปตามสัญญาอนุสันติภาพระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2484 ตามอนุสัญญาฉบับนี้ ประเทศไทยได้ดินแดนกลับคืนและได้ยกดินแดนดังกล่าวขึ้นเป็นจังหวัดของไทย คือ

1) ยกแคว้นหลวงพระบาง บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำโขง ขึ้นเป็นจังหวัดลานช้าง
2) ยกแคว้นนครจัมปาศักดิ์ ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ขึ้นเป็นจังหวัดจำปาศักดิ์
3) ยกท้องที่เมืองเสียมราฐ ขึ้นเป็นจังหวัดพิบูลสงคราม และ
4) ยกท้องที่เมืองพระตะบอง ขึ้นเป็นจังหวัดพระตะบอง

อาจกล่าวได้ว่า จุดสูงสุดในเชิงสัญลักษณ์ของชัยชนะในสงครามอินโดจีน ก็คือการที่ไทยสามารถนำเอาธงชาติไทยกลับไปปักปลิวสะบัดอยู่ในดินแดนที่ได้กลับคืนมา ใน พ.ศ.2484 กล่าวคือ หลังจากที่ไทยต้องยกดินแดนบริเวณ “มณทลบูรพา” ในกัมพูชาให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2450 พระยาคธาธรธรณินทร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์ ต่อมาได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาอภัยภูเบศร์) ผู้สำเร็จราชการมณฑลบูรพา ต้องอพยพครอบครัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ และต้องอัญเชิญธงช้างซึ่งเป็นธงชาติสยามสมัยนั้นกลับคืนสู่ประเทศด้วย พระยาคธาธรธรณินทร์ ก็คือบิดาของหลวงโกวิทอภัยวงศ์ หรือพันตรีควง อภัยวงศ์ (ตอนอพยพกลับกรุงเทพฯ นั้น พันตรีควง เพิ่งอายุได้เพียง 5 ขวบ) และหลังจากการเจรจาได้ดินแดนเมืองพระตะบองกลับคืนมาแล้ว พันตรีควง อภัยวงศ์ ได้รับแต่งตั่งเป็นประธานกรรมการรับมอบดินแดนทางด้านบูรพา ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ คือ พันเอกหลวงวีระ วัฒนโยธิน พันเอกหลวงยอดอาวุธ พันเอกหลวงราญปฏิเวธ หม่อมเจ้าวงศานุวัฒน์ เทวกุล พันตรีพูล มาใช้เวทย์ นายอุดม บุญยประกอบ และนายสง่า นิลกำแหง ก่อนเดินทางไปรับมอบดินแดนคืน พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ประธานคณะกรรมการ ได้กล่าวคำอำลานายกรัฐมนตรี เพื่อจะไปรับมอบดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2484 ว่า ตนรู้สึกขอบใจนายกรัฐมนตรีที่ให้ความไว้วางใจและให้เกียรติแต่งตั้งตนเป็นประธานอำนวยการในคราวนี่ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตนอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ

“ุเมื่อ 34 ปีมาแล้ว ท่านบิดาของกระผมได้เป็นผู้อัญเชิญธงไทยกลับสู่ประเทศไทยด้วยอาการอันนองน้ำตา และในวาระนี้ กระผมผู้เป็นบุตรได้มีโอกาสเชิญธงไทยกลับสู่ถิ่นเดิม ซึ่งกระผมรู้สึกว่า นอกจากจะเป็นการสนองเกียรติประเทศชาติ และรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการสนองความปราถนาอันแรงกล้าของท่านบิดาอีกด้วย

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กล่าวตอบรับคำของคุณของประธานรับมอบดินแดนในโอกาสนี้ ว่า

“ข้าพเจ้าขอมอบธงช้างอันเป็นธงไทยเดิม ซึ่งท่านเจ้าคุณบิดาของท่านรัฐมนตรีได้นำกลับคืนมาสู่ประเทศไทยเมื่อ 34 ปีที่แล้วมา พร้อมกับธงไตรรงค์อันเป็นธงไทยประจำชาติของเราในปรัตยุบันนี้ให้แก่ท่านและให้แก่จังหวัดต่างๆ ในเวลาเดียวกันนี้ เพื่อนำไปประดิษฐานในดินแดนใหม่ของเรา เป็นประจักษ์พยานว่าพวกเราได้สร้างความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาให้แก่มวลพี่น้องชาวไทยในดินแดนเดิม ซึ่งได้รับโอนมาใหม่นั้น และเป็นเครื่องหมายแห่งความกว้างใหญ่ไพศาลของชาติไทยในปรัตยุบันนี้”

ต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2484 นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวให้โอวาทแก่บรรดาทหารที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ในการรับมอบดินแดนแห่งราชอาณาจักรเดิมของไทยว่า

“เมื่อพี่น้องทหารทั้งหลายได้เข้าสู่ดินแดนใหม่แห่งราชอาณาจักรเดิมของไทยนี้แล้ว ท่านจะได้พบธงช้างกับธงไตรรงค์คู่กัน ชักขึ้นประดิษฐาน ณ สถานที่ราชการต่างๆ ขอให้พี่น้องทหารทั้งหลายจงมีความอิ่มเอิบใจและให้ระลึกไว้ว่า การที่ธงไทยทั้งเก่าและใหม่ได้ปรากฏขึ้นในดินแดนเหล่านั้น ก็ด้วยความเสียสละแห่งเลือดเนื้อและชีวิตของเรา เราได้นำชีวิตและเลือดเนื้ออันเป็นของสุดสงวนไปซื้อมาไทยแก่มวลพี่น้องชาวไทยทั้งชาติ นับได้ว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ของชายชาติทหารสำเร็จครบถ้วนแล้วทุกประการุ”

นอกจากนั้น ชาวเมืองพระตะบองก็ยังได้จัดหาธงไตรรงค์กันอย่างซ่อนเร้น (เนื่องจากฝรั่งเศสยังปกครองอยู่) เพื่อที่จะต้อนรับคณะที่จะเข้ามารับมอบดินแดน ซึ่งในเช้าวันที่ 25 กรกฎาคม ชาวเมืองต่างก็ชักธงไตรรงค์กันอย่างพร้อมเพรียงซึ่งเป็นที่น่าปีติยินดีสำหรับคณะผู้รับมอบดินแดน และเมื่อพันตรีควง อภัยวงศ์ ได้นำธงช้างอันเป็นธงชาติสยามเดิมไปชักขึ้นที่หน้ามุขตึกที่พักซึ่งเป็นที่ทำการของคณะกรรมการรับมอบดินแดนในวันที่ 26 กรกฎาคมนั้น “มีไม่น้อยคนที่ยืนดูด้วยน้ำตาคลอ”

ต่อมาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ญี่ปุูนได้ขอเดินทัพผ่านประเทศไทยไปยังพม่า และเพื่อเข้าไปตีโอบล้อมประเทศจีนขึ้นไปจากทางภาคใต้อีกทางหนึ่ง(ตอนนั้นญี่ปุูนได้บุกเข้าจีนทางภาคเหนือ โดยมีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศแมนจูเรีย ซึ่งมีรัฐบาลของจักรพรรดิปูยีเป็นรัฐบาลหุ่น และเป็นผลให้พรรคก๊กมิ่นตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยุติสงครามกลางเมืองและหันมาร่วมมือกันต่อสู่ต่อต้านการรุกราน

ส่วนสาเหตุที่ไทยรุกเข้าไปในแคว้นไทยใหญ่นั้น นอกจากจะเป็นไปตามกติกาสัญญาพันธมิตรไมตรีที่มีร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุูนแล้ว เมืองเชียงตุงเองก็เคยตกเป็นดินแดนของไทยมาก่อน โดยนายมั่น - นายคง กล่าวว่า “เมืองเชียงตุงที่เรายึดได้เมื่อวันที่ 26 เดือนนี้ อันที่จริงก็เป็นดินแดนเดิมของอาณาจักรไทยนั่นเอง” เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กล่าวถึงการเข้ายึดสหรัฐไทยใหญ่ ว่า

“กองทัพไทยของเราก็ได้ไปทำการเปิดจิตไจของพี่น้องชาวไทย ในสหรัถไทยไหย่ให้ได้รับรสมีความเบิกบานแห่งเสรีภาพ และอิสสระภาพพ้นจากความเปนทาสคืนกลับสู่ความเปนไทยร่วมกันไนราชอาณาจักไทย”

ต่อมาในวันที่ 2 มกราคม 2486 รายการของนายมั่น - นายคง ก็ได้กล่าวถึงการมีชัยชนะอย่างสมบูรณ์เหนือดินแดนสหรัฐไทยใหญ่ โดยกล่าวถึงบทความของ “ท่านสามัคคีไทย” (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ที่ได้กระจายเสียงทางวิทยุไปแล้โดยมีเนื้อหาว่า “สามัคคีไทย” เห็นว่า ในสัปดาห์นี้เป็น “สัปดาห์แห่งโชคชัย” เพราะกองทัพไทยสามารถมีชัยชนะอย่างสมบูรณ์ที่สหรัฐไทยใหญ่นั่นเอง โดยนายมั่น - นายคงได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า

“วันที่ 7 มกราคม ถึงวันที่ 2ถ มกราคม เป็นสัปดาหะแห่งชัยชนะของสกุลไทยหย่างแท้จริง เพราะเปนสัปดาหะที่กองทัพไทยนำชัยชนะมาเปนพุทธบูชาุและนำพี่น้องไนครอบครัวไทยมาร่วมสกุลไทย ซึ่งเปนสกุลของพ่อแม่ร่วมกันของพวกเรามาแต่ดั้งเดิม”

นอกจากนั้นแล้ว นายมั่น - นายคง ยังกล่าวอีกว่า “ไตรรงค์ทงชาติไทยของเราคราวนี้มีชีวิตจิตไจเพิ่มยิ่งขึ้น” ซึ่ง “ท่านสามัคคีไทย” ได้กล่าวไว้ว่า ไตรรงค์ธงชาติไทย มีชีวิตขึ้นได้เพราะรบ กินหยู่ วัธนธัม เมื่อกองทัพไทยรบชนะเช่นนี้แล้ว ไตรรงค์ทงชาติไทยก็ต้องมีชีวิตสดไสยิ่งขึ้นหย่างแน่นอน ยิ่งมือนักรบผู้กล้าหานของเราถือไปสบัดอยู่ตามชายแดนถิ่นไทยเดิมของพ่อแม่ในสหรัถไทยไหย่ทั่วทุกหนแห่งด้วยแล้ว ทงชาติไทยก็มีชีวิตสดใสยิ่งขึ้นในมือของเผ่าสกุลไทยเอง ไทยในยูนนานก็ได้เห็นทงชาติไทยของเขาอีกวาระหนึ่ง

นอกจากนั้น เหตุการณ์ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลารอยต่อทางประวัติศาสตร์ ที่จะเชื่อมระหว่างปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ และ “เปนหัวต่อสำคันที่จะเชื่อมโยงไทยภายใต้ความควบคุมของพุทธศาสนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยากับไทยในแคว้นยูนนานให้สนิทชิดเชื้อกันยิ่งขึ้น”

ยิ่งไปกว่านั้น นายมั่น - นายคง ยังกล่าวแทนถึงความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ทางเชียงรุ่ง ด้วยว่า

“ความรู้สึดเช่นนี้เราหยู่ทางนี้น่ากลัวจะหาคำพูดไห้เพียงพอไม่ได้ ต้องหยู่ทางเชียงรุ่งเอง และเห็นทงไตรรงค์รำไรอยู่ข้างหน้า แล้วจึงจะเล่าถูก ทำไมพี่น้องชาวเชียงรุ่งของเราจะไม่ยินดีล่ะ เมื่อทงไตรรงค์เป็นทงของสกุลไทย เป็นทงของไทยยูนนานุ”

ก่อนจบรายการ นายมั่น - นายคง กล่าวบทกล่อมขวัญลูกไทย (เด็กเกิดในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2486) มีเนื้อหายืนยันความเห็นที่กล่าวไปแล้วว่า

“ลูกเอ๋ย ลูกไทย เกิดมาในสมัยไทยรุ่งเรือง ธงชาติไทยแกว่งไกวไนเชียงตุง แล้วเลยพุ่งตรงไปไนยูนนาน พ่อเอาเลือดทาไว้เพื่อไตรรงค์ ขยายวงศ์สกุลไทยให้ไพศาลุ”

ดังนั้น ธงไตรรงค์ในตอนนี้ ได้รับการสร้างความหมายโดยรัฐว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ธงชาติของประชาชนพลเมืองในชาติไทย และในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นได้ถึงธงชาติของปวงผู้คนที่มีเชื้อสายอยู่ใน“สกุลไทย” กล่าวคือเป็นธงชาติของบรรดาคนเชื้อชาติไทยทั้งหมด ซึ่งรัฐไทยจะต้องนำทัพไปยึดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง กับรัฐไทยในขณะนั้น

กล่าวได้ว่า นี่เป็นจุดสูงสุดของการรณรงค์เกี่ยวกับสำนึกความเป็นชาติที่หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างความเป็นชาติกับความเป็นธงชาติของธงไตรรงค์ซึ่งใช้ออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมไปถึงคนเชื้อชาติไทยในดินแดนต่างๆ ที่อยู่นอกรัฐไทยให้รวมเข้ามาใช้ธงไตรรงค์ร่วมกัน รวมทั้งยังอธิบายด้วยว่า คนเหล่านั้นอยากจะเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ร่วมกับชาติไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยหลังจากนั้น

ส่วนการดำเนินการโฆษณารณรงค์เรื่องการเคารพธงชาติในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี การเคารพธงชาติได้กลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผน และเป็นสิ่งที่ประชาชนถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และในขณะที่นโยบายทางวัฒนธรรมหลาย อย่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ถูกยกเลิกไป เช่น การห้ามกินหมาก การบังคับให้สวมหมวกออกจากบ้าน ฯลฯ แต่เรื่องการเคารพธงชาติเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามและยังคงปฏิบัติต่อมา แม้ว่าในปลาย พ.ศ.2487 รัฐบาลควง อภัยวงศ์ ได้ออก “ระเบียบการชักธงชาติ พุทธศักราช 2488“ ขึ้นใหม่ (ประกาศวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2487) แต่ก็ยังมีเนื้อความคล้ายคลึงกับระเบียบการชักธงชาติที่ออกใน พ.ศ.2483 สังข์ พัธโนทัย ได้เขียนบันทึกไว้ในระหว่างที่ถูกจับขังคุกขณะรอการสอบสวน ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามหลังการสิ้นสุดของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2488 ได้กล่าวถึงการเคารพธงชาติในคุกว่า

“ุวันพุธได้ยินเสียง ผบก. (ผู้บัญชาการเรือนจำ) สั่งเคารพธงชาติอยู่ที่ระเบียงและได้ยินเสียงแตรวงบรรเลงอยู่ไกลๆ ลุกจากที่นอนขึ้นมายืนตรงอยู่จนสิ้นเสียงเพลงแล้ว ผบก. อธิบายว่า ที่นี่มีการทำพิธีชักธงชาติทุกวัน ชักนึกกระหยิ่มใจว่าไม่เสียแรงที่ นายมั่น จ้ำจี้จ้ำไชพูดอยู่หลายหน ผลอันนี้ยังคงเหลืออยู่ จนตัวผู้พูดเองมาได้รับคำชี้แจงเรื่องการเคารพรธงชาติอยู่ในกรงเหล็ก ดูก็ไม่เลวเลยุ”

ส่วนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ถูกจับกุมด้วยนั้น สังข์ พัธโนทัย บันทึกไว้ว่า “ุเช้าๆ เย็นๆที่โรงพักนี้ เขามีการทำพิธีชักธงชาติขึ้นและลงตามเคย ท่านจอมพลทำความเคารพธงชาติอย่างเข้มแข็งทุกครั้ง ครั้งหนึ่งทำความเคารพแล้วหันหน้ามาทางฉัน พูดเบาๆ ว่า นี่เป็นงานชิ้นหนึ่งที่เราทำกันไวุ้”

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ให้ความสำคัญต่อธงไตรรงค์มากกว่าที่เคยเป็นมา มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจความหมายของธงไตรรงค์ว่าเป็นสัญลักษณ์แทนเอกราช และอธิปไตยของสยาม ทั้งเป็นสัญลักษณ์ที่ก่อให้เกิดความรักชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธงไตรรงค์ ได้เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ต้องปฏิบัติด้วยความเคารพ เสมือนเคารพต่อชาติตนเองรวมทั้งมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อแสดงถึงเกียรติยศของธงชาติ และกำหนดให้เกิดพิธีการเคารพธงชาติขึ้นเป็นประจำทุกวัน อันเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบต่อมาจนทุกวันนี้

อ้างอิง : ธงชาติไทย - ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกสม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook