บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์เพื่อชุมชน

แนวคิดพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ

ความจริงแนวคิดพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในระดับประเทศนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มแรกที่ระบบเศรษฐกิจไทยกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมตะวันตกที่ดำเนินลัทธิล่าอาณานิคม และเข้ามาบังคับให้ไทยต้อง “ทำการค้าเสรี” ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แล้ว โดยที่เริ่มแรกไทยมีลักษณะจำต้องยินยอม แต่ต่อมาก็เริ่มเห็นดีเห็นงามกับการพัฒนาตามแบบประเทศตะวันตก อย่างไรก็ตามในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย มักมีแนวความคิดเรื่องพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจแทรกเป็นระยะๆ เสมอ เช่น ความคิดของพระยาสุริยานุวัตร ความคิดของคณะราษฎร ความคิดของหลวงวิจิตรวาทการ จนกระทั่งแนวคิดอื่นๆ เช่น แนวคิดสหกรณ์ แนวคิดเกษตรผสมผสานของท่านสิทธิพร และแนวคิดเศรษฐกิจชุมชน ที่พัฒนาขึ้นอย่างหลากหลายในปัจจุบัน ก็มักมีแนวคิดเรื่องการพึ่งตนเองของเศรษฐกิจระดับชาติแฝงเร้นอยู่ในระดับต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจแนวคิดเรื่องขยายการพึ่งตนเองของหน่วยเศรษฐกิจในแต่ละระดับออกไปสู่ระดับประเทศเกิดมากขึ้นอย่างมากและหลากหลาย ในที่นี้จึงนำเฉพาะนักคิดที่ยังไม่ได้กล่าวถึงมาก่อน ทั้งในอดีตและในปัจจุบันมากล่าวถึง ได้แก่

ดร.ทองเปลว ชลภูมิ

ดร.ทองเปลว ชลภูมิเป็นปัญญาชนไทยอีกท่านหนึ่งซึ่งมีบทบาทในการแสดงทัศนะด้านเศรษฐศาสตร์ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ใหม่ๆ ท่านสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากฝรั่งเศส พร้อมทั้งประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางเศรษฐศาสตร์และประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทางกฎหมายมหาชน ทั้งยังเป็นเนติบัณฑิตไทย ท่านมีตำแหน่งราชการเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันท่านก็เป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองอีกด้วย

ท่านมีผลงานเขียนด้านเศรษฐศาสตร์ลงในหนังสือหลายฉบับเช่น สารพิทยาคม หนังสือพิมพ์สุวรรณภูมิ หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ หนังสือพิมพ์นิกร และนิติสาส์น ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าทุกฉบับในเวลานั้น และจากงานเขียนของท่านซึ่งอยู่ในลักษณะรวมความเรียง ที่ท่านเขียนไว้เล่มหนึ่งชื่อ เศรษฐศาสตร์ ท่านได้ให้แง่มุมต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งเศรษฐกิจภาคเกษตร การควบคุมการค้าข้าว พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมอาชีพเพื่อคนไทย โดยอิงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในระยะนั้น

ในเรื่องการกสิกรรม ท่านอาจารย์ทองเปลวมีความเห็นว่า เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีที่ดินมาก ยังมีที่ดินว่างที่จะส่งเสริมอาชีพกสิกรรมได้อีกมาก ตามสภาพที่ปรากฏ เกษตรกรไทยส่วนมากเป็นชาวนา แต่เนื่องจากอาชีพทำนาเป็นงานหนักและให้ผลตอบแทนต่ำ ดังนั้น นานวันเข้า เมื่อชาวนารายใดทนได้รับผลตอบแทนต่ำอยู่ไม่ได้ ก็จะเลิกปลูกข้าวไป และหากชาวนาส่วนใหญ่เลิกปลูกข้าว ข้าวก็จะขาดแคลน ดังนั้น เพื่อให้ชาวนาปลูกข้าวอยู่รอดได้ รัฐจะต้องเข้าไปจัดการประ กันภัยทางสังคมด้านกสิกรรม มีระบบการปันส่วนที่ยุติธรรม นอกจากนี้ หากในปีใดชาวนาขาดแคลน และเพื่อป้องกันการล้นตลาดของผลิต รัฐบาลจะต้องจัดตั้งองค์การเพื่อดูแลและให้คำแนะนำว่า พื้นที่ใดควรปลูกอะไร จึงจะเหมาะสมและให้ผลคุ้มค่า นอกจากนี้ เพื่อให้กสิกรรมขยายตัว รัฐควรหาตลาดส่งออก และป้องกันการกดราคาซื้อจากต่างประเทศด้วย

ในด้านการค้ากับต่างประเทศ ท่านเห็นว่า ประเทศไทยควรมีนโยบายควบคุมสินค้านำเข้าและส่งออก นั่นคือ ควบคุมการนำเข้าเพื่อป้องกันสินค้าต่างประเทศมาตีตลาด ป้องกันราคาภายในมิให้สูงขึ้นเมื่อสินค้าภายในไหลออกไปตลาดต่างประเทศมากขึ้น

รัฐบาลในทัศนะของดร.ทองเปลวแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ รัฐบาลที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่ประชาชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ของเอกชนเลย ซึ่งรัฐบาลเช่นนี้คือ รัฐบาลที่ดีตามแนวทฤษฎีทุนนิยมคลาสสิก และอีกประเภทหนึ่ง เป็นรัฐบาลที่ทำหน้าที่ทั้งรักษาความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ราษฎรด้วย ซึ่งในฐานะราษฎรธรรมดาย่อมพอใจรัฐบาลแบบหลังมากกว่า ดังนั้น หากการมีรัฐบาลแบบที่สองแล้วราษฎรได้ประโยชน์ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโหยหาลัทธิ

อนาธิปไตยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลควรจะได้ดูแลราษฎรในด้านที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ และสวัสดิการสังคมให้มากขึ้นด้วย เช่น ออกกฎหมายควบคุมแรงงานต่างด้าว เพื่อมิให้คนไทยต้องว่างงานจากการที่ถูกแรงงานต่างชาติ(จีน)มาแย่งทำ ออกกฎหมายควบคุมและกำหนดให้คนไทยทำงาน เพื่อมิให้มีคนไทยบางคนเกียจค้านไม่ยอมทำงาน ซึ่งหากใครไม่สนองนโยบายก็อาจถูกลงโทษได้ นอกจากนี้รัฐบาลยังควรควบคุมการไหลเข้าออกของเงิน เพื่อมิให้กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยเมื่อเงินไหลเข้าหรือออกนอกประเทศมากเกินไป

นอกจากนี้ ท่านยังมีแนวคิดเศรษฐกิจแห่งชาติรุนแรงคือ เห็นว่า ควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกให้แข็งแกร่ง ส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศสามารถต่อสู้แข่งขันกับผู้ผลิตต่างประเทศได้ ท่านมีความคิดรวบยอดว่า หากประเทศไทยต้องการเป็นมหาอำนาจก็ต้องเป็นประเทศเปิดติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เพราะการค้าต่างประเทศจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถได้รับสินค้าจากภาย นอกที่เป็นประโยชน์เข้ามาใช้สอย และยังใช้เป็นปัจจัยการผลิตสินค้าอื่นส่งออกได้อีกทอดหนึ่ง ทำให้พลเมืองของประเทศมีความเป็นอยู่ดีกว่าการปิดประเทศ และยิ่งประเทศไทยมีทั้งการผลิตภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ก็ยิ่งเป็นการดีกว่ามีเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมเป็นหลักแต่อย่างเดียว อย่างไรก็ดี การที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจนั้น ท่านเห็นว่าควรดำเนินการใน 6 ประการดังนี้

  1. เร่งสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในเมืองไทย แต่ในเมื่อเรายังมีนายทุนผู้ประกอบการ(ธนบดี) อยู่เป็นจำนวนน้อย และอาจยังไม่มีความชำนาญในกิจการอุตสาหกรรม รัฐจึงควรเข้าไปเริ่มต้นก่อตั้งบริษัททำการอุตสาหกรรมให้ครึ่งหนึ่งก่อน อีกครึ่งหนึ่งเรียก(ระดมทุน)จากพลเมือง เมื่อกิจการดำเนินไปได้ดี จึงควรขายหุ้นครึ่งที่เคยเป็นของรัฐให้แก่พลเมือง
  2. เพิ่มจำนวนเรือเดินสมุทรให้มีการติดต่อส่งสินค้าได้ทั่วๆ ไปตามเมืองท่าต่างๆ และตั้งผู้แทนการค้าตามเมืองท่าสำคัญๆ ให้ทั่วถึงกัน
  3. เพิ่มจำนวนกสิกรรมให้มากขึ้นโดยให้มีการเปลี่ยนแปลงกสิกรรมบางประเภทและใช้ที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นประโยชน์เพื่อให้ผลของกสิกรรมรับกับข้อ (2 )สำหรับให้เรือเดินสมุทรมีงานทำและระบายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ
  4. เพิ่มจำนวนพลเมือง เพื่อให้มีการประดิษฐกรรมมากขึ้นและหลีกเลี่ยงกรรมกรหรือแรงงานจากชาวต่างต่างประเทศ การเพิ่มพลเมืองอาจทำได้โดยรัฐบาลเข้าช่วยเหลือตั้งสมาคมสงเคราะห์ผู้มีบุตรมากและเพิ่มเงินเดือนแก่ข้าราชการผู้ที่มีบุตรมาก สำหรับราษฎรก็ทำโดยให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ
  5. ขยายธนาคารชาติให้ทั่วไปทุกๆ จังหวัด เพื่อส่งเสริมการพาณิชย์อุตสาหกรรมและ กสิกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่การหมุนเวียนทางการเงินด้านสินเชื่อและเป็นการส่งเสริมอาชีพประเภทต่างๆ
  6. เพิ่มจำนวนธนบัตรโดยไม่ต้องลดค่าเงินตรา และเอาทุนมาสร้างกิจการต่างๆ เช่น การคมนาคม เป็นต้น ทุนก็จะมีการหมุนเวียนมากขึ้นเป็นการเพิ่มอำนาจและสมรรถภาพเศรษฐกิจภายใน

อาจารย์ทองเปลวเห็นว่า หากประเทศไทยเร่งดำเนินการตามทาง 6 ประการที่ท่านเสนอมานี้ ประเทศไทยย่อมมีโอกาสเป็นประเทศมหาอำนาจได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวคิดของท่านมีลักษณะเป็นข้อเสนอสร้างเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยให้รัฐมีบทบาทเป็นแกนนำ ในขณะเดียวกัน ท่านก็เห็นความสำคัญของเอกชนด้วย เช่น เมื่อรัฐลงทุนสร้างบริษัทอุตสาหกรรมได้ดีแล้ว ก็ให้ขายหุ้นแก่พลเมือง ซึ่งก็เป็นรูปแบบบริษัทมหาชน แต่ในทางกลับกันท่านเห็นว่า แม้ที่รัฐร่ำรวยมั่งคั่ง มีทุนสำรองมาก มีรายได้จากการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมมาก ในขณะที่พลเมืองเดือดร้อน ยังขาดแคลน ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะประเทศชาติก็จะไม่แข็งแรงอยู่ดี ซึ่งหมายความว่า โดยทัศนะของท่านมองความเป็นประเทศจากฐานของประชาชน ไม่ใช่จากฐานของความเป็นรัฐชาติที่มีอำนาจแต่ด้านเดียว

โดยสรุป ท่านเห็นให้ความสำคัญของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งอาจเป็นเพราะท่านเห็นว่าในเวลานั้นคนไทยยังมีการศึกษาน้อย มีทุนรอนน้อย และกำลังถูกรุกรานทางเศรษฐกิจจากต่างชาติอยู่มากก็เป็นได้ แต่แนวคิดของท่านก็สะท้อนให้เห็นว่า การจะสร้างความมั่งคั่งแก่ชาติ คงจะปล่อยให้เอกชนทำไปแต่ผู้เดียวโดยมีรัฐทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่พลเมืองแต่อย่างเดียวตามแนวทุนนิยมคลาสสิกคงไม่ได้ คงต้องให้รัฐมีส่วนร่วมด้วย เพราะอย่างน้อยกลไกรัฐสามารถสานเครือข่ายและระดมพลังได้มากกว่าและรวดเร็วกว่า แต่กระนั้น การที่รัฐเข้ามามีบทบาทมากในการทำอาชีพของพลเมือง ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หากเป็นการทำโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือมีการทุจริต



ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพ็ชร

ศ.ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพ็ชร นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ได้แสดงทัศนะในเรื่องเศรษฐกิจชุมชนไว้โดยเน้นในเรื่องการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ท่านเห็นว่า ปัญหารากฐานเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ การขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความล่มสลายของเศรษฐกิจชนบท และเสนอแนวทางแก้ไขโดยให้เพิ่มงบวิจัยและพัฒนา และส่งเสริมการจัดตั้งระบบสหกรณ์ แนวคิดหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของอาจารย์วิชิตวงศ์ อาจแยกได้เป็น 2 ระดับคือ ระดับชุมชนและระดับชาติ ซึ่งยังเป็นปัญหาว่า เศรษฐกิจทั้งสองส่วนจะเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันในลักษณะใด นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าจะเอาเทคโนโลยี ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร เนื่องจากภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่บางอย่างจะไม่สามารถปรับเข้าด้วยกันได้โดยสิ้นเชิง เช่นในเรื่อง การรักษาโรคแผนโบราณกับแผนปัจจุบัน ซึ่งหากจะให้การวิจัยและพัฒนาได้ประโยชน์เหมาะสมกับชุมชน ก็จะต้องส่งเสริมการพัฒนาด้านภูมิปัญญาไทยด้วย แทนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีตามตะวันตก ซึ่งไม่มีทางที่เราจะตามทันได้ และเทคโนโลยีนำเข้าบางอย่าง ก็อาจไม่เหมาะกับสภาพชุมชนไทย

นอกจากแนวคิดเกี่ยวกับทางแก้ปัญหาชุมชน โดยเน้นพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีแล้ว อาจารย์วิชิตวงศ์ ยังได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจแห่งชาติไว้ในรูปแบบของการแก้ปัญหาทางโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับการขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งท่านเห็นว่า หากแก้ปัญหานี้ได้ก็จะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจระดับชาติเติบโตอย่างเข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีนำเข้ามากมายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ นอกจากนี้ ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ในสังคม ท่านยังเห็นว่า ควรมีการจัดตั้งระบบสหกรณ์เพื่อทำให้การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างคนในชุมชนเป็นไปอย่างยุติธรรม

ยุทธศาสตร์หนึ่งครัวเรือนสองวิถีการผลิต
แนวทางการปฏิบัติ
หลักคิดและการพัฒนา
ธุรกิจชุมชน-วิสาหกิจชุมชม
วิสัยทัศน์ในการสร้างกกระบวนทัศน์ใหม่
แนวคิดและทฤษฎี
แนวคิดเรื่องธุรกิจชุมชนในต่างประเทศ
ธุรกิจชุมชนในประเทศด้อยพัฒนา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชน
ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจชุมชนต่าง ๆ
รูปแบบที่เหมาะสมของธุรกิจชุมชน
แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในปัจจุบัน
แนวคิดพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook