บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม

ขงจื้อ

ผลงานของขงจื้อ
ลัทธิขงจื้อ
การสืบทอดขนบขงจื้อ
ปรัชญาขงจื้อ

การสืบทอดขนบขงจื้อ

     สำนักขงจื่อก็เหมือนกับขนบทางจริยะและศาสนาที่เก่าแก่อื่นๆของโลก ที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้าสมัย ไม่อาจแก้ปัญหาในปัจจุบันได้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่สำนักขงจื่อให้ความสำคัญกับการสืบทอดขนบจารีต ทำให้ผู้ยึดถือขนบธรรมเนียมขงจื่อหลายๆ ท่านดื้อรั้น ไม่ยอมรับข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนจารีตซึ่งมีเหตุผลสมควร อย่างไรก็ตาม เราควรแยกแยะระหว่างการให้คุณค่าส่วนบุคคลกับคุณค่าที่มีอยู่ในตัววัฒนธรรมนั้นเอง การทำความเข้าใจขนบธรรมเนียมที่ยังมีชีวิตจำเป็นจะต้องแยกแยะระหว่างโลกทัศน์ของนักคิด และสำนักทางความคิดในประวัติศาสตร์ รวมทั้งความแตกต่างระหว่างขนบธรรมเนียมที่ยังมีชีวิต กับที่เสื่อมสลายและกำลังจะตาย วิถีแห่งสำนักขงจื่อมิได้เป็นการให้หลักการสูงสุดสำหรับเป็นแบบแผนปฏิบัตตายตัว หากแต่มีลักษณะของการให้วิสัยทัศน์และแก่นทางอุดมการณ์ในการมีชีวิตที่ดี โดยสามารถยึดหยุ่นตีความได้ตามความแปรเปลี่ยนของสถานที่และยุคสมัย

ประเด็นปัญหาเรื่องการสืบทอดขนบจารีต (เต๋าถ่ง ? ? ) อยู่ในความสนใจของนักปรัชญาสำนักขงจื่ออย่างเช่น สวินจื่อ และจูซี เป็นต้น อันแสดงให้เห็นว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้นเป็นการพิจารณาสำนักหรูเพียงบางกลุ่ม สวินจื่อแบ่งสำนักหรูเป็นสามประเภท คือ พวกที่ยึดถือแต่การทำตามประเพณีอย่างเดียว (สูหรู ? ? ) พวกที่ได้รับการขัดเกลาทางจริยะ (หย่าหรู ? ? ) และพวกที่เป็นจวินจื่อหรือปราชญ์ (ต้าหรู ? ? ) ทั้งซุ่นจื่อและจูซีให้ความสำคัญกับการสืบทอดจารีตด้วยการศึกษาร่ำเรียนวรรณคดีโบราณ โดยเริ่มจากการศึกษาวรรณคดีก่อนแล้วจึงศึกษาขนบจารีต (หลี่) เพื่อจะได้เป็นปราชญ์ การศึกษาวรรณคดีช่วยในการขัดเกลา อย่างเช่น ซูจิง (ว่าด้วยประวัติศาสตร์) ทำให้เห็นความสำคัญในการกระทำของมนุษย์ เย่ว์จิง (ว่าด้วยดนตรี) ทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่กลมกลืน เป็นต้น แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยคำแนะนำจากครู เพราะการศึกษาคัมภีร์ หลี่จิง (ว่าด้วยจารีต) และ เย่ว์จิง จะได้เพียงแค่รูปแบบเท่านั้น แต่ไม่มีคำอธิบาย เป็นต้น

การศึกษาร่ำเรียนของเก่ามิได้หมายความว่าศึกษาเพื่อท่องจำเท่านั้น แต่ต้องตีความและวิพากษ์วิจารณ์ด้วย อย่างที่สวินจื่อเองก็ได้โต้แย้งเมิ่งจื่อในการโยงศีลธรรมกับธรรมชาติของมนุษย์ไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ การสืบทอดจารีตมิใช่เพียงร่ำเรียนของเก่าและวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดในสำนักคิดด้วยกันเท่านั้น แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดต่างสำนักด้วย อย่างที่สวินจื่อโต้แย้งโจมตีม่อจื่อ ฮุ่ยจื่อ เหลาจื่อและจวงจื่อ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าขนบธรรมเนียมขงจื่อที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องมีลักษณะของการตีความปรับแปรความหมายได้ ซึ่งนอกจากสืบทอดผ่านการศึกษาร่ำเรียนวรรณคดีและจารีตแล้ว ยังผ่านบทบาทหน้าที่ของครูที่เป็นบุคคลต้นแบบอย่างจวินจื่อด้วย กล่าวคือ นอกจากจวินจื่อจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณธรรมเหริน หลี่ อี้ และอื่นๆแล้ว จะต้องเป็นแบบอย่างเพื่อสืบทอดมาตรฐาน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ จวินจื่อจึงต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการประเมินและตีความขนบ เพื่อคงวิถีเดิมและสร้างเสริมใหม่อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นปัญหาที่ถามได้คือ หากขนบขงจื่อสามารถตีความปรับแปรความหมายได้ การตีความนั้นจะต้องเป็นอย่างไรถึงจะไม่เป็นการกระทบการรักษาสืบทอดขนบของเดิมไว้ ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง จิง (มาตรฐาน ? ) และ เฉวียน (การประเมินสถานการณ์ ? ) เฉวียนอาจเป็นจิงได้ในกรณีของการประเมินสถานการณ์เฉพาะ กล่าวคือจิงจะกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ของพฤติกรรมได้ ก็ขึ้นอยู่กับ เฉวียนในความหมายที่เมื่อพิจารณาปรับใช้ในกรณีเฉพาะแล้วจะไม่ทำให้หลักการเสียไป โดยอยู่บนสมมติฐานด้วยว่าการพิจารณาตัดสินนั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับตามการตีความของชุมชน จิงจึงกำหนดเฉวียน ในทางกลับเฉวียนก็กำหนดจิงเช่นเดียวกัน การปฏิบัติเฉวียนอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับคุณธรรมอี้ด้วย ในการประเมินนั้นจะต้องยึดการทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นหลัก ทั้งนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นปัญหาศีลธรรมเท่านั้น หากแต่รวมถึงกรณีเหตุการณ์ธรรมดาที่เกิดปัญหาการตีความและการปรับใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างจิงกับเฉวียนจึงมีลักษณะเป็นพลวัตร ไม่ตายตัว ทำให้ขนบจารีตทั้งคงอยู่ (ฉาง ?) และเปลี่ยนแปลงได้ (เปี้ยน ) ในเวลาเดียวกัน

ปรัชญาสำนักขงจื่อก็เหมือนระบบความคิดอื่น ที่มีปัญหาในการตีความและการประมวลสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบ บทเรียบเรียงนี้เพียงแต่เน้นส่วนที่เป็นพื้นฐานความคิด และคัดเลือกประเด็นสำคัญอย่าง มโนทัศน์ตัวตน การขัดเกลาตน การเปลี่ยนแปลงและสืบทอดจารีต มาอธิบายพอสังเขปเท่านั้น หากจะเข้าใจปรัชญาสำนักขงจื่อมากขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง ธรรมชาติของมนุษย์ บทบาทหน้าที่ของอารมณ์ บทบาทและพื้นที่ของกฎหมายในสังคมอุดมคติ การเมืองการปกครอง และฐานทางอภิปรัชญาของ เต๋า โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และธรรมชาติเพิ่มเติม ทั้งนี้ผู้สนใจควรศึกษาควบคู่ไปกับประวัติปรัชญาจีน และเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงของปรัชญาตะวันตกที่เกี่ยวข้องด้วย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook