บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา

ใบพายเขาใหญ่

ลักษณะทั่วไปของใบพายเขาใหญ่
การศึกษาสภาพนิเวศวิทยาของแหล่งเจริญเติบโต

การศึกษาสภาพนิเวศวิทยาของแหล่งเจริญเติบโต

คุณสมบัติของน้ำในแหล่งเจริญเติบโตของใบพายเขาใหญ่

คุณสมบัติของดินในแหล่งเจริญเติบโตของใบพายเขาใหญ่

จากการศึกษาคุณสมบัติของน้ำและดินในแหล่งเจริญเติบโตของใบพายเขาใหญ่ พบว่าน้ำมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.32-6.95 และดินมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.05-6.58 สอดคล้องกับรายงานของอรุณี และณฐกร (2548) ที่รายงานว่าพรรณไม้น้ำสกุล Cryptocoryne ที่สำรวจในภาคกลางและภาคตะวันออกพบบริเวณที่เป็นลำธารที่น้ำมีกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.06-7.98 และดินมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 4.3-7.4 และในภาคใต้พบบริเวณที่เป็นลำธารที่น้ำมีกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.14-7.3 และดินมีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5.2-6.7 สำหรับความกระด้างจากการสำรวจมีค่าอยู่ระหว่าง 22-51 มก./ล. สอดคล้องกับ Rataj and Horeman (1977) ที่รายงานว่า พบ Cryptocoryne balansae บริเวณที่น้ำมีความกระด้างน้อยจนถึงมาก หรือลำธารที่เป็นภูเขาหินปูนซึ่งน้ำมีความกระด้างสูง จากการวิเคราะห์อินทรียวัตถุในดินในการสำรวจครั้งนี้ พบว่ามีอัตราส่วนอยู่ระหว่างร้อยละ 0.44-1.37 ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ มีค่าอยู่ระหว่าง 5.49-23.43 มก./กก. และโพแทสเซียม มีค่าอยู่ระหว่าง 31.0-149.46 มก./กก. สอดคล้องกับรายงานของ อรุณี และณฐกร (2548) ที่รายงานว่าพรรณไม้น้ำสกุล Cryptocoryne ที่สำรวจในภาคกลางและภาคตะวันออกพบในลำธารที่ดินมีอินทรียวัตถุอยู่ระหว่าง 0.41-6.16 ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ มีค่าอยู่ระหว่าง 2-25 มก./กก. โพแทสเซียม มีค่าอยู่ระหว่าง 15-64 มก./กก. สำหรับสัดส่วนอนุภาคของดินจากการวิเคราะห์ครั้งนี้ พบว่าเป็นดินที่มีลักษณะเป็นดินทราย (Sandy Loam) และดินเหนียวปนทราย (Sandy Clay Loam) สอดคล้องกับรายงานของอรุณี และณฐกร (2548) ที่รายงานว่าพรรณไม้น้ำสกุล Cryptocoryne ที่สำรวจในภาคกลางและภาคตะวันออก ดินมีลักษณะเป็นดินทราย และดินเหนียวปนทราย (Sandy Clay Loam / Sandy Loam / Loamy Sand / Sand )

จากคุณสมบัติของน้ำอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิของน้ำมีค่าเฉลี่ยในรอบปี 24.1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของอากาศ มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 26.1 องศาเซลเซียส แสดงว่าใบพายเขาใหญ่จะอาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิที่ไม่สูงและไม่ต่ำมากเกินไป ค่าความเข้มแสง มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 25,650 LUX แสดงว่าแสงสว่างมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของใบพายเขาใหญ่ สอดคล้องกับการศึกษาของ Boney (1975) ที่รายงานว่าสาหร่ายที่อยู่ใต้น้ำมีอัตราสังเคราะห์แสงอยู่ในช่วง 20,000 – 30,000 LUX ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 6.5 มก./ล. เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่เป็นลำธารน้ำไหลจึงมีค่าออกซิเจนที่ละลายน้ำสูงเพราะมีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของน้ำกับอากาศตลอดเวลา ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์อิสระในน้ำ มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 5.25 มก./ล. ซึ่งเป็นค่าที่ค่อนข้างสูงเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพรรณไม้น้ำ ความลึกและความขุ่นใสของน้ำมีความสอดคล้องกัน คือช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน ระดับน้ำมีความลึก 120 – 140 ซม. ความขุ่นใสของน้ำ 15.19 – 21.23 FTU เนื่องจากน้ำฝนที่ชะล้างลงมาและกระแสน้ำที่แรง ทำให้เกิดตะกอนดินในน้ำและน้ำมีความขุ่นสูง ในขณะที่ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม ระดับน้ำมีความลึก 30 ซม. ความขุ่นใสของน้ำ 3.57 – 5.05 FTU เนื่องจากช่วงนี้ระดับน้ำลดลง มีการตกตะกอน สำหรับค่าค่าแอมโมเนีย-ไนโตรเจน มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 0.0380 มก./ล. ไนไตรต์-ไนโตรเจน มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 0.0049 มก./ล. ไนเตรต-ไนโตรเจน มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 0.0384 มก./ล. และออร์โธฟอสเฟต มีค่าเฉลี่ยในรอบปี 0.0241 มก./ล. ซึ่งฟอสฟอรัส เป็นธาตุอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายในแหล่งน้ำจืด ในแหล่งน้ำมักอยู่ในรูปออร์โธฟอสเฟต (orthophosphate) ซึ่งไมตรีและจารุวรรณ (2528) อ้างถึงการศึกษาในต่างประเทศว่า หากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงเกินกว่า 0.01 มก./ล. จัดว่าแหล่งน้ำนั้นมีธาตุอาหารมากเกินไป แหล่งน้ำที่มีปัญหามลภาวะมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงกว่า 0.6 มก./ล. แสดงว่าในแหล่งน้ำที่สำรวจน้ำมีปริมาณธาตุอาหารค่อนข้างสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้น้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่อยู่บนที่สูงมีการชะล้างของธาตุอาหารจากดินลงสู่แหล่งน้ำเมื่อมีฝนตก

จากการศึกษาผลผลิตมวลชีวภาพของใบพายเขาใหญ่ พบว่ามีผลผลิตมวลชีวภาพสูงสุดในเดือนกันยายน (น้ำหนักสดเฉลี่ย 304 กรัมต่อตารางฟุต) ต่ำสุดในเดือนมีนาคม (น้ำหนักสดเฉลี่ย 46 กรัมต่อตารางฟุต) และความยาวเฉลี่ยของใบมีค่าต่ำสุดในเดือนมีนาคม (21.22 ซม.) และสูงสุดในเดือนกันยายน (41.74 ซม.) ดังนั้นข้อมูลผลผลิตมวลชีวภาพของใบพายเขาใหญ่จึงสอดคล้องกับค่าความยาวเฉลี่ยของใบ เนื่องจากเดือนมีนาคมน้ำในลำธารลดปริมาณลงต้นใบพายเขาใหญ่ที่พบจะเป็นต้นที่อยู่บนบกเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความยาวเฉลี่ยของใบน้อย ในขณะที่เดือนกันยายนเป็นช่วงที่น้ำมีความลึก ส่วนใหญ่จะพบต้นใต้น้ำจึงมีความยาวเฉลี่ยของใบมากกว่าช่วงอื่น ๆ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีรายงานการศึกษาในลักษณะเช่นนี้ เอกสารอ้างอิง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook