บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ

การรวมศูนย์ศิลปะของการกระจายตัวของศิลปะและการเมืองฯ

การรวมศูนย์ศิลปะของการกระจายตัวของศิลปะและการเมือง
จากสภาวะสมัยหลังใหม่สู่สภาวะสมัยใหม่

ธเนศ วงศ์ยานนาวา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       Micheal Fried นักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักวิจารณ์ศิลปะชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ว่า เมื่อตอนเขาพบกับนักวิจารณ์ศิลปะชื่อดัง Clement Greenberg ในสมัยที่เขายังหนุ่มๆ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 นั้น Greenberg เคยกล่าวกับเขาว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นสิ่งที่อันตราย ในความเห็นของ Fried แล้ว Greenberg เห็นว่า การศึกษาศิลปะตามมุมมองทางประวัติศาสตร์ไม่มีเรื่องของการประเมินค่า ประวัติศาสตร์ศิลปะจึงเป็นปฏิปักษ์กับการวิจารณ์ แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงแค่ประเด็นของความขัดแย้งเดียว เพราะประวัติศาสตร์ศิลปะไม่ได้ขัดแย้งกับการวิจารณ์เท่านั้น แต่ยังขัดแย้งกับปรัชญาด้วย

โลกของการประเมินคุณค่าทางศิลปะกับประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ความคิดแบบ Greenberg อาจจะเป็นความคิดธรรมดาๆ ที่แยกเรื่องของสุนทรียะออกจากประวัติศาสตร์ที่ต้องการข้อเท็จจริง (fact) ความคิดแบบแยกส่วนระหว่างการประเมินค่าและข้อเท็จจริงของ Greenberg ทำให้ตกอยู่ภายใต้กรอบความคิดของสำนึกทางประวัติศาสตร์แบบอเมริกันที่เชื่อมั่นในความมีวัตถุวิสัยทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะเห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการประเมินค่า (judgement) ความคิดที่ต้องการแยกความจริงและการประเมินค่าดำเนินอยู่ในกรอบคิดของสภาวะสมัยใหม่ (modernity) ที่มุ่งสู่ความเป็นวัตถุวิสัยและต้องการที่จะแยกอาณาเขตของสุนทรียะออกจากความรู้ทางประวัตศาสตร์

แต่การพิจารณาทางประวัติศาสตร์เองไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการประเมินค่าไปได้พ้น เพราะในที่สุดแล้วเมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ อย่างน้อยที่สุดการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเป็นประวัติศาสตร์ การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ที่ระบุให้เห็นถึงความแตกต่างทางกาลเวลาแสดงสถานะของประวัติศาสตร์ การแบ่งยุคแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างของ “อดีตและกับอดีต” แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การแบ่งอดีตออกจากปัจจุบัน สภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ (postmodernity) ก็เป็นการแบ่งยุค หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแบ่งเวลา

ความเป็นเวลาเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นไปของมนุษย์ ครั้นเมื่อสภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับเวลาโดยตรง ทั้งสองสภาวะไม่ว่าจะใหม่ เก่า หลังสมัยใหม่ หรือจะหลังหลังสมัยใหม่ จึงเป็นอะไรที่ครอบคลุมพื้นที่ (space) ต่างๆ และเรื่องราวต่างๆ มากมาย เมื่อกล่าวถึงสภาวะสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงแค่สมัยใหม่นิยม (modernism) ในทางสถาปัตยกรรมและศิลปะเท่านั้น สภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่จึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมือง วัฒนธรรม เมื่อเป็นดังนั้นสภาวะสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา แต่ยังเป็นพื้นที่อีกด้วย

เมื่อมีการแบ่งอดีตออกจากปัจจุบันก็ย่อมทำให้อดีตเป็นสิ่งที่มีความแตกต่าง อดีตที่มีความแตกต่างกลายเป็นสิ่งที่แปลกปลอมสำหรับความเป็นปัจจุบัน แต่จะแปลกปลอมขนาดไหนนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องใช้ “มาตรฐานปกติ” ในการพิจารณาด้วยเช่นกัน แต่ความเป็นปกติไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปราศจากการประเมินค่า สภาวะปกติไม่ใช่สภาวะแห่งความเป็นวัตถุวิสัยที่ปราศจากการประเมินค่า เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวว่า ปกติ ก็แสดงให้เห็นถึงการใช้บรรทัดฐานอะไรบางอย่างเข้ามาประเมินค่า ทั้งนี้คำว่า Normal หรือ Normalis มาจากคำว่า Norma อันหมายถึงกฏ (rule) ในแง่นี้คำว่า Norma อันเป็นภาษาลาตินและ Nomos ในภาษากรีกซึ่งหมายถึงกฏหมายจึงมีความหมายใกล้เคียงกัน ความหมายอีกความหมายหนึ่งก็คือ สภาวะที่ผู้คนหรือสรรพสิ่งจำนวนมาก “เป็นอยู่คือ” สภาวะในลักษณะที่เป็นแบบนั้นๆ เอง การใช้เกณฑ์ในจึงอยู่ที่จำนวนเป็นตัวกำหนดความปกติ

นอกจากนั้นความหมายของคำว่า Normal ยังหมายถึงสิ่งที่ควรจะเป็น ดังนั้นสภาวะของความเป็นสิ่งปกติสามารถที่จะหมายถึงสภาวะในอุดมคติได้ด้วย สภาวะที่อยากจะให้เป็น สำหรับในทางการแพทย์สภาวะปกติเป็นขั้นตอนที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการบำบัด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสภาวะที่พึงปรารถนา อย่างไรก็ตามคำว่า Normal เองเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายที่ชัดเจน สภาวะปกติจึงเป็นสภาวะที่ให้แต่ความคลุมเครือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับสภาวะที่พึงปรารถนา (desirable) มากกว่าที่จะเป็นสภาวะที่ดำรงอยู่จริงในขณะนั้น

สภาวะความเป็นปกติจึงอยู่ในอนาคตมากกว่าสภาวะปัจจุบัน สภาวะปกติจึงเป็นการสร้างคุณค่าและการประเมินค่าในตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นเพียงเป้าหมายที่ต้องบรรลุถึงให้ได้ เมื่อเป็นดังนั้นก็ทำให้กล่าวต่อไปอีกได้ว่า ในที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นเพียงสภาวะที่ไม่มีความแน่นอนหรือสภาวะที่เบี่ยงเบนไปจากสภาวะปกติด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นสิ่งที่ “อยาก” จะให้เป็นก็แสดงว่ายังไม่มีและไม่ได้เป็น ความเป็นปกติจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต ในขณะเดียวกันนี่ก็เป็นสภาวะของอนาคตที่จะกำหนดสภาวะความเป็นปัจจุบัน แต่เมื่อไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดเป็นการแสดงออกถึงค่านิยมและการประเมินคุณค่าอะไรบางอย่างที่มีอยู่ก่อนแล้วจากในปัจจุบันที่จะกำหนดความเป็นไปในอนาคต

ครั้นถ้าหันกลับมาพิจารณาอดีตในแง่มุมของสิ่งปกติและสิ่งที่คุ้นเคย ก็แสดงให้เห็นว่า อดีตและปัจจุบันไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะอดีตอาจจะมีความต่อเนื่องกับปัจจุบันในลักษณะของการเป็นมรดกตกทอด ในขณะที่ถ้าอดีตอันไกลโพ้นเป็นสิ่งที่แปลกปลอมก็แสดงให้เห็นถึงนัยของความไม่ปกติ ความไม่คุ้นเคย เมื่อเป็นเช่นนั้นอดีตก็กลายเป็นดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การเข้าใจอดีตจึงหลีกเลี่ยงเรื่องของการสร้างจินตนาการไปไม่พ้น ในแง่นี้อดีตและตำนาน (myth) จึงกลายเป็นสิ่งที่มีความใกล้เคียงกันมากกว่าเรื่องของความเป็นจริงและ Rationality หรือ Logos

ในแง่นี้โลกแห่ง mythos และ logos จึงผสมปนเปจนแยกจากกันไม่ได้ ความรู้เกี่ยวกับอดีตจึงเคลื่อนตัวเข้าใกล้ศิลปะแห่งการจินตนาการ โดยการจินตนาการนี้ก็มุ่งไปสู่ความบริสุทธิ์ และความเป็นสากล ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในพวกยุโรปคริสเตียนผิวขาว และในอดีตก็ปรากฏอยู่แรงปรารถนา (desire) ของคริสตจักร (Christian Church) เช่น ความบริสุทธิ์ในทางศาสนาก็ปรากฏให้เห็นในการทำลายล้างไสยศาสตร์ คาถาอาคม กรอบความคิดแบบที่เน้นถึงความบริสุทธิ์ความเป็นของแท้ยังเป็นแนวทางที่ยุโรปพยายามทำกับพุทธศาสนาด้วย ด้วยมาตรฐานทางความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนาแบบยุโรปนี้ก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบในการประเมินคุณค่าของศาสนาในประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เป็นต้น แต่นั่นก็เป็นเพียงจินตนาการที่ขจัดสิ่งแปลกปลอม สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ลักษณะลูกผสม (hybridity) ฯลฯ ออกไป เช่น ในศตวรรษที่ยี่สิบก็ปรากฏให้เห็นความบริสุทธิ์ของชาติพันธุ์อารยันในความคิดแบบนาซี สำหรับในศิลปะก็จะเห็นได้จากช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการที่ต้องการกำจัดเรื่องรายละเอียดออกไป โดยให้ความสนใจแก่เรื่องของสัดส่วน กายวิภาค และแน่นอนหลักเรขาคณิตของจุดรวมสายตาในแง่นี้สภาวะสมัยใหม่จึงเป็นสภาวะที่พุ่งเป้าไปสู่ความบริสุทธิ์ เช่น การแยกอาณาเขตปริมณฑลต่างๆ ศิลปะ การเมือง เศรษฐกิจ เป็นต้น

สภาวะสมัยใหม่ในฐานสำนึกทางเวลาที่เป็นเส้นตรง
วิกฤติและการปฎิวัติ
สภาวะสมัยใหม่กับการรวมศูนย์และรวมสายตา
สภาวะหลังสมัยใหม่ที่เป็น “ของเก่า”
การกลับหัวกลับหางและความแปลกแยก
การดูดกลืนผู้ชมเข้าสู่สภาวะสมัยใหม่
วัตถุและบรรยากาศของศิลปะที่ไม่ยืนยาว
อาณาเขตที่หลากหลายของศิลปะกับการสิ้นสุดของความเป็นเอกเทศ
เส้นทางอนันต์ (infinity) ของอนาคต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook