บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ชีวิตกับการแสวงหาความงามอันแท้จริง

นัทธนัย ประสานนาม

       ในบรรดานักเขียนอังกฤษที่นักอ่านชาวไทยรู้จัก เราจะลืมชื่อของวิลเลียม ซอมเมอร์เซท มอห์ม (William Somerset Maugham) ไม่ได้ ผลงานของเขาหลายเรื่องแปลเป็นภาษาไทยและเป็นตัวบทศึกษาของนักศึกษาวรรณคดีในระดับมหาวิทยาลัย ก่อนโลกจะขานรับ (The Moon and Sixpence) แปลเป็นภาษาไทยโดย เลิศ กำแหงฤทธิรงค์ เป็นผลงานอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของปอล โกแกง (Paul Gauguin) ศิลปินยุคโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของโลก ทั้งนี้ เราอาจจัดนวนิยายเรื่องนี้อยู่ในประเภทนวนิยายชีวิตศิลปิน (Künstlerroman) วรรณกรรมประเภทนี้มุ่งแสดงพัฒนาการของชีวิตศิลปินตั้งแต่เด็กจนโต รวมไปถึงเสนอประสบการณ์ของการต่อสู้ดิ้นรนในเส้นทางของศิลปินด้วย

ก่อนโลกจะขานรับ เป็นเรื่องราวของ ชาร์ลส์ สตริคแลนด์ นักธุรกิจค้าหุ้นผู้ละทิ้งภรรยาและลูกอีกสองคนจากประเทศอังกฤษ ไปพำนักในประเทศฝรั่งเศส สตริคแลนด์ยอมสละความสุขสบายทั้งมวลมาอาศัยอยู่ในโรงแรมเล็กๆ เขาเริ่มต้นเขียนภาพอย่างจริงจังที่นี่ ระหว่างพำนักที่ฝรั่งเศส สตริคแลนด์มีโอกาสได้รู้จักกับเดิร์ค สโตรฟ ผู้เป็นศิลปินเช่นกัน เมื่อสตริคแลนด์ป่วยหนัก สโตรฟให้เขามาพักที่บ้านโดยให้ บลานเช่ผู้เป็นภรรยาคอยดูแล ต่อมาบลานเช่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสตริคแลนด์ สโตรฟเป็นฝ่ายจากไป เมื่อสตริคแลนด์เลิกกับบลานเช่ เธอเสียใจมากจึงดื่มกรดฆ่าตัวตาย

หลังจากการตายของบลานเช่สักพักหนึ่ง สตริคแลนด์เดินทางไปเกาะตาฮิติ เขาแต่งงานใหม่อีกครั้งกับหญิงชาวพื้นเมืองนามว่าอะต้า ทั้งคู่พากันไปสร้างบ้านอยู่ในป่าที่ห่างไกลจากชุมชน อะต้าให้กำเนิดลูกหลายคน ขณะที่สตริคแลนด์ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องและมีความสุข หลายปีต่อมาสตริคแลนด์ป่วยเป็นโรคเรื้อน เขาปฏิเสธการรักษาทั้งยังไม่หยุดเขียนรูป แม้ขณะที่วาระสุดท้ายใกล้มาเยือน เขาตาบอดแต่ยังสร้างงานชิ้นเอก โดยวาดไว้กับผนังบ้านและกำชับให้อะต้าเผาบ้านทิ้งเมื่อเขาสิ้นชีวิต หลังจากที่เขาจากไป ผลงานของเขาจึงได้รับการยอมรับ ชาร์ลส์ สตริคแลนด์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยบุคคลในที่สุด

มอห์มนำชีวิตของโกแกงมาเป็นตัวแบบในการสร้างชาร์ลส์ สตริคแลนด์ เห็นได้ชัดจากการที่ทั้งคู่ได้ไปใช้ชีวิตในฝรั่งเศสเหมือนกัน ไปใช้ชีวิตอยู่ในตาฮิติมีภรรยาที่นั่นเช่นเดียวกัน และมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา รวมทั้งอาการเจ็บป่วย ที่โกแกงมีอาการแผลเป็นหนองและสตริคแลนด์เป็นโรคเรื้อน แต่ไม่ได้หมายความว่ามอห์มจะสร้างสตริคแลนด์ให้เหมือนโกแกงทุกประการ เพราะสตริคแลนด์ทุ่มเทให้แก่งานศิลปะอย่างสุดจิตสุดใจโดยไม่แยแสสิ่งใดแม้แต่ความรักหรือปัจจัยในการดำรงชีวิตด้านอื่น ขณะที่โกแกงนับได้ว่า “มีความเป็นมนุษย์” มากกว่า เขายังดูแลลูกชายของเขาและติดต่อกับภรรยาที่พำนักอยู่ในกรุงโคเปนเฮเกนเป็นระยะ ทั้งยังนำผลงานออกแสดงออกขาย และรับฟังความเห็นของนักวิจารณ์เพื่อนำมาปรับปรุงผลงานของตนอยู่เสมอ ต่างกับสตริคแลนด์ที่ไม่นำงานออกแสดง แทบจะไม่ขายภาพ และไม่ไยดีต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของตนจากผู้ใดทั้งสิ้น

ที่กล่าวถึงไปแล้วนั้นเป็นส่วนของชีวิต ส่วนที่เป็นผลงานของโกแกงที่มาปรากฏในเรื่องนั้นเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่สตริคแลนด์มาพำนักอยู่ในตาฮิติ เขาวาดภาพชาวพื้นเมืองเป็นจำนวนมากและใช้สีสันฉูดฉาดเช่นเดียวกับผลงานของโกแกง เช่นภาพ Brooding Woman (1891) ที่โกแกงศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงชาวพื้นเมือง ข้าวของต่างๆในภาพคือสิ่งแวดล้อมในชีวิตของเธอ หรือภาพ Not Working (1896) เป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงถึงความสงบสบายของชีวิตผู้อยู่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ โกแกงได้พยายามถ่ายทอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลผ่านภาพของชาวพื้นเมืองด้วยเหมือนกัน อย่างภาพ Ia Orana (1891) และภาพ Te Tamari No Atua (1896) ก่อนที่เขาจะวาดภาพชิ้นสำคัญคือภาพ Where Do We Come From? What Are We ? Where Are We Going? (1897) เป็นภาพแสดงวงจรชีวิตของมนุษย์ด้วยภาพของชาวพื้นเมือง ภาพนี้มีขนาดยาวถึง 3.75 เมตร และกว้าง 1.39 เมตร โกแกงวาดภาพนี้อย่างรวดเร็วราวกับถูกผีสิง โดยไม่ต้องร่างเส้นไว้ก่อน มันเป็นผลรวมแห่งความคิด ความรู้สึกและความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งหมดของเขา แสดงออกคำถามซึ่งแฝงปรัชญาแห่งชีวิต ภาพนี้ของโกแกงน่าจะเป็น “ภาพสุดท้าย” ของสตริคแลนด์โดยวัดได้จากขนาดที่มีความใหญ่มากเป็นพิเศษ และความหมายของภาพซึ่งเป็นลักษณะของการตั้งคำถามต่อชีวิตที่เป็นอยู่ ทั้งยังมุ่งหมายที่จะแสดงสัจธรรมสูงสุดผ่านวงจรชีวิตของมนุษย์เช่นเดียวกัน

บางครั้งการกระทำหรือการแสดงออกของศิลปินเป็นสิ่งที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป สาเหตุมาอาจมาจากศิลปินมองโลกและชีวิตด้วยสายตาที่ต่างกับคนทั่วไป ทัศนะเกี่ยวกับความงามที่อยู่ใน ก่อนโลกจะขานรับ มีข้อควรพิจารณาอยู่ที่การกระทำของสตริคแลนด์ที่ได้อุทิศเวลาเท่าที่เหลืออยู่ทั้งหมดของชีวิตให้แก่การสร้างสรรค์งานศิลปะ เป้าหมายของเขามิใช่เพื่อได้เป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในวงกว้าง เขารู้สึกว่าการวาดภาพไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตแต่เป็นชีวิตทั้งชีวิตของเขา ดังที่กัปตันบรือโนต์เพื่อนที่ตาฮิติกล่าวถึงสตริคแลนด์ว่า “ในโลกนี้มีบุคคลซึ่งความปรารถนาของพวกเขาต่อสัจธรรมนั้นมีความสำคัญล้นเหลือจนเขาต้องบรรลุถึงให้ได้ เขาจึงแยกรากฐานของโลกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สตริคแลนด์ก็เป็นเช่นนั้นแหละ เพียงแต่ว่าเขาค้นหาความงาม แทนที่จะเป็นสัจธรรม” (น. 324)

ในชีวิตมนุษย์สิ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคือความเชื่อ ความศรัทธาหรือศาสนา แต่สำหรับสตริคแลนด์เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาคือศิลปะ การวาดภาพเป็นศาสนพิธีที่สตริคแลนด์ในฐานะสาวกปฏิบัติมิได้ขาด อุดมคติสูงสุดที่สตริคแลนด์เฝ้าตามหาคือความงาม สำหรับเขาแล้ว “ความงามคือความจริง” เช่นเดียวกับตัวละครอื่นในเรื่องที่เมื่อได้ประสบกับความงามสูงสุดแล้วก็รู้สึกเหมือนได้เข้าถึงความจริงสูงสุดเช่นกัน “มันเป็นความมหัศจรรย์อันลึกลับสุดพรรณนา มันทำให้เขาลืมหายใจ ...เขารู้สึกขนพองสยองเกล้าและปีติยินดีเช่นเดียวกับที่คนเรารู้สึกขณะเฝ้าดูการเริ่มต้นของโลก มันเป็นผลงานของคนที่ซอกแซกเข้าไปถึงส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ลึกในล้ำในธรรมชาติ และค้นพบความลับซึ่งมีทั้งความสวยงามและความน่ากลัวอยู่ด้วยกัน”(น. 342)

คำบรรยายข้างต้นเป็นของหมอกูตราสเพื่อนที่ตาฮิติอีกคนหนึ่งที่กล่าวถึงผลงานชิ้นสุดท้ายที่วาดไว้ก่อนตายของสตริคแลนด์ ดังที่กล่าวว่า “ความงามคือความจริง” นั้น เห็นได้ชัดจากตรงนี้ เพราะแม้แต่หมอกูตราสที่ไม่ใคร่มีความรู้เรื่องศิลปะก็ยัง “สัมผัส” ถึงความจริงอันอัดแน่นอยู่ในภาพสุดท้ายของสตริคแลนด์ได้

ภาวะอารมณ์ดังกล่าวอาจอธิบายตามความคิดจากทฤษฎีวรรณคดียุคคลาสสิกของลองไจนัสที่กล่าวถึง “ภาวะเลอเลิศ” หรือ “Sublime” ซึ่งใช้ทั้งในแง่ของการวิจารณ์และสุนทรียศาสตร์ แม้ว่าลองไจนัสจะกล่าวถึงภาวะดังกล่าวในขอบเขตของวรรณคดี แต่ถ้ามองภาวะเลอเลิศนี้ในมุมของสิ่งที่เกิดแก่ผู้เสพงานศิลปะแล้วก็น่าจะใช้คำอธิบายร่วมกันได้ เพราะภาวะดังกล่าวเป็นการตอบสนองทางอารมณ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่จะมีได้ในการเสพงานศิลปะ แม้ความรู้สึกดังกล่าวอาจเป็นเพียงวาบเดียวของความรู้สึกแต่ก็มีความยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ยกระดับวิญญาณได้



เช่นเดียวกับคติของตะวันออก ความปีติอันยิ่งใหญ่ของอารมณ์ของผู้เสพที่เปรียบเสมือนการได้เฝ้าดูการกำเนิดของสรรพสิ่งนั้น ประเด็นนี้อาจเทียบได้กับเทพปกรณัมของฮินดูเรื่อง “ศิวนัฏราช” ที่ว่าด้วยเรื่องของพระศิวะที่เสด็จไปปราบบรรดาฤษีมิจฉาทิฐิ พระองค์ได้แสดงท่าร่ายรำซึ่งแสดงให้แจ้งหมดซึ่งความลี้ลับมหัศจรรย์ของจักรวาล ของชีวิตและความเป็นไป คือความจริงอันสุดยอดที่สัมผัสได้ด้วยใจเพียงอย่างเดียว ความดื่มซึ้งของบรรดาฤษีที่ได้ชำระอวิชชาไปจนหมดสิ้นต่อลีลาร่ายรำนั้นกับความรู้สึกของหมอกูตราสก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทาบเทียบกันได้ ความรู้สึกดั่งนั้นเสมือนหนึ่งว่ากำลังได้สัมผัสกับ “สัจธรรม” สูงสุดของโลกและ/หรือจักรวาล

สตริคแลนด์ยึดถือการวาดภาพเป็นแก่นสารของชีวิต เขาไม่ใส่ใจต่อการยอมรับของผู้อื่น การดำรงชีวิตของเขาจึงค่อนข้างแร้นแค้นอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจเช่นกัน ไม่ว่าอิ่มหรืออดย่อมไม่สำคัญเท่าเขาได้วาดภาพ จึงอาจกล่าวได้ว่าการวาดภาพเป็นเสมือน “อาหารใจ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขา เงินที่เขาหามาได้ก็จะนำไปซื้อสี การวาดภาพจึงมีความสำคัญเท่ากับที่เขาต้อง “หายใจ” เมื่อเขาวาดภาพเสร็จเขาไม่ใคร่ใส่ใจในผลของมันนัก เพราะการวาดภาพมีความเป็น “แก่นสาร” ในตัวเอง มากกว่าที่จะมามัวแต่เพ่งเล็งที่ผล การวาดภาพเป็นทั้งการระบายสิ่งที่เก็บอัดอยู่ในความฝันความคิดคำนึงของสตริคแลนด์ ทั้งยังเป็นการเติมเต็มชีวิตของเขาด้วย “เขาลืมทุกอย่างเสียสิ้นเมื่อเขาพยายามที่จะเขียนภาพสิ่งที่เขาเห็นทางจิตใจ … เขาไม่เคยพอใจในงานที่เขาได้ทำไปแล้ว สำหรับเขาเหมือนกับว่าผลที่เกิดขึ้นยังไม่อาจเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาเห็นแนบแน่นอยู่ในจิตใจ” (น. 135)

หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ทำให้เชื่อตามว่าสตริคแลนด์ไม่แยแสสิ่งใดนอกจากการได้วาดภาพ คือความจริงที่ปรากฏชัดว่าเขาไม่ได้หนีตามผู้หญิงคนใดมา และการมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงตามการเรียกร้องของธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เขารังเกียจ แม้ว่าเขาไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็ตาม อย่างเช่น ตอนที่เขามีความสัมพันธ์กับบลานเช่ เธอตายไปหลังจากที่เขาทิ้งเธอ สตริคแลนด์ไม่ได้แสดงความรู้สึกเสียใจแต่อย่างใด ทั้งยังกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการความรัก ผมไม่มีเวลาสำหรับมัน มันเป็นเรื่องของความอ่อนแอ ...ผมไม่สามารถเอาชนะความใคร่ของผมได้ แต่ผมก็เกลียดมัน มันกักขังวิญญาณของผม ผมมองไปข้างหน้าถึงกาลเวลาที่ผมจะเป็นอิสระจากกามราคะทั้งหลาย และสามารถที่จะทำให้ตนเองปราศจากข้อขัดขวางในการทำงาน” (น. 240)

ผู้หญิงในนวนิยายเรื่องนี้อยู่ในสองสถานะ ได้แก่ผู้เติมเต็มและผู้บั่นทอนสุนทรียภาพของชีวิต มิสซิสสตริคแลนด์และบลานเช่เรียกร้องความรักจากเขา เธอทั้งสองจึงเป็นผู้บั่นทอนสุนทรียภาพของชีวิต ดังที่สตริคแลนด์แสดงทัศนะอัน “สุดโต่ง” ที่มีต่อความรักและผู้หญิงว่า “ผมรู้จักความใคร่ มันเป็นของธรรมดาและเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ความรักเป็นเชื้อโรค ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความสนุกเพลิดเพลินของผมเท่านั้น” (น. 241) ต่างกับอะต้าที่เป็นผู้เติมเต็มสุนทรียภาพให้แก่เขา มิใช่เพราะเธอเป็นแบบเปลือยให้เขาเช่นเดียวกับบลานเช่ แต่เป็นเพราะอะต้ารักภักดีต่อเขาอย่างจริงใจ เธอไม่ได้เรียกร้องความรักจากเขาแต่ขออยู่ในฐานะภรรยาผู้คอยปรนนิบัติ ดังที่เธอยื่นคำขาดกับเขาในยามที่สตริคแลนด์ป่วยเป็นโรคเรื้อนว่า “ถ้าคุณหนีฉันไปฉันจะผูกคอตายกับต้นไม้หลังบ้านนี่แหละ ฉันสาบานต่อพระเจ้าได้” (น. 334) สตริคแลนด์จึงมีข้อสรุปเกี่ยวกับผู้หญิงว่า “คุณสามารถปฏิบัติต่อพวกหล่อนเยี่ยงสุนัข คุณสามารถเฆี่ยนตีพวกหล่อนจนคุณปวดแขน แต่พวกหล่อนก็ยังคงรักคุณ” (น. 335)

อัจฉริยภาพของสตริคแลนด์ถูกขับเน้นขึ้นมาด้วยเดิร์ค สโตรฟ เขามีฐานะเป็นตัวละครที่มีลักษณะตรงข้ามกับตัวละครเอก (Foil Character) สังเกตได้จากการที่เดิร์คอ่อนแอในขณะที่สตริคแลนด์เข้มแข็ง เดิร์คเห็นใจผู้อื่นในขณะที่สตริคแลนด์เย็นชา และที่สำคัญที่สุดคือความสำเร็จของผลงานที่เดิร์คเองก็เป็นได้เพียงจิตรกรที่เกิดมาและตายไปอย่างเงียบๆ ในขณะที่สตริคแลนด์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก แม้ว่าเดิร์คจะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวก็ตาม “เดิร์ค สโตรฟมีความรักรุนแรงแบบโรมิโอในร่างของเซอร์โทบี้ เบลซ์ เขาเป็นคนมีไมตรีและใจกว้าง แต่ก็มักทำอะไรผิดๆพลาดๆอยู่เนืองๆ เขามีความรู้สึกอันเที่ยงแท้ในความสวยงาม แต่ก็มีความสามารถที่จะรังสรรค์ได้แต่เพียงงานธรรมดาๆเท่านั้นเอง” (น. 194) จุดนี้ผู้เขียนอาจต้องการแสดงให้เห็นว่าการที่สตริคแลนด์ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวนั้นเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด และการเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่อาจจำเป็นต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวในลักษณะนี้เป็นตัวกำหนดเส้นทางการดำเนินชีวิต

ก่อนโลกจะขานรับ เป็นวรรณกรรมที่แสดงให้เห็นว่าศิลปินต้องเสียสละตัวเองมากเพียงใดกว่าจะได้ค้นพบความงามสูงสุดอันเป็นอุดมคติของชีวิต แม้ว่าสตริคแลนด์จะเริ่มต้นการแสวงหาในวัยที่เขาต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของคนอื่นแล้ว เขาก็ยังตัดละได้ การแยกตนเองออกจากเรื่อง “ทางโลก” ของเขาจึงไม่น่าจะต่างอะไรกับนักบวชที่ปลีกวิเวกเพราะต้องการบรรลุธรรม ชื่อเสียงประดามีที่ได้รับหลังจากการวายชนม์ของเขาล้วนไร้ความหมายหากเทียบกับการบรรลุถึงความงามแท้จริงที่เขาเฝ้าตามหามาตลอด

มอห์มเลือกใช้องค์ประกอบหลายอย่างของทัศนศิลป์มาใช้ในงานเขียนเรื่องนี้ของเขา มิใช่เพียงสุนทรียทัศน์ หรือประวัติชีวิตของโกแกง แต่หมายรวมถึงวิธีการบรรยายภาพผลงานชิ้นต่างๆของสตริคแลนด์ การใช้คำบอกสีที่ให้ความรู้สึก เช่น “สีม่วงซึ่งน่าเกลียดคล้ายเนื้อที่ดิบและเน่า” และ “สีแดงที่แสบตาคล้ายผลของต้นฮอลลิ” รวมทั้งการอ้างถึงผลงานของจิตรกรที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆเช่น แวนโก๊ะห์ และเซซานน์ รายละเอียดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทัศนศิลป์มีความสัมพันธ์กับนวนิยายเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เป็นไปตามมโนทัศน์ที่ว่า “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” ยิ่งไปกว่านั้นประสบการณ์ของสตริคแลนด์ที่มอห์มเสนอไว้ยังยืนยันว่าศิลปะยังส่องทางให้แก่ชีวิตของเราได้อย่างไร้ข้อกังขา

ที่มา : ขวัญเรือน ฉบับที่ 849 (1 เมษายน 2550)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook