บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สถาบันการเมือง

รัฐธรรมนูญ (Constitution)
ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ
ลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
กฎหมายและความเป็นมาของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมาย
กฎหมายกับการรักษากฎหมาย (Law and Enforcement)

ที่มาของกฎหมาย

แหล่งที่มาของกฎหมายมีอยู่มากมายหลายทาง และมีการวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เพราะเมื่อมีสังคมหรือกลุ่มชนก็ย่อมต้องมีกฎหมาย ดังนั้น เราพอจะแบ่งที่มาของกฎหมายได้โดยลักษณะทั่วไป 9 แหล่งด้วยกัน คือ

1. ขนบธรรมเนียมประเพณี (Custom)
2. การออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติ (Legislation)
3. คำสั่งและกฤษฎีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร (Executive Decree)
4. คำพิพากษาของศาล (Judicial Decisions)
5. บทความทางวิชาการกฎหมาย (Commentaries)
6. รัฐธรรมนูญ (Constitution)
7. สนธิสัญญาต่างๆ (Treaties)
8. ประมวลกฎหมาย (Codification)
9. ประชามติ (Referendum)

1. ขนบธรรมเนียมประเพณี (Custom)

เป็นที่มาที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของกฎหมาย ซึ่งต้นตอมาจากนิสัยของสังคม หรือนิสัยทางสังคม (Social Habit) อันเป็นที่มาของบรรดากฎหมายพื้นฐานของรัฐหนึ่งๆ ขนบธรรมเนียมประเพณีมักจะได้รับอิทธิพลจากทางศาสนาด้วยเป็นอันมาก

การวิวัฒนาการเริ่มแรกของรัฐสมัยใหม่นั้น ส่วนใหญ่ก็มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองประเทศ และมักมีหลักปฏิบัติว่าขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นบางประการ จะนำมาใช้เหมือนหลักแห่งกฎหมายในประเทศ จนกระทั่งได้นำเอาขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างมาใช้บังคับเป็นกฎหมายด้วย

2. การออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติ (Legislation)

ในรัฐปัจจุบันส่วนใหญ่ สภานิติบัญญัติเป็นแหล่งกำเนิดกฎหมายแห่งแรกที่สุดและประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ถือว่าการออกกฎหมายซึ่งนำมาบังคับในประเทศนั้น ก็เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชาติ ซึ่งได้เลือกผู้แทนของตนเพื่อพิจารณายกร่างกฎหมายอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนมากนั่นเอง

3. คำสั่งและกฤษฎีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร (Executive Decree)

คือ กฎหมายที่ฝ่าบริหารเป็นผู้ออกมาบังคับใช้ รัฐทุกรัฐในปัจจุบันเห็นข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลมีหน้าที่มากและกว้างขวาง สภานิติบัญญัติไม่อาจออกกฎหมายได้อย่างเพียงพอเต็มที่ จึงได้มอบหมายอำนาจการออกกฎหมายบางประการให้กับคณะบริหาร เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือคับขันของรัฐ แต่ข้อที่จะต้องสังเกต ก็คือ คำสั่งของฝ่ายบริหารจะเป็นกฎหมายได้นั้นก็ต่อเมื่อฝ่ายบริหารได้รับมอบอำนาจในเรื่องนั้นๆ จากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดเจน ระบุขอบเขตเอาไว้ หากมิได้รับมอบก็ถือว่าคำสั่งของฝ่ายบริหารนั้นไม่ได้เป็นผลทางกฎหมาย

 

ในกรณีที่เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหารขึ้นและสภานิติบัญญัติถูกยุบไป คำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารก็อนุโลมใช้เป็นกฎหมายได้เช่นกัน

4. คำพิพากษาของศาล (Judicial Decisions)

ตามปกติโดยทั่วไปแล้วมนุษย์เรามักจะมีนิสัยทำตามสิ่งที่กระทำมาก่อนแล้ว (Creature of Habit) กล่าวคือ ผู้พิพากษาเคยตัดสินคดีเช่นนี้มาก่อน เมื่อมีคดีที่คล้ายคลึงเกิดขึ้น ผู้พิพากษาก็ยึดถือเอาคำตัดสินที่แล้วมาเป็นหลัก (Judges make laws) ประเทศอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดีที่ใช้หลักคำพิพากษาของศาลเป็นกฎหมายและยังคงใช้อยู่ตราบจนทุกวันนี้

ในปัจจุบันประเทศต่างๆ มีรัฐธรรมนูญซึ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้พิพากษาก็มีอิทธิพลในการสร้าง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือขยายความ ตีความกฎหมายออกไปอีก เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ เมื่อถูกตีความจากผู้พิพากษาก็เปรียบเสมือนกับการออกกฎหมายใหม่นั่นเอง

5. บทความทางวิชาการกฎหมาย (Commentaries)

ความเห็นของนักวิชาการ ตลอดทั้งการวิพากษ์ วิจารณ์ และการวิเคราะห์ในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเน้นถึงความยุติธรรม ความสะดวก ความเหมาะสม หรือรวมเรียกว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นกฎหมายที่ดีได้นั้น นักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น นายปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของสภานิติบัญญัติและคณะตุลาการหรือฝ่ายบริหารในการนำเอาความคิดเหล่านี้มาปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ดียิ่งขึ้น

6. รัฐธรรมนูญ (Constitution)

เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ เป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลาย เพราะไม่ว่ากฎหมายใดๆ ในรัฐนั้น ถ้าขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมายนั้นถือเป็นโมฆะ รัฐธรรมนูญได้กำหนดวัตถุประสงค์และกระบวนการออกกฎหมายไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้นการยกร่างกฎหมายใดๆ ต้องถือเอาแนวทางรัฐธรรมนูญเป็นหลัก

7. สนธิสัญญาต่างๆ (Treaties)

คือ ข้อตกลงระหว่างรัฐตั้งแต่ 2 รัฐขึ้นไป ซึ่งได้ตกลงที่จะมีการรับผิดชอบในความสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อมีสนธิสัญญาต่อกันแล้ว แต่ละรัฐซึ่งเป็นคู่ตกลงในสัญญาก็อาจจะต้องออกกฎหมายต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อให้อดคล้องกับสนธิสัญญานั้นๆ ที่ได้กำหนดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปได้ตามสนธิสัญญานั้นๆ

นอกจากนี้สนธิสัญญาต่างๆ เหล่านี้ก็ยังเป็นแหล่งที่มาอันสำคัญที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย

8. ประมวลกฎหมาย (Codification)

คือ การรวบรวมกฎหมายต่างๆ มาจัดเป็นหมวดหมู่ กฎหมายคราสามดวงของไทยก็อาจถือเป็นประมวลกฎหมายได้ สำหรับการจัดประมวลกฎหมายหลายประเภท หลายชนิด มาปรับปรุงแก้ไขตามาตรฐานที่ตั้งไว้นั้น ประมวลกฎหมายที่มีชื่อเสียงเป็นหลักของประมวลกฎหมายทั่วไป คือ Napoleonic Code หรือประมวลกฎหมายนโปเลียนแห่งปี ค.ศ.1804 ซึ่งได้อาศัยกฎหมายโรมันนั่นเอง ประมวลกฎหมายปัจจุบันของไทยก็ได้รับอิทธิพลจาก Napoleonic Code มากทีเดียง

9. ประชามติ (Referendum)

คือ กฎหมายที่ประชาชนร่วมกันเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) และมีสิทธิออกเสียงประชามติ (Referendum) วิธีนี้ในประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ยังใช้กันอยู่เสมอ

ไทยได้พยายามริเริ่มให้ประชาชนมีส่วนในข้อนี้มากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook