บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การเมืองการปกครอง
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดย สถาบันพระปกเกล้า

       พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านการเมืองการปกครองที่สำคัญ ได้แก่

1. การตั้งอภิรัฐมนตรีสภา

อภิรัฐมนตรีสภานี้เปรียบดังที่ปรึกษาราชการชั้นสูงแก่พระองค์ อภิรัฐมนตรีชุดแรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยนั้น ประกอบด้วยพระบรมวงศ์ 5 พระองค์ คือ

1. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช 2468 – 2471
2. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 2468 – 2475
3. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ 2468 – 2475
4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2468 - 2475
5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาถ 2468 – 2475

เจ้านายผู้ใหญ่ 5 พระองค์นี้ทรงมีความรู้ความชำนาญแตกต่างกันดังนี้คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นผู้ใหญ่ทั้งในพระราชวงศ์ ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์ทรงเป็นใหญ่ในทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นอัครศิลปินและที่นับถือว่าเที่ยงธรรม กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชี่ยวชาญทางด้านการปกครองท้องที่และราชการพลเรือนทั่วไปทุกด้าน กรมพระจันทรบุรีนฤนาถทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ทั้งห้าพระองค์เป็นที่ทรงนับถือขององค์พระมหากษัตริย์

อภิรัฐมนตรีทำหน้าที่ถวายข้อปรึกษาราชการในพระองค์และแผ่นดินจนถึง พ.ศ.2475 หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีประกาศยกเลิกอภิรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2475



2. รัฐมนตรีสภา

เป็นสภาของรัฐมนตรี เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2435 มีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งหน้าที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ทำให้สภานี้มีลักษณะการดำเนินการบางประการที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่เต็มที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงคิดปรับปรุงสถาบันนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทรงโปรดให้ทำหน้าที่พิจารณาปรึกษากฎหมายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพตามที่ได้รับพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ เสนาบดีหรือผู้แทน และผู้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง ในระยะต่อมาบทบาทของรัฐมนตรีสภาลดลง จึงได้มีพระราชบัญญัติยกเลิกในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2475

3. เสนาบดีสภา

เป็นสถาบันสืบทอดมาจากรัชกาลที่ 5 การประชุมมักไม่ได้เรื่องราวมากนักก่อนการปรับปรุงของรัชกาลที่ 7 เพราะเสนาบดีมักไม่ประสานงานกัน และไม่ใคร่แสดงความคิดเห็นในข้อราชการ พระมหากษัตริย์ต้องทรงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างกระทรวงอยู่ตลอดเวลา รัชกาลที่ 7 ทรงปรับปรุงให้มีระเบียบวาระและวัตถุประสงค์ของการประชุม ทรงเปลี่ยนหน้าที่ของเสนาบดีโดยให้เป็นฝ่ายรับนโยบายไปปฏิบัติอย่างเดียว ข้อราชการที่เสนาบดีเสนอจะนำเข้าที่ประชุมอภิรัฐมนตรีสภาก่อนแล้วจึงนำมาพิจารณาในที่ประชุมเสนาบดีสภา จากนั้นเมื่อทูลเกล้าฯ ถวาย มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วเสนาบดีเจ้าของเรื่องจึงรับไปดำเนินการได้

4. องคมนตรี

เป็นสถาบันที่สืบทอดมาจากรัชกาลที่ 5 แต่มิได้มีบทบาทมากนักในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นการแต่งตั้งผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มีจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึง 233 คนในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงทรงปรับปรุงเสียใหม่ โดยทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติองคมนตรีพุทธศักราช 2470 พระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกจากจะว่าด้วยการแต่งตั้งและการออกจากองคมนตรีแล้วได้กำหนดให้มีสภากรรมการองคมนตรีขึ้นเป็นครั้งแรก ประกอบด้วยกรรมการ 40 คนอยู่ในวาระยังคนละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดจะทรงแต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ต่อมาได้มีประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช 2470 หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 รวมทั้งยกเลิกสภากรรมการองคมนตรีกับให้เพิกถอนตำแหน่งองคมนตรีทั้งหมดอีกด้วย

5. สุขาภิบาลและเทศบาล

การพัฒนาทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยโดยการกระจายอำนาจจากเบื้องบนสู่เบื้องล่างในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นการสานต่อกิจการสุขาภิบาล ซึ่งเริ่มมาแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์มีพระราชประสงค์จะปรับปรุงกิจการสุขาภิบาลให้เป็นรูปแบบของการบริหารส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล (Municipality) หรือที่เรียกกันขณะนั้นว่า ประชาภิบาล ทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ หลังจากศึกษาแล้วคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอว่าโครงการประชาภิบาลหรือเทศบาลยังไม่สมควรปล่อยให้ราษฎรดำเนินงานเทศบาลตามลำพัง เพราะยังไม่มีความรู้ทางด้านนี้เพียงพอ อย่างไรก็ตามควรมีการทดลองเลือกตั้งกรรมการที่ไม่เป็นข้าราชการประจำเข้าร่วมดำเนินการด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เสนอว่าการวางแนวทางในการจัดเทศบาลควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสมควรแยกหน้าที่ของสุขาภิบาลที่ต้องทำทั้งด้านรักษาความสะอาดและการให้ราษฎรรู้จักปกครองตนเองในรูปแบบการปกครองท้องถิ่น โดยให้หน้าที่การรักษาความสะอาดเป็นหน้าที่ของกรมสาธารณสุข ส่วนหน้าที่ให้ความรู้ในการปกครองตนเองเป็นของกรมมหาดไทย การดำเนินงานเพื่อจัดตั้งรูปแบบของเทศบาลและสุขาภิบาลของพระองค์ประสบปัญหาหลายประการด้วยกัน นับตั้งแต่เริ่มต้นปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 พระราชบัญญัติเทศบาลจึงมิได้ปรากฏออกมาแต่อย่างใด

โดยสรุปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น อำนาจสิทธิเด็ดขาดมิได้อยู่ในบุคคลเดียว แต่อยู่ในกลุ่มบุคคลที่เป็นพระราชวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิรัฐมนตรีสภา พระมหากษัตริย์ทางขาดอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะมีคณะบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกับพระองค์ และบ่อยครั้งคณะบุคคลเหล่านี้ได้ทัดทานพระราชดำริที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำนุบำรุงความสุขสมบูรณ์ให้กิดกับทวยราษฎร์ของพระองค์ จึงสร้างความผิดหวังต่อสามัญชนที่มีความรู้ความสามารถและมีการศึกษาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศที่มีความคุ้นเคยต่อวิธีการและวิถีชีวิตของบุคคลในระบอบประชาธิปไตย

สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คณะราษฎร
เหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook