บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎหมายมหาชน

ลักษณะของรัฐสภา

รูปแบบของรัฐสภา

1. รูปแบบรัฐสภา สามารถจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

  1. รัฐสภาในรูปแบบสภาเดี่ยว (Unicameral) หรือระบบสภาเดียว

    - ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวและมีขนาดเล็กมักใช้ระบบสภาเดียว
    - เป็นระบบที่มีความสลับซับซ้อนน้อย กำดำเนินการทางนิติบัญญัติทำได้รวดเร็ว
    - กลุ่มประเทศนี้ ได้แก่ ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย (ยกเว้นนอรเวย์) อัลบาเนีย บุลกาเรีย เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย
  2. รัฐสภาในรูปแบบสองสภา หรือสภาคู่ (Bicareral) หรือระบบสองสภา

    - เกิดขึ้นในอังกฤษครั้งแรก ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13
    - เกิดขึ้นได้ในประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ (Federal States) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บราซิล สวิตเซอร์แลนด์
    - เกิดขึ้นได้ในประเทศที่เป็นรัฐเดียว ซึ่งต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในงานรัฐสภา และต้องการลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

2. ประเทศไทยเคยมีทั้งระบบสภาเดียวและระบบสองสภา แต่ไม่เคยมีระบบสภาเดียวที่สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

องค์ประกอบของรัฐสภา

1. รัฐสภา ประกอบด้วย จำนวนสภาซึ่งหมายถึงมีสภาเดียวหรือสองสภา และมวลสมาชิกของสภา ซึ่งมีที่มาจาก

  1. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
  2. มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม
  3. มาจากการสืบตระกูล (สภาขุนนางในอังกฤษ)
  4. มาจากการแต่งตั้ง
  5. มาจากผู้แทนกลุ่มชน

2. วิธีการเลือกตั้งโดยอ้อม ทำได้โดยให้ประชาชนเลือกบุคคลหรือคณะบุคคลให้ไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกรัฐสภาแทนตน ซึ่งประเทศไทยเคยใช้วิธีการนี้มาแล้ว คือ

องค์กรภายในของรัฐสภา

1. งานหลักของสภาชิกรัฐสภา นอกจากการปฏิบัติงานในสภาแล้ว ยังต้องดูแลทุกข์สุขและรับฟังความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น จึงต้องมีการแบ่งช่วงเวลาทำงานของสมาชิกรัฐสภาออกเป็น 2 ช่วง คือ

2. ในสมัยประชุมสภานั้น จะมีระยะเวลาเท่าใดหรือในรอบปีหนึ่งๆ จะมีกี่สมัยประชุมนั้น สุดแล้วแต่จะกำหนดตามความเหมาะสมของรัฐสภาของแต่ละประเทศ

3. วัตถุประสงค์ในการกำหนดให้มีสมัยประชุมของรัฐสภา มี 2 ประการ คือ

  1. เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภามีเวลากลับไปหาประชาชนซึ่งตนเป็นผู้แทน
  2. เป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารได้มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในทางบริหารได้อย่างเต็มที่

4. การแบ่งงานกันทำภายในรัฐสภา แบ่งเป็นดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการ / คณะอนุกรรมาธิการ

    - คณะกรรมาธิการสามัญ เป็นคณะกรรมาธิการที่ตั้งไว้ประจำเป็นการถาวรตลอดอายุของสภา
    - คณะกรรมาธิการวิสามัญ ตั้งขึ้นด้วยเหตุผลและความจำเป็นเพื่อดำเนินการเฉพาะกิจ
    - คณะกรรมาธิการร่วมกัน สำหรับระบบสองสภา หากสภาหนึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของ อีกสภาหนึ่ง ก็จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจากสองสภาขึ้นมาร่วมพิจารณา
    - คณะกรรมาธิการเต็มสภา ในกรณีที่สภารับหลักการในวาระแรกแล้ว และเป็นเรื่องเร่งด่วน และเป็นร่างกฎหมายที่ไม่สลับซับซ้อน รัฐสภาอาจมีมติให้พิจารณารวดเดียว 3 วาระก็ได้
    - คณะอนุกรรมาธิการ โดยคณะกรรมาธิการอาจแต่งตั้งขึ้นมาช่วยปฏิบัติงานในรายละเอียดก็ได้
  2. ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐสภา ประกอบด้วย

    - ประธานรัฐสภา - ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา
    - รองประธานรัฐสภา - ผู้ควบคุมการลงคะแนนเสียงในสภา
  3. สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เป็นหน่วยงานประจำทำหน้าที่ให้บริการในด้านต่างๆ ทั้งข่าวสารข้อมูล วัสดุอุปกรณ์ และงานธุรการ โดยมีเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

5. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสมาชิกรัฐสภานั้น กฎหมายได้ให้ไว้ 2 ประการ ดังนี้

  1. สมาชิกรัฐสภาผู้ใดจะกล่าวคำใดๆ ในที่ประชุมในทางแสดงข้อความ หรือแสดงความเห็น หรือออกเสียงลงคะแนนอย่างใดถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้น ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องมิได้
  2. มีความคุ้มกันในทางอาญา โดยในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับกุมหรือเรียกตัวสมาชิกรัฐสภาไปกักขังหรือดำเนินคดี

6. ความเป็นอิสระของหน่วยงานประจำรัฐสภา เพื่อให้ปลอดจากการถูกครอบงำจากฝ่ายบริหาร ซึ่งมี 2 ประการ

  1. ความเป็นอิสระในด้านการบริหารงานบุคคล
  2. ความเป็นอิสระในด้านงบประมาณและการคลัง

7. สำหรับประเทศไทยในด้านเกี่ยวกับสำนักเลขาธิการรัฐสภา ดังนี้

อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา

อำนาจหน้าที่ในการจัดทำกฎหมาย

1. อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา พอแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน คือ

  1. อำนาจหน้าที่ในการจัดทำกฎหมาย 
  2. อำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร
  3. อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ
  4. อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

2. กฎหมายที่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะจัดทำขึ้นคือ พระราชบัญญัติ ซึ่งกระบวนการตราพระราชบัญญัติมีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

  1. การเสนอร่าง พ.ร.บ. ซึ่งสามารถเสนอได้ 2 ทาง คือ
    - คณะรัฐมนตรี - สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ครม.มีสิทธิขอพิจารณาร่างก่อน 60 วัน)
  2. การพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร
  3. การพิจารณาโดยวุฒิสภา

3. กรณีที่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน มีหลักปฏิบัติดังนี้

4. การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยสภาผู้แทนราษฎร มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  1. การพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการ ถ้าสภาไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. นั้นก็เป็นอันตกไป แต่ถ้ารับหลักการก็ดำเนินการต่อไปในวาระที่ 2
  2. การพิจารณาในวาระที่ 2 เพื่อพิจารณาแก้ไขรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. โดยแต่งตั้งคณะกรรมาธิการดำเนินการ หรืออาจใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้
  3. การพิจารณาในวาระที่ 3 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปราย ถ้าไม่เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.นั้นก็ตกไป แต่ถ้าเห็นชอบ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป

5. การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. โดยวุฒิสภา มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  1. การพิจารณาในวาระที่ 1 เพื่อรับหลักการ ถ้าวุฒิสภาไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. นั้นก็เป็นอันตกไป แต่ถ้ารับหลักการก็ดำเนินการต่อไปในวาระที่ 2
  2. การพิจารณาในวาระที่ 2 เพื่อพิจารณาแก้ไขรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. โดยแต่งตั้งคณะกรรมาธิการดำเนินการ หรืออาจใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้
  3. การพิจารณาในวาระที่ 3 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น มีประเด็นที่แตกต่าง ดังนี้
    - กรณีที่วุฒิสภาเห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีการแก้ไข ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ /ประกาศราชกิจจา /ใช้บังคับ

    - กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้ยับยั้งไว้ก่อนและให้ส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นคืน สภาผู้แทนราษฎรไป สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ต้องล่วงพ้น 180 วันไปแล้ว และถ้ายังมีมติยืนร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ

    - กรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ทั้งสองสภาตั้ง “คณะกรรมาธิการร่วมกัน” ประกอบด้วยสมาชิกจากแต่ละ สภาในจำนวนเท่ากัน เพื่อพิจารณารายละเอียดร่วมกัน แล้วรายงานและเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ ผ่านการพิจารณาร่วมแล้วต่อสภาทั้งสอง

    * ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบด้วย ก็แสดงว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ
    * ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ ก็ให้ยับยั้งไว้ก่อน สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณา ใหม่ต้องล่วงพ้น 180 วันไปแล้ว และถ้ายังมีมติยืนร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่ง หนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านการ พิจารณาร่วมนั้น ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ / ประกาศราชกิจจา / ใช้บังคับ

6. กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่าง พ.ร.บ.และพระราชทานคืน หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

7. อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติพระราชกำหนด มีรายละเอียดดังนี้

  1. พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ตราตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มี 2 ประเภท
    - พระราชกำหนดทั่วๆ ไป - พระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา
  2. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมาย แต่ต้องขออนุมัติต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็น พ.ร.บ.
  3. เหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดทั่วๆ ไป กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศหรือสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และภัยพิบัติสาธารณะ โดยไม่สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ทันท่วงที หรือเกิดขึ้นในระหว่างยุบสภา ทั้งนี้ ให้นำเสนอรัฐสภาในการประชุมคราวต่อไป
  4. เหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา เป็นเรื่องที่ต้องมีการพิจารณาลับและเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างสมัยประชุมก็ตาม ทั้งนี้ ให้นำเสนอรัฐสภาภายใน 3 วัน นับจากวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อำนาจหน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร

1. การควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ทำได้ 2 แบบ คือ

  1. การตั้งกระทู้ถาม
  2. การเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป

2. การตั้งกระทู้ถาม คือ ข้อความที่ตั้งคำถามในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ที่สมาชิกคนใดคนหนึ่งตั้งถามรัฐมนตรี ในข้อเท็จจริงหรือนโยบายเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งกระทู้ถามนั้น มี 2 ประเภท คือ

  1. กระทู้ถามที่ให้ตอบในที่ประชุมสภา
  2. กระทู้ถามที่ให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้ กระทู้ถามยังมี 2 ลักษณะ คือ
    (1) กระทู้ถามธรรมดา   (2) กระทู้ถามด่วน

3. ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการตั้งกระทู้ถาม มี 3 ประการ คือ

  1. คำถาม ข้อเท็จจริงที่อ้าง ตลอดจนคำชี้แจงประกอบ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วกวน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นทำนองอภิปราย
  2. กรณีกระทู้ถามในเรื่องที่ได้ตอบหรือชี้แจงไปแล้ว จะตั้งกระทู้ถามใหม่ได้ ถ้าสาระสำคัญต่างกัน
  3. ในการประชุมแต่ละครั้ง สมาชิกสภา 1 คน ตั้งกระทู้ถามได้เพียง 1 กระทู้เท่านั้น

4. หลักเกณฑ์การบรรจุระเบียบวาระเกี่ยวกับกระทู้ถาม

5. วิธีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ

  1. ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด เข้าชื่อกันเสนอญัตติ
  2. ประธานรัฐสภาแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี และบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน
  3. ประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไป / รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายชี้แจงข้อเท็จจริง
  4. การลงมตินั้นจะกระทำในวันเดียวกับที่มีการอภิปรายไม่ได้
  5. คะแนนเสียงในการลงมติไม่ไว้วางใจ ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งถึงจะมีผลให้รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด

1. อำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่

  1. การให้ความเห็นชอบที่เกี่ยวกับสถาบันประมุขของประเทศ เช่น
    - การให้ความเห็นชอบในการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
    - การใช้ความเห็นชอบในการสืบสันตติวงศ์
  2. การให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญาที่ทำกับประเทศอื่น
  3. การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม
  4. การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรมการชุดต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด


กำเนิดแนวความคิดกฎหมายมหาชน
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศภาคพื้นยุโรป
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศคอมมอนลอว์
พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทย
ความหมายของกฎหมายมหาชน
ประเภทของกฎหมายมหาชน
บ่อเกิดของกฎหมายมหาชน
บทบาทของนักปรัชญาในการพัฒนากฎหมายมหาชน
นักปรัชญาสมัยกรีก
นักปรัชญาสมัยโรมัน
นักปรัชญาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
นักปรัชญาหลังสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
วิวัฒนาการแนวความคิดเรื่องกำเนิดของรัฐ
องค์ประกอบของรัฐ
ปรัชญาว่าด้วยอำนาจอธิปไตย
ประวัติของรัฐธรรมนูญ
อำนาจการจัดให้มีรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญไทย
การแก้ไขและยกเลิกรัฐธรรมนูญ

โครงร่างของรัฐธรรมนูญ
รูปของรัฐและรูปแบบของประมุขของรัฐ
วิวัฒนาการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ
แนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย
ลักษณะของรัฐสภา
การเลือกตั้ง
พรรคการเมือง

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook