บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

การแพทย์แผนโบราณและการแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยอยุธยา

โดย นายแพทย์สุด แสงวิเชียร

         ขณะที่ประเทศไทยใช้วิธีการแพทย์ แบบที่เรียกว่าการแพทย์แผนโบราณ อยู่นั้น การแพทย์ฝ่ายประเทศทางตะวันตกโดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก ฉะนั้นเมื่อประเทศไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวยุโรป ตั้งแต่ พ.ศ. 2054 (ค.ศ. 1511) ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พวกแรกที่เข้ามาก็คือ พวกโปรตุเกส ได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีฉบับแรกขึ้นใน พ.ศ. 2059 (ขจร สุขพานิช 2510) จากต้นฉบับภาษาสเปนปรากฏว่า (เดโช อุตตรนที พ.ศ. 2510) นอกจากจะมีการติดต่อทางทูตแล้ว ได้มีชาวโปรตุเกส 300 คนเข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์ ต่อมาก็ มีบาทหลวงมาเผยแผ่ศาสนา นอกจากบาทหลวงโปรตุเกสแล้ว ก็มีบาทหลวงสเปน เข้ามาสร้างวัด โบสถ์ของคณะโดมินิกัน มี ชื่อว่าซันโตโดมิงโก และของคณะเยซูอิด มีชื่อว่าซันโตเปาโล นอกจากการติดต่อครั้งนี้แล้ว ประเทศไทยยังได้มีการติดต่อกับชาติ ตะวันตกอื่นๆ อีก เช่น ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ดังปรากฏในบทความของ เฟอร์เนา เมเดส ปินโต (Fernao Medes Pinto)

 

สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับกันว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว คือ ตั้งแต่ชาวโปรตุเกสเข้ามา (พ.ศ. 2054) จนกระทั่งมีนายแพทย์โปรตุเกสเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2080 จนสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2231) นั้น ประเทศไทยได้รับความรู้วิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน จากชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายและเผยแผ่คริสต์ศาสนาทั้งสิ้น เพราะขณะนั้นการแพทย์แผนปัจจุบัน ในประเทศทางทวีปยุโรปได้เจริญก้าวหน้าไปมาก เป็นของแน่ชัดว่าจะต้องมีแพทย์ หรือผู้มีความรู้การแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามากับคณะต่างๆ เพื่อรักษาพยาบาลบุคคลในคณะของเขา และเมื่อมีการนำคริสต์ศาสนาออกเที่ยวสั่งสอนประชาชน วิธีการตรวจรักษาและยาก็คงได้ใช้หลายไปในหมู่ประชาชนด้วย แม้ในราชสำนักของ สมเด็จพระนารายณ์ ก็มีแพทย์หลวงเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเป็นแพทย์หลวงฝ่ายยาไทย อีกพวกหนึ่งเป็นแพทย์หลวงฝ่ายยาฝรั่ง ดังหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือ "ตำราพระโอสถ พระนารายณ์" ที่แพทย์หลวงได้ประกอบขึ้น ยาที่แพทย์หลวงฝ่ายฝรั่งได้ประกอบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นยาขนานที่ 22 มีว่า

ยาขนานที่ 22 ยาแก้ขัดปัสสาวะ ให้เอาใบกะเพราเต็ม กำมือหนึ่ง ดินประสิวขาวหนัก 2 สลึง บดให้ละเอียด เอาใบชาต้ม เป็นกระสาย ละลายถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนิพพานท้ายสระ (พระองค์นี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ทรงเข้าพระทัยว่าคือสมเด็จพระเพทราชา) ให้เสวย เมื่อเสวยพระโอสถแล้วกราบทูลให้เสวยพระสุธารสชา ตามเข้าภายหลังอีก 2 ที 3 ที ซึ่งขัดปัสสาวะนั้นไปพระบังคลเบาสะดวก ข้าพระพุทธเจ้านายแพทย์โอสถฝรั่ง ประกอบทูลเกล้าถวาย ได้พระราชทานเงินตราชั่ง 1

นอกจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังโปรดให้หมอฝรั่งประกอบยาขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายด้วย ดังยาขนานที่ 79 มีว่า

ยาขนานที่ 79 ขนานหนึ่งให้เอาพิมเสน 2 สลึง การบูร 3 สลึง มาตะกี 5 สลึง ชันตะเคียน กำยาน สิ่งละ 7 สลึง ขี้ผึ้งขาว 10 ตำลึง น้ำมันมะพร้าวคั้นใหม่ดีนั้นครึ่งทนานเคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกแล้ว กรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่เอาแต่ไข่ขาว 2 ลูก เอาสุรากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดีแล้ว จึงแบ่งออกให้เป็น 3 ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำตะแลงไข้ 3 สลึง การบูร 3 สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้วเป็นสีผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาคหนึ่งมากวนด้วยจุนสีพอสมควรเป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้พิษแสบร้อนให้เย็น

ข้าพระพุทธเจ้า เมลี หมอฝรั่งประกอบทูลเกล้า ฯ ถวายสำหรับปิดฝีเปื่อยเน่าบาดเจ็บใหญ่น้อย ให้ดูดบุพโพกัดเนื้อ เรียกเนื้อ ด้วยสีผึ้งเขียว ใช้กัด สีผึ้งแดงเรียกเนื้อ สีผึ้งขาวแก้พิษ เลือกใช้เอาเถิดฯ

นอกจากตำรับยาทั้งสองขนานนั้นแล้ว มีบันทึกที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง คือ บันทึกของเชวาเลียร์ เดอ ฟอร์แบง (Chevalier DeForbin) ท่านผู้นี้ได้เดินทางมาประเทศไทยในคณะทูตชุดแรกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ พ.ศ. 2228 แต่เมื่อคณะทูตกลับสมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงขอตัวและนายช่าง 1 นาย ไว้ใช้ในราชการของกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็น"ออกพระศักดิ์สงคราม" อยู่ในเมืองไทยได้ 2 ปีก็หนีกลับประเทศฝรั่งเศส เพราะเกิดผิดใจกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เดอฟอร์แบงได้บันทึกไว้ว่าตอนเกิดขบถมักกะสัน พวกขบถบางส่วนที่ล่องเรือผ่านป้อมบางกอก จะออกแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดสู้รบกับทหารที่ประจำอยู่ที่ป้อม แม้พวกขบถจะมีกริช ก็สามารถฆ่าทหารและชาวบ้านล้มตายเป็นอันมาก ผู้ช่วยคนหนึ่งของเดอฟอร์แบง ชื่อ โปเรอะคาร์ หน้าท้องถูกแทงไส้พุงและกระเพาะอาหารทะลักออกมาข้างนอก ห้อยอยู่ที่ตะโพก เดอ ฟอร์แบงขณะนั้นไม่มีทั้งยาและแพทย์ ได้เอาไหมมาสนเข็มเข้าสองเล่มแล้วยกไส้พุงและกระเพาะอาหารกลับเข้าไปในช่องท้อง เย็บแผลด้วยไหม ตามวิธีที่เคยเห็นมา แล้วใช้ไข่ขาวตีผสมกับเหล้าล้างที่แผล ทำอยู่ 10 วัน โปเรอะคาร์ก็รอดชีวิต เรื่องนี้ถ้าดูในประวัติการแพทย์ของยุโรป ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป คงเป็นเรื่องจริง เพราะเดอ ฟอร์แบงเป็นทหารย่อมเคยเห็นบาดแผลและการรักษาในสนามรบ จึงนำวิธีมาใช้ แม้จะไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาในทางวิชาแพทย์ แสดงว่าวิชาการทุกอย่างได้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย รวมทั้งวิชาการแพทย์ของชาวยุโรปด้วย ข้าพระพุทธเจ้านายแพทย์โอสถฝรั่ง ประกอบทูลเกล้าถวาย ได้พระราชทานเงินตราชั่ง 1

นอกจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังโปรดให้หมอฝรั่งประกอบยาขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายด้วย ดังยาขนานที่ 79 มีว่า

ยาขนานที่ 79 ขนานหนึ่งให้เอาพิมเสน 2 สลึง การบูร 3 สลึง มาตะกี 5 สลึง ชันตะเคียน กำยาน สิ่งละ 7 สลึง ขี้ผึ้งขาว 10 ตำลึง น้ำมันมะพร้าวคั้นใหม่ดีนั้นครึ่งทนานเคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกแล้ว กรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่เอาแต่ไข่ขาว 2 ลูก เอาสุรากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดีแล้ว จึงแบ่งออกให้เป็น 3 ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำตะแลงไข้ 3 สลึง การบูร 3 สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้วเป็นสีผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาคหนึ่งมากวนด้วยจุนสีพอสมควรเป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้พิษแสบร้อนให้เย็น

ข้าพระพุทธเจ้า เมลี หมอฝรั่งประกอบทูลเกล้า ฯ ถวายสำหรับปิดฝีเปื่อยเน่าบาดเจ็บใหญ่น้อย ให้ดูดบุพโพกัดเนื้อ เรียกเนื้อ ด้วยสีผึ้งเขียว ใช้กัด สีผึ้งแดงเรียกเนื้อ สีผึ้งขาวแก้พิษ เลือกใช้เอาเถิดฯ

นอกจากตำรับยาทั้งสองขนานนั้นแล้ว มีบันทึกที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง คือ บันทึกของเชวาเลียร์ เดอ ฟอร์แบง (Chevalier DeForbin) ท่านผู้นี้ได้เดินทางมาประเทศไทยในคณะทูตชุดแรกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ พ.ศ. 2228 แต่เมื่อคณะทูตกลับสมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงขอตัวและนายช่าง 1 นาย ไว้ใช้ในราชการของกรุงศรีอยุธยา ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็น"ออกพระศักดิ์สงคราม" อยู่ในเมืองไทยได้ 2 ปีก็หนีกลับประเทศฝรั่งเศส เพราะเกิดผิดใจกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เดอฟอร์แบงได้บันทึกไว้ว่าตอนเกิดขบถมักกะสัน พวกขบถบางส่วนที่ล่องเรือผ่านป้อมบางกอก จะออกแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดสู้รบกับทหารที่ประจำอยู่ที่ป้อม แม้พวกขบถจะมีกริช ก็สามารถฆ่าทหารและชาวบ้านล้มตายเป็นอันมาก ผู้ช่วยคนหนึ่งของเดอฟอร์แบง ชื่อ โปเรอะคาร์ หน้าท้องถูกแทงไส้พุงและกระเพาะอาหารทะลักออกมาข้างนอก ห้อยอยู่ที่ตะโพก เดอ ฟอร์แบงขณะนั้นไม่มีทั้งยาและแพทย์ ได้เอาไหมมาสนเข็มเข้าสองเล่มแล้วยกไส้พุงและกระเพาะอาหารกลับเข้าไปในช่องท้อง เย็บแผลด้วยไหม ตามวิธีที่เคยเห็นมา แล้วใช้ไข่ขาวตีผสมกับเหล้าล้างที่แผล ทำอยู่ 10 วัน โปเรอะคาร์ก็รอดชีวิต เรื่องนี้ถ้าดูในประวัติการแพทย์ของยุโรป ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป คงเป็นเรื่องจริง เพราะเดอ ฟอร์แบงเป็นทหารย่อมเคยเห็นบาดแผลและการรักษาในสนามรบ จึงนำวิธีมาใช้ แม้จะไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาในทางวิชาแพทย์ แสดงว่าวิชาการทุกอย่างได้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย รวมทั้งวิชาการแพทย์ของชาวยุโรปด้วย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook