บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ตำนานการสร้างพระผงจตุคามรามเทพ

พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล 28 สิงหาคม 2554

การสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า “วัตถุมงคล” และ “เครื่องรางของขลัง” เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นนั้น ปรากฏหลักฐานอยู่ใน “คัมภีร์พระเวท” ของอินเดียในบทว่าด้วย “วิชาอาถรรพณ์เวท” และ “ โชติยศาสตร์” วิทยาการโบราณเหล่านี้มีมาก่อนการกำเนิดศาสนาทั้งหลายขึ้นในอินเดีย ต่อมาได้พัฒนาการเป็น “วิชาโหราศาสตร์” และ “วิชาดาราศาสตร์” ซึ่งกลายเป็นรากฐานของ “วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ” ในสมัยปัจจุบัน

บ่อเกิดของอารยธรรมเก่าแก่ที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่งก็คือประเทศจีน มีหลักฐานว่าก่อนสมัย “จิ๋นซีฮ่องเต้” ทำสงครามพิชิตแว่นแคว้นทั้งหลายรวบรวมขึ้นเป็น “จักรวรรดิจิ๋น” หลายพันปี กษัตริย์ของจีนองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “พระเจ้าฝูชี” ผู้ปราดเปรื่อง พระองค์ทรงค้นพบความจริงความลับของฟ้าดินว่า “ระบบแสงแห่งจักรวาล” และ “ระบบธาตุในโลก” บันดาลให้เกิดธรรมชาติขึ้น แล้วหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปไม่มีที่สิ้นสุด พระองค์ทรงเรียบเรียง “ตัมภีร์เซียนเทียนป้ากวั้ว” หรือ “คัมภีร์ปฐมอัฏฐลักษณ์แห่งสวรรค์” แสดงให้เห็นถึงรากฐานการกำเนิดสรรพสิ่งขึ้นในจักรวาล หรือ “คัมภีร์อี้จิง” ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบความจริงความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังธรรมชาติของมนุษย์ แล้วนำมารวบรวมขึ้นเป็นศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นแนวทางให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ถึงรากฐานการกำเนิดสิ่งทั้งหลายและการเปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นจริงอย่างมีหลักเกณฑ์

ภายหลังจาก “ยุคพระเวท” พวกพราหมณ์ผู้สืบทอด “คัมภีร์พระเวท” ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเติมต่อเติมข้อความในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ จนวิปลาตฟั่นเฟือนเป็นไปหมดสิ้นกลายเป็น “ศาสนาพราหมณ์” นักอภิปรัชญาชาวจีนแก้ไขกฎแห่งการเปลี่ยนแปลง “คัมภีร์อี้จิง” ฉบับดั้งเดิมเป็น “คัมภีร์โฮ่วเทียนป้ากวั้ว” แปลว่า “คัมภีร์อัฏฐลักษณ์แห่งสวรรค์แบบใหม่” ต่อมากลายเป็น “ศาสนาเต๋า” ล้วนแต่บอกเล่าให้เห็นถึงต้นเค้าของการค้นพบความจริงความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังธรรมชาติ แล้วรวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็น “ศาสตร์” นำมาดัดแปลงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตในโลก อันเป็น “โลกียวิสัย”

“ศาสตร์” และ “ศิลป์” ที่เกิดขึ้นจากวิชาความรู้ความสามารถของมนุษย์ แสดงให้เห็นประจักษ์ว่าทำให้สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงตามที่ต้องการ เรียกว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือการแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” ซึ่งแตกต่างกับการสร้าง “พระเครื่อง” “พระบูชา” หรือ “เครื่องรางของขลัง” ที่ทำกันอยู่ในบ้านเมืองของเราทุกวันนี้ เพราะว่าเกิดมาจากวิชาความรู้ที่แท้จริงไม่ใช่เป็นแต่เพียง “ความเชื่อ” หรือ “ความศรัทธาเลื่อมใส” ซึ่งเป็นความรู้สึกในด้านจิตใจ แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็น “ความจริง” หรือ “ความเท็จ”

ความรู้ในเรื่อง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “อิทธิปาฏิหาริย์” เริ่มเข้าใจมากขึ้นเมื่อ “เจ้าชายสิทธัตถะ” “เสด็จออกผนวช ได้ศึกษาวิชาการฝึกจิตจาก “อาฬารดาบส” และ “อุทกดาบส” จนสำเร็จญาณสมาบัติแล้ว พระองค์ทรงนำไปศึกษาค้นหาความจริงเพิ่มเติมอยู่เป็นเวลานานถึง 6 ปี จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาเรื่อง “อิทธิปาฏิหาริย์” ดังปรากฏข้อความอยู่พระอภิธรรมเรื่อง “เกวัฏฏะสูตร” สรุปความว่า

ผู้ที่จะทำให้เกิดหรือแสดงสิ่งที่เรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์” ได้ ผู้นั้นต้องเป็นผู้ฝึกจิตให้เป็นสมาธิจนบรรลุฌานสมาบัติ จึงบังเกิดรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงขึ้นภายในจิตใจของตนเอง ความรู้วิเศษที่เกิดขึ้นเรียกว่า “อภิญญาญาณ” ด้วยอำนาจของการสำเร็จฌานสมาบัติบันดาลให้ “จิต” ของผู้นั้นยกระดับสูงขึ้นเป็น “อริยจิต” หรือ “จิตศักดิ์สิทธิ์” สามารถแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์” ให้เกิดขึ้นได้จริง “อิทธิปาฏิหาริย์” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน “เกวัฏฏะสูตร” มีอยู่ 2 อย่าง คือ

1. “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก”
2. “อิทธิปาฏิหาริย์ทางธรรม”

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะทำให้เกิด “อิทธิปาฏิหาริย์” หรือ “ความศักดิ์สิทธิ์” นั้น จะต้องเป็นผู้ฝึกสมาธิจิตให้สงบนิ่งแน่วแน่จนบรรลุฌาน “สมาบัติ 4” หรือ “อัปปนาสมาธิ” หรือสำเร็จในระดับ “จตุถฌาน” ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเท่านั้น จึงบันดาลให้เกิด “ฤทธิ์ทางใจ” เรียกว่า “มโนมยิทธิฌาน” การเปลี่ยนแปลง “จิต” ของคนธรรมดากลายเป็น “จิตศักดิ์สิทธิ์” มีพลังแก่กล้า สามารถเนรมิตให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์เหลือวิสัยที่มนุษย์ทั่วไปจะทำให้เกิดขึ้นตามที่ต้องการได้ เรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก”



การปฏิบัติทางจิตเพื่อบรรลุฌานสมาธิเพื่อให้จิตมีอำนาจดังกล่าว มีมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล ดังจะเห็นได้จาก “อาฬรดาบสกาลามโคตร” และ “อุทกดาบสรามสูตร” เป็นครูผู้สอน “สมถกรรมฐาน” และ “วิปัสสนากรรมฐาน” ให้แก่ “เจ้าชายสิทธัตถะ” จนสำเร็จฌานสมาบัติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นว่าในประเทศอินเดียยุคนั้นมีพวก ฤาษี โยคี ผู้สำเร็จฌานสมาบัติสามารถแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” อยู่มากมาย

พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าผู้บรรลุ “มโนมยิทธิฌาน” เป็นผู้มี “จิตศักดิ์สิทธิ์” ก็แต่เฉพาะในเวลาที่ “จิต” ของผู้นั้นกำลังเข้าฌานสมาบัติอยู่เท่านั้น ภายหลังจากถอน “จิต” ออกจากฌานสมาบัติแล้ว ก็กลับกลายเป็น “จิต” ของคนธรรมดา ยังติดข้องอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง ของ “กามาวจรจิต” อยู่ตามเดิม หากเกิดความโลภเพื่อแสวงหาลาภสักการ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในทางที่ชอบแล้ว ในที่สุด “จิตศักดิ์สิทธิ์” ก็จะเสื่อมสูญไปตามกฎ “พระไตรลักษณ์”

ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าผู้มี “จิตศักดิ์สิทธิ์” อันเกิดจากสำเร็จ “มโนมยิทธิฌาน” เป็นความรู้ทางโลก และทรงห้ามไม่ให้ภิกษุโอ้อวดวิเศษด้วยการแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” ภิกษุรูปใดละเมิดพุทธบัญญัติ ถือว่าเป็นการจงใจกระทำผิดพระธรรมวินัย ซึ่งมีโทษสถานหนักเป็น “อาบัติปราชิก” ขาดจากความเป็นสงฆ์พุทธสาวกไปในทันที

แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้มีพุทธบัญญัติห้ามฆราวาสผู้ครองเรือน ผู้เจริญสมาธิจนบรรลุฌานสมาบัติ 4 ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อหลุดพ้นความทุกข์ แต่ไม่มีความประสงค์จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารเหมือนอย่างภิกษุสาวก พระพุทธองค์ก็มิได้ห้ามไม่ให้แสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” แต่ทรงแนะนำให้ผู้ฝึกจิตให้รู้ถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บรรลุสมาธิในระดับ “รูปฌาน” จะเข้าถึงความสงบได้ด้วยการปฏิบัติกายใจให้ครบถ้วนตาม “อริยมรรค 8” คือ

“สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นที่ถูกต้อง “สัมมาสังกัปปะ” ความคิดที่ถูกต้อง “สัมมาวาจา” การเจรจาที่ถูกต้อง “สัมมากัมมันตะ” การกระทำที่ถูกต้อง “สัมมาอาชีวะ” การประกอบกิจการงานหาเลี้ยงชีวิตที่ถูกต้อง “สัมมาวายมะ” ความอุตสาหพยายามที่ถูกต้อง “สัมมาสติ” การตั้งใจที่ถูกต้อง “สัมมาสมาธิ” การทำให้จิตสงบอย่างถูกต้อง

ดังนั้น หากผู้ที่เจริญสมาธิตามแบบของพุทธศาสนาหรือตามแบบของลัทธิอื่น จนบรรลุฌานสมาบัติ 4 แต่ต่อมาเกิดความละโมบมาก หรืออยากโอ้อวดแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์” เพื่อแสวงหาผลประโยชน์และลาภสักการ “จิตศักดิ์สิทธิ์” ย่อมเสื่อมไป เพราะไม่ยึดมั่นอยู่ใน “สมาธิขันธ์” ไม่ยึดถือหนทางแห่ง “ศีล” สมาธิปัญญา” จิตใจหมกมุ่นลุ่มหลงอยู่ในกิเลสตัณหาราคะแห่ง “กามวจรจิต” ไม่สามารถเจริญสมาธิให้เข้าถึงฌานสมาบัติได้อีกต่อไป การแสดง”อิทธิปาฏิหาริย์” ก็จะกลายเป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นหากินในทางมิชอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกษุสาวกโอ้อวดวิเศษแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก”

นอกจากนั้นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เกิด “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” ก็คือ “กฎธรรมชาติ” เพราะว่าการทำให้เกิด “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” เป็นความจริงระดับ “สมมุติสัจ” จึงตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ “กฎธรรมชาติ” คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับสูญไปตามกฎ “พระไตรลักษณ์” แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ในปรัชญา “วิชาโชติยศาสตร์” อ้างว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลก บันดาลให้เป็นไปตามอำนาจของ “ฟ้าและดิน” ซึ่งเห็นได้จากการเกิด “ฤดูกาล” ดังนั้น ผู้ที่จะแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” ให้เกิดขึ้นได้จำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวในจักรวาล รู้ถึง “ฤกษ์” ในชั้นฟ้า และ “ยาม” บนพื้นดิน ถือว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่จะบันดาลให้เกิด “อิทธิปาฏิหาริย์” ขึ้นได้สำเร็จราบรื่นไปตามความประสงค์ หากไม่มีความรู้ใน “วิชาโหราศาสตร์” ก็ไม่มีหนทางใดที่จะรู้เรื่อง “ฤกษ์และยาม” การแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” ไม่อาจสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย

ตำนานการสร้าง “วัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราช” ซึ่งเริ่มต้นสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2529 มาจนถึงทุกวันนี้ “องค์จตุคามรามเทพ” รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพุทธบัญญัติห้ามไม่ให้ภิกษุสงฆ์พุทธสาวกเรียน “วิชาทางโลก” ภิกษุทั้งหลายจึงไม่มีความรู้ใน “วิชาโหราศาสตร์” ไม่มีความรู้ในเรื่อง “ฤกษ์และยาม” ภิกษุสาวกรูปใดมีความรู้ในศิลปวิทยาการเหล่านี้ แสดงว่าละเมิดพุทธบัญญัติของพระศาสดา จึงไม่อนุญาตให้ภิกษุสาวกเข้ามาเกี่ยวข้องในพิธีกรรมเกี่ยวกับการปลุกเสก เพื่อให้เกิด “ความศักดิ์สิทธิ์” โดยอาศัยความรู้ในเรื่อง “ฤกษ์และยามศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นการแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก”

ทั้งนี้เพราะว่าการประกอบ “พิธีกรรมปลุกเสก” ก็คือ การถ่ายเทพลัง “จิตศักดิ์สิทธิ์” อันเกิดจากสำเร็จฌานสมาบัติของ “องค์จตุคามรามเทพ” ซึ่งมีคุณลักษณะคล้ายกับคลื่นพลังแม่เหล็กไฟฟ้าอันเป็นทิพย์ มีความละเอียดอ่อนให้เข้าไปสถิตใน “วัตถุมงคล” และ “เครื่องรางของขลัง” ตาม “ฤกษ์และยามศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเนรมิตให้ “วัตถุมงคล” ซึ่งแต่เดิมเป็นแต่เพียง “วัตถุธาตุที่ไม่มีชีวิต” กลับกลายเป็น “วัตถุธาตุที่มีชีวิต”

“วัตถุมงคล” หรือ “เครื่องรางของขลัง” ที่ “องค์จตุคามรามเทพ” สร้างขึ้น จึงประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และ อนุภาควิญญาณศักดิ์สิทธิ์ “องค์จตุคามรามเทพ” จึงบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์จริงตามความมุ่งหมาย อันเกิดจากความรู้ใน “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ที่รู้เห็นความจริงของธรรมชาติอันเกิดจากฌานสมาบัติ ไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด

สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงเสด็จประกาศพระธรรมอยู่ในชมพูทวีปนั้น พวกพราหมณ์และโยคีที่มีความรู้ใน “คัมภีร์พระเวท” และ “วิชาอาถรรพณ์เวท” จากการฝึกจิตจนบรรลุฌานสมาบัติจาก “แคว้นคันธาราฐ” และ “แคว้นมณีปุระ” เที่ยวโอ้อวดแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์” แข่งขันกับศาสนาพุทธ เพื่อชักจูงให้ผู้คนหันไปศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาของตนและแสวงหาลาภสักการ พระตถาคตทรงเกรงว่าภิกษุพุทธสาวกที่ไม่มีความรู้จริง หรือมีความรู้เพราะสำเร็จฌานจะโอ้อวดแสดง “อิทธิปาฏิหาริย์” แข่งขันกับผู้วิเศษวิโสเกี่ยวกับ “อิทธิปาฏิหาริย์ทางโลก” และโอ้อวดแสดง “อาเทศนาปาฏิหาริย์” ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในพระธรรมเทศนาเรื่อง “เกวัฏฏะสูตร” ตามที่กล่าวมาแล้ว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook