บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กรรมกับอนัตตาในพระพุทธศาสนา

ปัญหาเรื่องบัญญัติ กับความจริง
อนัตตามีปัญหาอย่างไร
วิธีพิสูจน์ความมีอยู่ของอัตตา
การตอบปัญหาของพระนาคเสน
ทฤษฎีความสืบเนื่อง

วิธีพิสูจน์ความมีอยู่ของอัตตา

หลังจากที่พระเจ้ามิลินท์ได้เสนอข้อโต้แย้งดังกล่าวแล้ว พระองค์ได้เสนอวิธีพิสูจน์ความมีอยู่ของอัตตาแบบง่าย ๆ ด้วยการถามพระนาคเสนว่า “เมื่อโยมถามพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างนี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ยินเสียงถามอยู่หรือ” พระนาคเสนตอบว่า “ขอถวายพระพร อาตมภาพได้ยินเสียงถามอยู่” พระเจ้า มิลินท์ถามต่อไปว่า “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าได้ยินเสียงถามอยู่ คำว่า นาคเสนก็มีอยู่ในชื่อนั้นนะสิ” วิธีพิสูจน์แบบนี้ก็คือ เมื่อพระนาคเสนยืนยันว่าตนได้ยินเสียงถาม การได้ยินนี้แสดงถึงความมีอยู่ของสิ่ง 2 สิ่ง คือ

ในกรณีที่มี ก. แต่ไม่มี ข. หรือ มี ข. แต่ไม่มี ก. จะสำเร็จการได้ยินไม่ได้ ดังนั้น ถ้าพระนาคเสนยืนยันว่าได้ยินเสียงถาม แสดงว่าคำว่า “นาคเสน” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อบัญญัติธรรมดา หากแต่เป็นคำที่บ่งถึง/ชี้ถึง (referent) ความมีอยู่ของอะไรบางอย่าง นั่นคือ “อัตตา” นักปรัชญาตะวันตกท่านหนึ่งชื่อ เดส์การ์ตส์ ได้เสนอวิธีพิสูจน์ความมีอยู่ของตัวตนคล้ายกับวิธีพิสูจน์ของพระเจ้ามิลินท์มาก เดส์การ์ตส์พิสูจน์ด้วยการวิเคราะห์ความคิดว่า “ฉันคิด ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) หมายความว่า เมื่อมีการคิดก็แสดงว่าจะต้องมีผู้ทำหน้าที่คิดและมีสิ่งที่ถูกคิด เป็นไปไม่ที่จะมีแต่การคิดโดยไม่มีผู้ทำหน้าที่คิด ดังนั้น คำว่า “ฉันคิด” จึงบ่งถึงความมีอยู่จริง ๆ ของตัวฉันในฐานะเป็นผู้ทำหน้าที่คิด

 

อย่างไรก็ตาม ในวิธีพิสูจน์ของพระเจ้ามิลินท์ข้างต้นนั้น แม้พระนาคเสนจะยอมรับว่าท่านได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้ามิลินท์จริง แต่ก็ปฏิเสธว่าการมีผู้ได้ยินนั้นยังมีเหตุผลไม่เพียงพอต่อการที่จะพิสูจน์ว่ามีอัตตาอายู่เบื้องหลังการได้ยินนั้น พึงสังเกตว่าพระนาคเสนและพระเจ้ามิลินท์มีความเห็นตรงกันว่าการได้ยินต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ ก. มีเสียงที่ถูกได้ยิน ข. มีผู้ได้ยินในที่นี้เสียงที่ถูกได้ยิน คือ เสียงเรียกของพระเจ้ามิลินท์ และผู้ได้ยินคือ ตัวพระนาคเสนเอง แต่จุดที่แตกต่างกันคือ คำว่า “มีผู้ได้ยิน”

พระเจ้ามิลินท์ มองว่า คำว่า “มีผู้ได้ยิน” เป็นข้อความที่บ่งบอกถึง (referent) ความมีอยู่ของอัตตาในฐานะเป็นผู้ได้ยิน ส่วนพระนาคเสนได้โต้แย้งว่า คำว่า “มีผู้ได้ยิน” ไม่ใช่ข้อความที่บ่งถึง ความมีอยู่ของอัตตา

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การที่พระนาคเสนบอกว่า “ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอยู่ในคำว่า นาคเสน” หมายความว่าอย่างไร หรือที่บอกว่า คำว่า “มีผู้ได้ยิน” ไม่ใช่ข้อความที่บ่งไปถึงความมีอยู่ของอัตตา หมายความว่าอย่างไร ผู้เขียนมองว่า แม้พระนาคเสนจะปฏิเสธว่าข้อความเหล่านี้ไม่ได้บ่งถึงความมีอยู่ของอัตตา ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อความเหล่านี้จะไม่บ่งถึงความมีอยู่ของอะไรบางอย่างเลย หรือการที่ท่านบอกว่า คำว่า “นาคเสน” เป็นเพียงชื่อบัญญัติสำหรับสื่อสารกันในสังคมมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่คำที่บ่งถึงความมีอยู่ของอัตตาที่อยู่เบื้องหลังชื่อนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าชื่อนาคเสนนี้จะไม่บ่งไปถึงความมีอยู่ของอะไรบางอย่าง แล้วความมีอยู่ของอะไรบางอย่างที่ว่านี้คืออะไร และมีอยู่ในลักษณะอย่างไร ปัญหานี้พระนาคเสนได้ตอบไว้ในตอนจบการสนทนา

เมื่อวิธีพิสูจน์อัตตาแบบแรกไม่ได้รับการยอมรับจากพระนาคเสน พระเจ้ามิลินท์จึงได้เปลี่ยนวิธีใหม่โดยยกเอาองค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ของชีวิตหรือขันธ์ 5 และสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากขันธ์ 5 ขึ้นมาถามไล่เลียงไปทีละอย่าง เพื่อที่จะให้พระนาคเสนยอมรับให้ได้ว่าอะไรกันแน่เป็นนาคเสน เช่น ถามว่า “ผมหรือเป็นนาคเสน?” “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ เป็นนาคเสน?” เป็นต้น โดยสรุปสิ่งที่พระเจ้า

มิลินท์ยกขึ้นมาถาม มีดังนี้

  1. ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  2. อวัยวะ 32 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ
  3. อายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  4. อายตนะภายนอก 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
  5. สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจาก 4 ข้อแรก

คำว่า “เป็นนาคเสน” ที่พระเจ้ามิลินท์ถามนี้ ไม่ได้หมายถึงคำเรียกชื่อหรือบัญญัติธรรมดา หากแต่หมายถึงแก่นแท้ของความเป็นนาคเสนหรืออัตตานั่นเอง รูปร่างหน้าตาของพระนาคเสนตอนเป็นเด็ก หนุ่ม กลางคน และตอนแก่ อาจจะเปลี่ยนแปลงจนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เป็นแก่นแท้ซึ่งทำหน้าที่รักษาความเป็นคนเดิม (Identity) ของพระนาคเสนเอาไว้ไม่ให้กลายเป็นคนอื่น นี้คือสิ่งที่พระเจ้ามิลินท์ทรงเรียกว่าความเป็นนาคเสน อย่างไรก็ตาม ทุกคำถามที่ พระเจ้ามิลินท์ยกขึ้นมาได้ถูกปฏิเสธจากพระนาคเสนว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่มีความเป็นนาคเสน พระองค์จึง กล่าวหาพระนาคเสนว่า “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เมื่อข้าพเจ้าถามพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ก็ไม่ได้ความอะไรเป็น

นาคเสน เป็นอันว่าพระผู้เป็นเจ้าพูดเหละแหละ พูดมุสาวาท” ถามว่าทำไมพระเจ้ามิลินท์จึงกล่าวหาพระนาคเสนว่า พูดจาเหลาะแหละและพูดมุสา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพระนาคเสนก็ไม่เคยบอกเลยว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งในชีวิตของท่านเป็นนาคเสน สาเหตุที่พระเจ้ามิลินท์ กล่าวหาเช่นนี้ น่าจะมาจากสาเหตุที่สนทนากันตอนต้น ๆ คือ ตอนถามเรื่องชื่อ และตอนถามเรื่องผู้ได้ยินเสียง และพระนาคเสนก็เคยบอกว่า ตนชื่อนาคเสน และเป็นผู้ได้ยินเสียงของพระองค์ ดังนั้น เมื่อพระองค์ยกเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งในขันธ์ 5 และนอกเหนือจากขันธ์ 5 ขึ้นมาถามจนหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับคำยืนยันเลยว่า อะไรเป็นนาคเสน พระองค์จึงสรุปเอาว่า พระนาคเสนพูดจาเหลาะแหละและพูดมุสา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook