บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กรรมกับอนัตตาในพระพุทธศาสนา

ปัญหาเรื่องบัญญัติ กับความจริง
อนัตตามีปัญหาอย่างไร
วิธีพิสูจน์ความมีอยู่ของอัตตา
การตอบปัญหาของพระนาคเสน
ทฤษฎีความสืบเนื่อง

ทฤษฎีความสืบเนื่อง

ในการสนทนาเรื่อง “ธรรมสันตติปัญหา”(ปัญหาว่าด้วยความสืบเนื่องแห่งธรรม/ขันธ์ 5) พระเจ้ามิลินท์ถามปัญหาว่า คนที่เกิดมาในโลกนี้เขายังเป็นคนเดิมอยู่หรือว่ากลายเป็นคนอื่น ท่านพระนาคเสนได้ตอบปัญหานี้ด้วยแนวคิดความสืบเนื่องแห่งธรรม ดังนี้

พระนาคเสน : “พระคุณเจ้านาคเสน ผู้ใดเกิดขึ้น เขาจะเป็นผู้นั้น หรือจะเป็นผู้อื่น”
พระเจ้ามิลินท์ : “จะเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะเป็นผู้อื่นก็ไม่ใช่”
พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความนั้นว่าอย่างไร เปรียบเหมือนว่า พระองค์เคยเป็นเด็กอ่อนนอนแบมาแล้ว มาบัดนี้ พระองค์ผู้เคยทรงเป็นเด็กอ่อนนอนแบมาแล้วนั้นนั่นแหละ กลายเป็นผู้ใหญ่หรือไร ”

พระเจ้ามิลินท์ : “หามิได้ พระคุณเจ้า เด็กอ่อนนอนแบนั้นก็เป็นคนหนึ่ง ข้าพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในบัดนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง”
พระนาคเสน : “เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ผู้ที่บุตรเรียกว่ามารดาก็จักไม่มี แม้ผู้ที่บุตรเรียกว่าบิดาก็จักไม่มี แม้ผู้ที่ศิษย์เรียกว่าอาจารย์ก็จักไม่มี…คนหนึ่งทำกรรมชั่วไว้ แต่อีกคนหนึ่งถูกตัดมือตัดเท้าหรือไรหนอ”
พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร ประทีปในยามต้นเป็นดวงหนึ่ง ประทีปในยามกลางก็เป็นอีกดวงหนึ่ง ประทีปในยามสุดท้ายก็เป็นอีกดวงหนึ่งหรือไร”
พระเจ้ามิลินท์ : “หามิได้ พระคุณเจ้า ประทีปที่อาศัยประทีปนั้นนั่นแหละสว่างไปแล้วจนตลอดรุ่ง”
พระนาคเสน : “ข้อนั้นฉันใด ความสืบต่อแห่งสภาวธรรม ก็สืบต่อกันฉันนั้นนั่นแหละ สภาวะอันหนึ่งเกิดขึ้น สภาวะอันหนึ่งดับไป เหมือนกะสืบต่อพร้อม ๆ กัน เพราะเหตุนั้น ผู้ที่เกิดขึ้นจึงได้ชื่อว่าจะเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะเป็นผู้อื่นก็ไม่ใช่ ผู้มีวิญญาณดวงหลัง ย่อมถึงความรวมกันเข้าในผู้มีวิญญาณดวงก่อน ๆ”

นอกจากนั้น ในการสนทนาเรื่อง “นามรูปเอกัตตานัตตปัญหา” พระเจ้ามิลินท์ถามว่า บุคคล(นามรูป)ที่ละจากโลกนี้ไปแล้วไปเกิด (ปฏิสนธิ)ในภพหน้าเป็นตัวตนคนเดียวกัน (เอกัตตะ/Identity) หรือเป็นตัวตนต่างกัน (นานัตตะ/plurality) แยกกันเด็ดขาด และพระนาคเสนได้ตอบปัญหานี้ด้วยแนวคิดความสืบเนื่องแห่งธรรมหรือขันธ์ 5 (ธัมมสันตติ) ดังต่อไปนี้

พระเจ้ามิลินท์ : “พระคุณเจ้านาคเสน ใครปฏิสนธิ”
พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร มหาบพิตร นามรูปแลปฏิสนธิ”
พระเจ้ามิลินท์ : “นามรูปนี้นี่แหละหรือ ปฏิสนธิ”
พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร หาใช่นามรูปนี้นี่แหละปฏิสนธิไม่ บุคคลย่อมทำกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง ด้วยนามรูปนี้ นามรูปอื่นจึงปฏิสนธิเพราะกรรมนั้น”
พระเจ้ามิลินท์ : “พระคุณเจ้า หากว่านามรูปนี้นี่แหละมิได้ปฏิสนธิไซร้ บุคคลผู้นั้นก็จักเป็นผู้พ้นจากกรรมชั่วทั้งหลายได้ มิใช่หรือ”

พระนาคเสน : “ถ้าหากนามรูปไม่อาจปฏิสนธิได้ไซร้ เขาก็พึงเป็นผู้พ้นจากกรรมชั่วทั้งหลาย ขอถวายพระพร แต่เพราะเหตุที่นามรูปย่อมปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้น เขาก็ไม่อาจเป็นผู้พ้นจากกรรมชั่วทั้งหลายได้…นามรูปก่อนตายก็เป็นส่วนหนึ่ง นามรูปในคราวปฏิสนธิก็เป็นส่วนหนึ่งก็จริงอยู่ แต่ทว่านามรูปในคราวปฏิสนธินั้น ก็บังเกิดจากนามรูปก่อนตายนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจเป็นผู้พ้นจากกรรมชั่วทั้งหลายได้”
พระเจ้ามิลินท์ : “ขอท่านจงกระทำอุปมา”

พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่าบุรุษคนหนึ่งขโมยผลมะม่วงของบุรุษคนหนึ่งไป บุรุษผู้เป็นเจ้าของมะม่วงจึงจับเอาบุรุษคนนั้นไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นเทพ นายคนนี้ขโมยผลมะม่วงของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า’ บุรุษผู้ขโมยมะม่วงนั้นจึงกราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นเทพ ข้าพระองค์มิได้ขโมยมะม่วงของนายคนนี้ ผลมะม่วงที่นายคนนี้เพาะปลูก เป็นผลมะม่วงอื่นผลมะม่วงที่ข้าพระองค์เก็บมาเป็นผลมะม่วงอื่นอีกต่างหาก ข้าพระองค์ไม่น่าเป็นผู้ต้องรับโทษ พระเจ้าข้า’ ดังนี้ ขอถวายพระพร บุรุษผู้ขโมยผลมะม่วงนั้น พึงเป็นผู้ต้องรับโทษหรือไรหรือหนอ”

พระเจ้ามิลินท์ : “บุรุษผู้ขโมยมะม่วงนั้น อาจกล่าวอย่างนี้ได้ก็จริงอยู่ พระคุณเจ้า บุรุษผู้นั้นบอกปัดผลมะม่วงผลก่อนมิได้หรอก พึงเป็นผู้ต้องรับโทษเพราะมะม่วงผลหลัง”
พระนาคเสน : “ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปมัยก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลย่อมทำกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง ด้วยนามรูปนี้ นามรูปอื่นจึงปฏิสนธิเพราะกรรมนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่อาจเป็นผู้พ้นจากกรรมชั่วทั้งหลายได้”

 

กล่าวโดยสรุป แนวคิดเรื่องกรรมกับอนัตตาในทัศนะของพระนาคเสน ไม่ได้มีปัญหาในการอธิบายเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมแต่อย่างใด เพราะคำว่าอนัตตาไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย หรือไม่มีผู้รับชอบทางศีลธรรมอย่างที่พระเจ้ามิลินท์เข้าใจ อนัตตาเป็นเพียงแนวคิดที่ปฏิเสธอัตตาหรือตัวตนที่แท้ถาวรในฐานะผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรมเท่านั้นเอง แนวคิดที่พระนาคเสนนำมาสนับสนุนข้อเสนอของท่านคือ แนวคิดแบบ “วิภัชชวาที” ซึ่งแนวคิดสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ การแยกแยะขันธ์ 5 ออกเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ เพื่อให้เห็นความไม่มีตัวตนในขันธ์ 5 นั้น อัตตาเป็นเพียงชื่อที่เราสมมติขึ้นเรียกการรวมตัวกันของขันธ์ 5 เท่านั้น และอีกแนวคิดหนึ่งที่ท่านพยายามยกขึ้นมาเป็นฐานในการตอบปัญหาเรื่องอนัตตากับผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรม คือ แนวคิดแบบ “ธัมมสันตติ” คือแนวคิดเรื่องความสืบเนื่องของนามรูปหรือขันธ์ 5 แนวคิดนี้หมายความว่า บุคคลทั้งในฐานะผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรม ล้วนแต่อยู่ในรูปของกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่มีอัตตาที่ยืนโรงอยู่อย่างเที่ยงแท้เป็นผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรม กล่าวคือ ทั้งผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรม ล้วนแต่ทำและรับในรูปของกระแสสืบเนื่องทั้งสิ้น

ถ้าหากประเมินการสนทนากันระหว่างพระเจ้ามิลินท์กับพระนาคเสนเฉพาะในส่วนของนามปัญหา ผู้เขียนมองว่า พระเจ้ามิลินท์ได้เสนอประเด็นปัญหาหลายเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เช่น ปัญหาเรื่องบัญญัติกับความจริงที่อยู่เบื้องหลังบัญญัติ ปัญหาเรื่องอนัตตากับการทำกรรมและการรับผลของกรรม ปัญหาเรื่องอนัตตาแตกต่างอย่างไรกับอุจเฉททิฏฐิ รวมทั้งการเสนอวิธีพิสูจน์ความมีอยู่อัตตา ในส่วนของพระนาคเสนก็เช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าการตอบปัญหาของท่านทั้งหมดจะมุ่งตอบเฉพาะประเด็นปัญหาเรื่องบัญญัติ (สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา) กับความจริงที่อยู่เบื้องหลังบัญญัติ (อนัตตา/ขันธ์ 5) แม้การอุปมาเปรียบเทียบบัญญัติกับคำว่า “รถ” และเปรียบเทียบความจริงกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถ ก็เป็นส่วนของความพยายามที่จะอธิบายความหมายของบัญญัติและความจริงเท่านั้น ส่วนประเด็นปัญหาที่เกิดจากการเสนอคำอธิบายแบบนี้ เช่น เมื่อเสนอว่าไม่มีอัตตาแล้วจะอธิบายประเด็นเรื่องผู้ทำและผู้รับผลของกรรมอย่างไร ดูเหมือนว่าท่านพระนาคเสนจะยังไม่ได้ตอบปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม การที่พระนาคเสนไม่ได้ตอบปัญหาทุกประเด็นไว้ในปัญหาข้อแรก อาจจะเป็นเพราะท่านมองว่าเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการสนทนาครั้งนี้ จึงได้ยกยอดไปตอบในการสนทนาครั้งต่อ ๆ ไป ดังจะเห็นได้ในการสนทนาเรื่องธัมมสันตติ และเรื่องการถือปฏิสนธิของนามรูป เป็นต้น ท่านได้ใช้แนวคิดเรื่อง “ธรรมสันตติ” สำหรับตอบปัญหานี้ แนวคิดนี้มองว่า แม้ในขันธ์ 5 หรือนามรูปของเราจะไม่มีอัตตา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเป็นผู้ทำกรรมและผู้รับผิดชอบต่อผลกรรม นามรูปของเราที่อยู่ในรูปกระแสความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัยนี้เองเป็นผู้ทำกรรมและเป็นผู้รับผลกรรม เราในฐานะผู้ทำกรรมในวันนี้กับเราในฐานะผู้รับผลกรรมในวันข้างหน้า จะบอกว่าเป็นคนเดียวกันก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นคนอื่นก็ไม่ใช่ ดังนั้น จุดยืนในการตอบปัญหาของพระนาคเสนอคือ “อนัตตวาท” ในฐานะเป็นแนวคิดทางสายกลางระหว่างทัศนะสุดโต่ง 2 ด้าน คือ “เอกัตตวาท” (ตัวตนเดียวกัน) กับ “นานัตตวาท” (ตัวตนต่างกัน) โดยใช้หลักความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัย(ธัมมสันตติ) เป็นฐานในการตอบปัญหาเรื่องผู้ทำกรรมและผู้รับผลกรรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook