บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

นันทนจิต
(Leisure)

นันทนาการ นันทนจิต นันทนจิตศึกษา หมายถึงอะไร
ทำไมต้อง “นันทนจิต”
นันทนจิต ต่างกันหรือเหมือนกันกับ นันทนาการ หรือไม่ อย่างไร
ความหมายและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับนันทนาการ
ที่มาของคำ “นันทนจิต” แนวคิด ความหมายและคำที่เกี่ยวข้อง
อิวาซากิและแมนเนลล์ (Iwasaki & Mannell, 2000)
แรงกระตุ้นของนันทนจิต
นันทนจิตเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองหรือไม่
ประสบการณ์นันทนจิต (Leisure Experiences)
สรุป
บรรณานุกรม

นันทนาการ นันทนจิต นันทนจิตศึกษา หมายถึงอะไร

ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า นันทนาการ ที่มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ แต่ใคร่ขอสรุปประเด็นในหัวข้อนี้เพื่อเป็นความคิดรวบยอด (Concept) ตามแนวคิดและปรัชญาของผู้เขียน ซึ่งก่อนที่จะกล่าวถึงในรายละเอียด ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอผลการค้นคว้าเกี่ยวคำ “สันทนาการ” (ซึ่งเป็นคำที่ใช้ก่อนหน้าคำว่า “นันทนาการ”) ที่มีผู้อ้างอิงว่าท่านนั้นท่านนี้เป็นผู้คิดคำขึ้น จากการขอความอนุเคราะห์จากฝ่ายบริการช่วยค้นคว้าวิจัย หอสมุดกลาง ศูนย์วิทย-ทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตรวจสอบว่าท่านใดเป็นคิดคำคำนี้ขึ้น ซึ่งจากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมพร้อยสุพิณ วรวรรณ ณ อยุธยา วันที่ 16 สิงหาคม 2525 พบว่า คำว่า “สันทนาการ” เป็นคำที่ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นผู้ทรงคิดคำนี้ขึ้น

คำว่า นันทนาการ (Recreation) หมายถึง กิจกรรม (Activity) ที่บุคคลเข้าร่วม ทั้งด้วยความสมัครใจและไม่สมัครใจ ทั้งในเวลาว่างหรือในเวลาที่ไม่ว่าง (หมายถึงเวลาที่เป็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมในกิจกรรมนันทนาการ (Recreation Activity) ที่มีผู้นำกิจกรรมนันทนาการ (Recreation Leader) มาจัดดำเนินการ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการฝึกอบรม หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ผู้สอนนำมาให้ผู้เรียนได้เข้าร่วม เพื่อสร้างความผ่อนคลาย และอื่น ๆ) ผลจากการเข้าร่วมในกิจกรรมที่มีผู้จัดให้นั้น อาจจะทำให้ได้รับความสนุกสนาน บางครั้งอาจทำให้ได้รับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพิ่มเติม จนนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า นันทนจิต (Leisure) ผู้ที่อยู่ในภาวะ (State) นี้จะเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการที่ตนเองมีเสรีที่จะเลือก (Freedom of Choice) อันเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ของตนเอง กิจกรรมนันทนาการที่เลือกเข้าร่วมนั้นเหมาะสม หรืออาจมีความท้าทายกับทักษะและความสามารถของตนเอง ทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ดำเนินไปด้วยความพึงพอใจ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Flow) และผู้เข้าร่วมเองนั้นจะเป็นผู้กำหนดหรือจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ต่อไป หรือจะหยุดการเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ทันทีหรือไม่ก็ได้ (Self Determination) กิจกรรมที่เข้าร่วมนั้น ต่อไปจะขอเรียกว่า กิจกรรมนันทนจิต (Leisure Activity) อันเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเดียวกันกับการมีภาวะนันทนจิตนั้น

จากที่กล่าวข้างต้น ประสบการณ์นันทนจิต (Leisure Experiences) ที่ผู้เข้าร่วมได้รับจะมีคุณภาพมากกว่าที่จะได้รับจากการเข้าร่วมในกิจกรรมนันทนาการ ที่เรียกว่า ประสบการณ์นันทนาการ (Recreation Experiences)

คำสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงคือคำว่า นันทนจิตศึกษา (Leisure Study) ซึ่งอาจมีความหมายออกไปเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกจะหมายถึง ศาสตร์สาขาหนึ่งในระดับปริญญาบัณฑิตหรือระดับบัณฑิตศึกษาในบางมหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า นันทนจิตศาสตร์ (Leisure Studies) หรือในบางมหาวิทยาลัยอาจเรียกสาขาวิชานี้ว่า พฤติกรรมนันทนจิต (Leisure Behavior) เช่น สำนักวิชาสุขศึกษาพลศึกษาและนันทนาการ ของมหาวิทยาลัยอินเดียน่า แห่งเมืองบลูมมิงตัน จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชานี้ ส่วนแนวทางที่สองนั้น ความหมายของนันทนจิตศึกษาจะออกไปในแง่ของการจัดการศึกษาทางด้านนันทนจิตให้แก่กลุ่มบุคคลผู้ด้อยความสามารถ (Persons with Disabilities) ซึ่งกลุ่มบุคคลนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนพิการ (ที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับปี พ.ศ. 2542 ให้คำแปลคำ พิการ ว่า เป็นคำวิเศษณ์ (ว.) แปลว่า เสียอวัยวะมีแขนขาเป็นต้น, เสียไปจากสภาพเดิม, เช่น แขนพิการ ตาพิการ, บางทีใช้เข้าคู่กับคำ พิกล เป็น พิกลพิการ. (ป., ส. วิการ)) แต่อาจจะหมายถึง ผู้สูงวัย เด็กไร้บ้าน ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ต้องขังในเรือนจำหรือในสถานกักกัน เป็นต้น ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า นันทนจิตศึกษาควรเป็นรายวิชาหนึ่งสำหรับนักเรียนในโรงเรียนที่จะให้ความรู้ความเข้าใจทักษะและประสบการณ์ทางด้านนันทนจิตแก่นักเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้มีความตระหนักในเรื่องของเวลาว่าง (เวลาว่าง เป็นคำแปลหนึ่งของคำว่า Leisure) (Leisure awareness)

คงมีหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น “นันทนาการศาสตร์” และ “นันทนาการศาสตร์” เป็นกลุ่มวิชาหนึ่งในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาได้อย่างไร ทำไมไม่เป็นนันทนาการการกีฬา หรือกีฬานันทนาการ เหมือนกลุ่มวิชาอื่น ๆ ที่มีคำว่า “กีฬา” อยู่ต่อท้ายชื่อกลุ่มวิชา (ยกเว้น กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ) เพราะเป็นกลุ่มวิชาที่อยู่ในสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีคำว่า “กีฬา” อยู่ในชื่อของสำนักวิชา (คำว่า “สำนักวิชา” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า “School” เป็นการแบ่งและเรียกชื่อหน่วยงานภายในของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522 โดย ศาสตราจารย์ ดร. เทียนฉาย กีระนันทน์ อธิการบดีในขณะนั้น สำนักวิชาฯ มีฐานะเทียบเท่ากับคณะ อื่น ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถผลิตบัณฑิตได้ตั้งแต่ระดับปริญญาบัณฑิต จนถึงระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต เพียงแต่ไม่มีภาควิชาเท่านั้น

ปัจจุบันได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ตามมติที่ประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งที่ 718 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127 ตอนพิเศษ 16 ง ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ทำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553) จากการสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำให้ทราบความเป็นมาเป็นไปของการมีกลุ่มวิชานันทนาการศาสตร์อยู่ในหลักสูตร [ทั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา พ.ศ. 2541 และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2546)] พอสรุปได้ว่า เนื่องจาก สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากภาควิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์ ที่ประกอบไปด้วยโปรแกรมวิชาพลศึกษา โปรแกรมวิชาสุขศึกษา และโปรแกรมวิชานันทนาการ เมื่อได้รับการพัฒนาแล้วก็ควรจะมีสาขาวิชาของทั้งสามโปรแกรมอยู่ด้วย โดยโปรแกรมวิชาพลศึกษาก็เป็นกลุ่มวิชาวิทยวิธีการกีฬา โปรแกรมวิชาสุขศึกษาก็เป็นกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพประยุกต์ และโปรแกรมวิชานันทนาการก็เป็นกลุ่มวิชานันทนาการศาสตร์ (มีคำว่า “ศาสตร์” มาต่อ ข้างท้ายคำว่า “นันทนาการ” เพราะสังกัดคณะที่เกี่ยวข้องกับ “วิทยาศาสตร์” นั่นประการหนึ่ง-ผู้เขียน

แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าก็คือความเป็นมาและพัฒนาการของการศึกษาค้นคว้าที่ยาวนานจนกลายมาเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญในปัจจุบัน สามารถผลิตบัณฑิตเข้าสู่อาชีพทางด้านนันทนาการอันมีลักษณะของความเป็นอาชีพที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 5 ประการ ได้แก่ (1) มีองค์ความรู้ที่เป็นระบบ (Systematic Body of Knowledge) (2) มี Professional Authority ที่ได้รับจากองค์ความรู้ในข้อที่ (1) (3) เป็นที่ยอมรับของสังคม in which it functions (4) มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และ (5) มี Professional culture based on shared values and traditions (Hartsoe, C. (1973). Recreation: A Professional Transition. Park & RecreationB 8(6). อ้างถึงใน คอร์เดส และ อิบราฮิม, Applications in Recreation & Leisure for Today and the Future, 1996) แม้จะไม่มีคำว่า “การกีฬา” แต่ “นันทนาการ” ก็เป็นศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการส่งเสริมและพัฒนาการแสดงความสามารถของนักกีฬาให้ถึงจุดสูงสุด (Peak Performance) ได้เช่นกัน หากได้นำสาระสำคัญ (Essences) ของศาสตร์ด้านนันทนาการมาใช้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้น ตัวอย่างปัญหา เช่น การเลิกเล่นกีฬากลางคันของนักกีฬาที่มีความสามารถสูงบางคน ที่เรียกกันว่า เบอร์น เอาท์ (Burn Out) ทำให้เป็นนักกีฬาที่ขาดความกระฉับกระเฉง มีความสามารถลดลงเหมือนไฟที่มอดดับ ไม่สามารถเล่นกีฬานั้น ๆ ได้อีกต่อไป นับเป็นปัญหาประการหนึ่งที่ทำความหนักใจให้กับผู้บริหารสมาคมกีฬาของชาติ ตัวนักกีฬาเองและผู้เกี่ยวข้อง

ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นขณะที่กำลังเป็นนักกีฬาที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและสมาคม อาจจะเริ่มต้นจากปัญหาเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จนมีอาการกำเริบรุนแรง เมื่อแสดงออกหรือปรากฏอาการขึ้นก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งจากปัญหาที่กล่าว หากได้มีการพูดคุยกับนักกีฬา ซักถามทุกข์สุขกันอาจทำให้ทราบปัญหา จะได้หาทางป้องกันและแก้ไข ซึ่งนันทนาการศาสตร์ก็มีศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบำบัดที่เรียกว่า “นันทนาการบำบัด” (Therapeutic Recreation) ที่จะนำมาใช้ในการบำบัดรักษา อีกทั้ง นักกีฬาที่เบอร์น เอาท์ ไปแล้ว ก็อาจมีปัญหานั้น ๆ ติดตัวไปด้วย นับเป็นความทุกข์ใจที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง ก็สามารถนำนันทนาการบำบัด มาใช้ในการบำบัดรักษาได้ ทำให้การผลิตบัณฑิตวิทยาศาสตร์การกีฬาทำได้ครบวงจรสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่ง กีฬาซึ่งถือเป็นกิจกรรมนันทนาการที่มีความจำเป็นและมีคุณค่าและประโยชน์อย่างมากมายสำหรับการสร้างความพึงพอใจ การพัฒนาอารมณ์สุข ลดความเครียด เป็นต้น จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี

ดังที่ภาควิชาการจัดบริหารพื้นที่สำหรับนันทนาการและนันทนาการ (Department of Recreation and Park Administration) สำนักวิชาสุขศึกษาพลศึกษาและนันทนาการ มหาวิทยาลัยอินเดียนา ณ เมืองบลูมมิงตัน ได้จัดให้มีหลักสูตรการจัดการกีฬานันทนาการ (Recreational Sports Management) ระดับบัณฑิตศึกษาขึ้น แสดงว่ากิจกรรมของนันทนาการจำเป็นต้องมีศาสตร์ที่มีปรัชญา หลักการและการปฏิบัติ (Philosophies, Principles and Practices) หรือพูดง่าย ๆ ว่ามี “ศาสตร์” ที่ต้องนำมาใช้ในการจัดการ ต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์สังเคราะห์และวิจัย และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกับ กลุ่มวิชาการจัดการการกีฬาที่สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จัดให้มีการเรียนการสอนอยู่ ทำให้สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและมีความภาคภูมิใจที่เรียก “นันทนาการ” ว่า “นันทนาการศาสตร์” (Recreation Sciences) และกำหนดให้กลุ่มวิชา “นันทนาการศาสตร์” เป็นกลุ่มวิชาหนึ่งในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา ดังกล่าว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook