บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

อุทิศ สังขรัตน์

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น
พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม
จาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่ “พื้นที่และชุมชนประวัติศาสตร์”
พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม
พื้นที่อันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พื้นที่อันเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น

ภูมิลักษณ์ทางกายภาพของท้องถิ่นภาคใต้ที่มี ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง ภูเขา ทุ่งนา ป่าพรุ ฯลฯ ภูมิลักษณ์ข้างต้นเหล่านี้เป็นบริบทแห่งความสัมพันธ์ที่ผู้คนในภาคใต้มีต่อสิ่งแวดล้อมอันนำไปสู่วิถีในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นที่มาแห่งเรื่องราวการก่อกำเนิดชุมชน โดยความเรียงในประวัติศาสตร์ภาคใต้ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงตัวตนของชุมชนอันสัมพันธ์กับภูมิลักษณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะ “ทะเล” ที่เป็นทั้งซุปเปอร์ไฮเวย์ซึ่งใช้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ที่แตกต่างทั้งภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ ขนบวิถี ฯลฯ ให้ได้เข้ามาพบปะแลกเปลี่ยน ถ่ายเทวัฒนธรรม และชุมชนเมืองท่าริมทะเลทั้งสองฟากฝั่งก็ยังเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณที่สำคัญของภาคใต้หลายชุมชน

ประวัติศาสตร์ภาคใต้ในก่อนหน้านี้ เราเห็นภาพของชุมชนโบราณผ่านร่องรอยอารยธรรมของชมพูทวีปที่เชื่อมโยงเมืองท่าที่สำคัญทั้งสองฟากทะเล รวมไปถึงร่องรอยทางโบราณคดีอันสัมพันธ์กับจีน อาหรับ ภาพที่เห็นเป็นภาพชุมชนในวงกว้าง เช่น ภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” ต่อ “รัฐ” ภาพความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร หรือนครรัฐ แต่บริบทของความเป็นท้องถิ่นดูเหมือนจะเลือนราง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความพยายามในการสร้างภาพกว้างเพื่อฉายภาพความเป็น “รัฐ” มากกว่าความเป็นท้องถิ่น เพราะ “รัฐ” สามารถสร้างภาพเชื่อมโยงที่เป็นตัวแทนของความเป็น “ชาติ” “อาณาจักร” หรือ “นครรัฐ” ได้ชัดเจนกว่าท้องถิ่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นภาพนิ่งเมื่อนำภาพท้องถิ่นไปเชื่อมโยงกับความเป็นรัฐ

อย่างไรก็ดี เมื่อเราพิจารณาบริบทของ “ท้องถิ่นเฉพาะที่” ที่มีความสำคัญโดดเด่นจากร่องรอยโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ เช่น พุมเรียง แหลมโพธิ์ ไชยา (สุราษฎร์ธานี) คลองท่อม (กระบี่) ชุมชนโบราณเขาคา (นครศรีธรรมราช) สทิงพระ, ปะโอ (สงขลา) ฯลฯ ประวัติศาสตร์กลับไม่ได้ให้ความสำคัญในฐานะที่เป็นท้องถิ่นซึ่งมีชุมชนดำรงอยู่ แต่กลับถูกนำไปเชื่อมโยงให้มีนัยของความเป็นอาณาจักรหรือรัฐ ซึ่งทำให้ค่าของความเป็นท้องถิ่นเองเป็นเพียงส่วนประกอบสร้าง/สนับสนุน ให้เห็นภาพของความเป็น “รัฐ” ว่ามีความรุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ อันเป็นความชอบธรรมในการสร้างประวัติศาสตร์รัฐชาติ/ประวัติศาสตร์แบบนครรัฐ ทั้งๆ ที่ท้องถิ่นเหล่านั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐหรืออาณานิคมแห่งรัฐที่ถูกสร้างขึ้นในประวัติศาสตร์ เช่น

“นับตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 การปรากฏหลักฐานประเภทลายลักษณ์ และการบันทึกเรื่องราวจากชุมชนต่างแดนเป็นสื่อในการทำความเข้าใจร่วมกันทางศาสนา การเมือง การปกครอง ภาษาที่ปรากฏ ได้แก่ภาษาทมิฬ มอญ บาลี เขมร จีน เป็นช่วงสมัยที่ชุมชนอยู่ภายใต้ระบบสังคมและการเมืองแบบเดียวกันมีลักษณะเป็นนครรัฐและศูนย์กลางการปกครอง โดยวัฒนธรรมโพ้นทะเลจากอินเดียเป็นหลักสำคัญในการจัดระเบียบสังคมซึ่งมีการเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ริมฝั่งทะเลให้เห็นภาพของอาณาจักรโบราณที่นักประวัติศาสตร์จัดให้เป็นสมัย “ศรีวิชัย”” (อมรา ศรีสุชาติ,2542 : 2095-2131)

หรือ

“จากการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับ “ศรีวิชัย” นำไปสู่ข้อสรุปประการหนึ่งว่า “ศรีวิชัย” มีความเจริญอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-14 มีอาณาเขตตั้งแต่บริเวณภาคใต้ของไทยไปจนถึงเกาะสุมาตรา และเกาะชวา มีลักษณะเป็นสมาพันธรัฐ มีศูนย์กลางการปกครองแปรผันไปทางเศรษฐกิจ โดยแต่ละเมืองมีอิสระในการปกครองตนเองมีความคล้ายคลึงกันของานศิลปกรรมจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเมืองต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน (เขมิกา หวังสุข, 2550 : 50)

ภาพเลือนรางของท้องถิ่นที่ถูกสร้างขึ้นนี้จึงดูเหมือนว่า ท้องถิ่นมิได้มีพลวัตที่ชัดเจน แต่จะเกิดขึ้น แล้วก็จางหายไป และอาจเกิดขึ้นใหม่ และแจ่มชัดขึ้นอีกเมื่อมีเหตุการณ์อันสามารถบ่งชี้ หรือกระทบต่อ “ความเป็นรัฐ” ในภาพรวม การนำชุมชนต่างๆ ริมฝั่งทะเลตลอดคาบสมุทรไทย รวมไปถึงชวา มาผนวกรวมกันแล้วประกอบสร้างให้เป็น “ศรีวิชัย” เป็นตัวอย่างของประวัติศาสตร์ที่เน้นความเป็นนครรัฐ โดยไม่สามารถเห็นความแจ่มกระจ่างของท้องถิ่น ดังนั้น ทั้งกรณีของ ไชยา พุมเรียง แหลมโพธิ์ ฯลฯ จึงถูกกล่าวถึงในฐานะที่มีส่วนเสริมความเป็น “ศรีวิชัย” มากกว่าที่จะเห็นภาพความเป็นวิถีของชุมชนท้องถิ่นที่มีพลวัตในตัวเอง

ดังนั้น ชุมชนประวัติศาสตร์ในภาคใต้ของไทยทั้งสองฟากฝั่งทะเล ตั้งแต่ ชุมพร ไชยา พุมเรียง ตะกั่วป่า คลองท่อม นครศรีธรรมราช สทิงพระ สงขลา จนถึงปัตตานี ที่ปรากฏในความเรียงของความเป็นประวัติศาสตร์นครรัฐจึงไม่สามารถสะท้อนความเป็นตัวของตัวเองในลักษณะที่เป็น “ชุมชนท้องถิ่น” ได้มากนัก เพราะเราไม่ได้เห็นวิถีพลวัตท้องถิ่นมากไปกว่าความเป็นพลวัตของการปฏิสัมพันธ์ในรูปของนครรัฐ ทั้งการเขียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักเป็นประวัติศาสตร์ภาพกว้างที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์อื่นๆ อันไม่ใช่คนในท้องถิ่น ซึ่งมักใช้ “อำนาจทางวิชาการ” สร้างความเชื่อที่ว่า “คนในท้องถิ่นไม่มีความรู้และเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการประวัติศาสตร์” เพราะเขาไม่ใช่ “นัก(เขียน)ประวัติศาสตร์” จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนในท้องถิ่นไม่รู้จักท้องถิ่นของตนเอง หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนอื่นรู้จักบ้านของเรามากกว่าตัวเราเอง ด้วยเหตุผลสำคัญว่าเราไม่มี “อำนาจความรู้” มา “สร้างความรู้” เรื่องเกี่ยวบ้านที่เราอาศัยอยู่

 

เมื่อ “ความเป็นท้องถิ่น” ได้ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ทำให้ฐานะและบทบาทของคนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียง “ผู้เฝ้ามอง” ว่าจะมี “คนอื่น” เขียนเรื่องบ้านของของเขาว่าอย่างไรบ้าง โดยที่คนในชุมชนไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง และสร้างประวัติศาสตร์จากร่องรอยของบรรพบุรุษของตนเองเช่นไรอีกต่อไป เพราะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เปิดช่องให้คนในท้องถิ่นได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองมากขึ้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา โฉมหน้าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ปรากฏขึ้นจึงมีกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริบทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ได้มีแค่เรื่องราวจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ งานศิลปะ หรือร่องรอยการบันทึกจากเอกสารโบราณของต่างชาติซึ่งร่วมสมัยกับความเป็นมหภาคของนครรัฐอีกต่อไป แต่ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” กลับมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมชุมชน ความเชื่อ ขนบประเพณี พิธีกรรม และวิถีชีวิตอันสามารถสัมผัสได้อย่างแท้จริงมากขึ้นโดยปากคำของผู้คนในท้องถิ่นผ่านเรื่องราวมุขปาฐะเข้าไปผสมผสานกับหลักฐานประวัติศาสตร์ลายลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยนัก(เขียน) ”ประวัติศาสตร์ชาติ” ก่อนหน้านี้ ผ่านโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

โครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ เป็นโครงการที่พยายามให้ทีม ยุววิจัยในท้องถิ่นสืบสาวเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นตนเอง นับเป็นก้าวสำคัญของท้องถิ่นที่จะทำให้เรื่องราวของท้องถิ่นถูกรื้อฟื้น/เก็บตก เรื่องราวแห่งอดีตของตนเองโดยอาศัยข้อมูลทั้งโบราณคดี เอกสาร ตำนาน และมุขปาฐะ รวมไปถึงเรื่องราวของวัฒนธรรมชุมชนมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้รอยต่อระหว่างประวัติศาสตร์รัฐ กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวของอดีตให้เห็นภาพความเป็น “ชุมชนท้องถิ่น” แจ่มชัดขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่คณะยุววิจัยฯ ได้นำเสนอเรื่องราวความเป็นท้องถิ่นจากการเก็บข้อมูลท้องถิ่นซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากผู้สูงอายุในชุมชน อันเป็นคำให้การบอกเล่าจาก “ความทรงทรงจำ” อาจทำให้ไม่สามารถย้อนรอยอดีตไปได้ไกลมากนัก แต่ก็สามารถเก็บ “ความเป็นวิถีชุมชนอดีต” ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาไว้ได้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ แม้จะไม่ครบถ้วนทุกมิติก็ตาม โดยประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้เห็นภาพของ “คน” และ “ท้องถิ่น” มากกว่าความเป็น ”รัฐ” ดังเช่นประวัติศาสตร์ชาติในอดีต ความน่าสนใจของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่คณะยุววิจัยฯ ได้นำเสนอจึงอยู่การฉายภาพอดีตที่ค่อยๆ เคลื่อนเปลี่ยนมาสู่ปัจจุบันผ่านเรื่องเล่าจาก “ความทรงจำ” อย่างหลากหลายทั้งความทรงจำที่เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และประสบการณ์ร่วมของสังคมในบริบทการเมือง สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ที่มีผลกระทบต่อวิถีดำเนินชีวิตทั้งต่อตนเองและสังคมท้องถิ่น ทำให้เราเห็นบางฉากบางตอนของชุมชนอดีตได้ในระดับหนึ่ง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook