บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

อุทิศ สังขรัตน์

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น
พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม
จาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่ “พื้นที่และชุมชนประวัติศาสตร์”
พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม
พื้นที่อันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พื้นที่อันเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง

พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป

“เรื่องราวในอดีตมักมีเสน่ห์ในตัวเอง แม้เพียงแค่ฟังเรื่องเล่าจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ก็ทำให้นั่งฟังได้นานๆ แค่เรื่องแม่กลัวโน่นกลัวนี่เวลาไปธุระที่อำเภอ ยายตกใจเมื่อได้ยินเสียงและเห็นคนในโทรทัศน์ (ขาวดำ) หรือแม้แต่ปู่หัดขี่ม้า ล้วนเป็นเรื่องราวที่ทั้งคนเล่าและคนฟังสนุกสนานได้ทุกครั้ง เชื่อว่าทุกคนน่าจะมีอะไรดีๆไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง” (คณะยุววิจัยฯ โรงเรียนบ้านไทรงาม จังหวัดสตูล “สามล้อและบทบาทของสามล้อในตลาดพิมาน”)

กาลเวลาพาสังคมให้เคลื่อนเปลี่ยน ในชีวิตของคนเมื่อเกิดมาในโลก ย่อมถูกแต่งแต้มด้วยเรื่องราวที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ พัฒนาการของบุคคลเป็นกระบวนการที่เป็นไปทั้งระบบ สิ่งรอบข้างที่เข้ามาปะทะได้ส่งผลไปยังสมองเพื่อวิเคราะห์แยกแยะ มีปฏิกิริยาตอบโต้ อันส่งผลให้เกิดพฤติกรรมขึ้นมาในช่วงเวลานั้นๆ และพฤติกรรมอันเกิดจากปฏิกิริยาตอบโต้หลากหลายเหล่านี้ บางส่วนได้ถูกจารจารึกอยู่ในความทรงจำด้วยเป็นประสบการณ์ที่ปะทะอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรง เช่น ความกลัว ความโกรธ ความสุข ความทุกข์ การสูญเสียพลัดพราก เป็นต้น รวมทั้งประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต ซึ่งอาจเกิดขึ้นและเป็นประสบการณ์ครั้งแรกอันตราตรึงอยู่ในห้วงสำนึก เมื่อผ่านช่วงเวลาช่วงหนึ่ง “การรื้อฟื้นภาพอดีต” จึงอาจเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์แต่เป็นการ “ตัดตอน” บางส่วนขึ้นมาฉายภาพให้เห็นอดีตบางช่วงบางตอนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน “ภาพอดีต” ที่ถูกรื้อฟื้นในลักษณะ “มุขปาฐะ” เมื่อถ่ายทอดสู่ผู้ฟัง กลับกลายเป็นการสร้าง “จินตนาการใหม่” ให้กับผู้ฟังที่เห็นภาพอีกภาพหนึ่งซึ่งอาจแตกต่างไปจาก “ผู้เล่า” เพราะผู้ฟังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง แต่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ “จำลอง” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่า จินตนาการที่เกิดขึ้นใหม่นี้กลายเป็น “มโนภาพ” ใหม่ภายใต้ “เกร็ด” ของเหตุการณ์เก่า ดังนั้นความรู้สึกต่อเหตุการณ์เดียวกันระหว่าง “ผู้เล่า” กับ “ผู้ฟัง” จึงอาจเป็นคนละ “มโนภาพ” ต่อเรื่องราวเหล่านั้น เพราะ “ฉาก” อันเป็น “พื้นที่” ของเรื่องเล่าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เขียนขึ้น เป็นการ“สร้างภาพแทนความจริง” ขึ้นมาจากจินตนาการผ่านเรื่องเล่า

ความทรงจำส่วนบุคคลที่ปรากฏร่องรอยบนกาลเวลาแห่งอดีตกาลที่ผ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ของคณะยุววิจัยฯ อันเนื่องมาจากประสบการณ์เรื่องเล่าเหล่านี้ ได้สร้างมโนภาพ และจินตนาการ ที่ทำให้ภาพอดีตซึ่งเลือนรางกลับมีสีสันที่น่าตื่นเต้น ขณะเดียวกันความทรงจำส่วนบุคคลที่ถูกถ่ายทอดก็สามารถเห็นการเคลื่อนเปลี่ยนของสังคมและยุคสมัยไปพร้อมๆ กัน เช่น

อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านชะอวด นายจำนง จงบุรี เล่าให้ฟังว่า การไปในควนสมัยนั้น ใช้เรือแจวหรือเรือพาย ได้ทางเดียวเท่านั้น ในขณะที่แจวเรือหรือพายเรือ จะทำให้ปลาที่อยู่ในคลองที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ขณะนั้นเกิดความตกใจแล้วมันจะดีดตัวตกลงไปในลำเรือเป็นจำนวนมาก ถ้าจะนำไปแกงประมาณ 2 บ้านก็ไม่ต้องไปหาใหม่ บางครั้งเวลาลงไปถอนจูด เท้าที่ย่ำลงไปในโคลนเมื่อยกเท้าขึ้นหรือตะแคงเท้าจะมีปลาหมอ ปลาอีแพ๊ม เข้าไปอยู่ในรอยเท้า (คณะยุววิจัยฯ โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร. “ความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของตลาดชะอวด”)

ความทรงจำเหล่านี้ แม้จะเป็นมโนภาพของปัจเจก แต่ในพื้นที่เดียวกันนี้ (คลอง/พรุ/การใช้เรือ/ป่ากระจูด ฯลฯ) ยังมีความทรงจำของปัจเจกอื่นๆ ที่เคยใช้ชีวิตในวิถีของพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งอาจมีประสบการณ์ที่แตกต่าง แต่ความหมายและบริบทสามารถที่จะเชื่อมโยงให้เห็นภาพ “ความอุดมสมบูรณ์” ของพื้นที่ในภาพรวมได้ โดยบริบทความทรงจำส่วนบุคคลดังกล่าวได้นำไปสู่ความทรงจำร่วมอันสอดคล้องกันว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยมีความอุดมสมบูรณ์จริง

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความทรงจำส่วนบุคคลเหล่านี้ เมื่อถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อรับใช้วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งอาจกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการปฏิบัติการอันนำไปสู่เป้าหมายใหม่ เช่นการสร้างกระแสอนุรักษ์ หรือการหวนกลับ/รื้อฟื้นทางวัฒนธรรม แต่กระบวนการใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนรูปแบบ หรือบริบทบางประการเพื่อให้สอดรับกับจุดประสงค์ใหม่บนกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง ดังเช่น

นางแรม สุรเมน อายุ 82 ปี และนางตุ่น อินทมู อายุ 80 ปี ได้ให้ภาพของครัวเรือนในบ้านน้ำแคบ และละแวกใกล้เคียงสมัยที่ตนทั้งสองคนยังอยู่ในวัยสาว (ประมาณทศวรรษ 2490-2500) ว่าก่อนวันงานเดือนสามหลามเหนียวประมาณหนึ่งสัปดาห์ ข้าวเหนียวดำ และขาวถูกสีเตรียมไว้ตั้งแต่ย่างแรม 2 ครั้นวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านจะเตรียมอุปกรณ์ในการทำข้าวหลาม ผู้ชายทุกบ้านจะเริ่มต้นด้วยการจับพร้า ขวาน และเลื่อย เดินเข้าป่าหลังบ้าน เพื่อตัดไม้ไผ่สีสุก ซึ่งจะบรรจงเลือกลำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 นิ้วฟุต ลำไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เมื่อตัดได้ตามต้องการและลิดกิ่งก้านออกเรียบร้อยแล้วก็ลากกลับไปเตรียมพร้อมไว้ข้างเรือน...

...นางแรม สุรเมน และนางตุ่น อินทมู ให้ข้อมูลตรงกันว่า ประมาณกลางทศวรรษ 2520 การร่วมแรงร่วมใจในการทำข้าวหลามไปทำบุญเริ่มไม่คึกคักเหมือนก่อน ทั้งเพราะคนไม่มีเวลาและดงป่าไผ่สำหรับทำข้าวหลามเริ่มร่อยหรอลง เนื่องจากที่ดินรกร้างสำหรับดงไผ่ได้ถูกล้างออกเป็นพืชสวน แม่ค้าทำข้าวหลามเพื่อขายให้คนซื้อไปร่วมบุญจึงเกิดขึ้น...” (โครงการยุววิจัยฯ โรงเรียนวัดโทเอก “เดือนสามหลามเหนียว”)

พื้นที่ความทรงจำในกรณี “เดือนสามหลามเหนียว” จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งพื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่ทางสังคมไปพร้อมๆ กัน การดำรงอยู่ของ “เดือนสามหลามเหนียว” ในปัจจุบันแม้จะกลายเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านน้ำแคบ” แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์ของชุมชนแบบหลวมๆ ตามบริบทโครงสร้างของสังคมปัจจุบัน ความทรงจำร่วมเหล่านี้จึงอยู่ในลักษณะอ่อนเปลี้ยเลือนราง ดังนั้น “ เดือนสามหลามเหนียว” จึงไม่ใช่ “ศูนย์กลาง” ของการสร้างพลังของชุมชนบ้านน้ำแคบอีกต่อไป ภาพที่เคยปรากฏในปัจจุบันจึงเป็นเพียงฉากหนึ่งในการประกอบสร้างพื้นที่ชุมชนบ้านน้ำแคบ ให้เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ท่ามกลางฉากอื่นๆ ที่รวมกันประกอบสร้างความเป็นชุมชนแห่งนี้อีกมากมาย

การประกอบสร้าง “ฉากอดีต” ขึ้นมาเป็นความทรงจำ หรือการระลึกได้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในบางครั้งแม้เวลาจะล่วงเลยนับทศวรรษ แต่ในความรู้สึกของผู้เล่า เหตุการณ์บางอย่างเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งนี้เพราะฉากอดีตเหล่านั้นไม่ได้ติดอยู่กับ “เวลา” ในทรรศนะของผู้เล่า แต่การตราตรึงที่เกิดขึ้นมาจากตัวของ “เหตุการณ์” ที่มีฐานะสำคัญในตัวมันเอง เช่นกรณีเหตุการณ์นั้นๆ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวผู้เล่า และแน่นอนที่สุด “อารมณ์” ของผู้เล่าย่อมให้ความสำคัญนิ่งต่อตัวเหตุการณ์ที่เป็นฉากประสร้างจากมโนสำนึกแห่งอดีต ขณะที่เหตุการณ์เดียวกันเมื่อเปลี่ยนตัวผู้เล่า บางทีดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจหรือตื่นเต้นใดๆ นัก เพียงแต่สามารถทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้เพียงแต่ว่าเคย “เกิดปรากฏการณ์” ดังนั้นภาพความทรงจำที่ “ประกอบสร้าง” จากอดีต จึงไม่มีศูนย์กลางที่นิ่งตายตัว ขึ้นอยู่กับ “ค่า” ที่ผู้เล่าได้ให้น้ำหนัก แล้วกลั่นกรองถ่ายทอดออกมา และเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “เนื้อหาสาระ” ที่ผู้ฟังในประเด็นเดียวกันได้อรรถรสต่างกัน และให้ค่าน้ำหนัก รวมไปถึงการส่งผลให้เกิดการตีความที่ต่างกันไปด้วย

การเปลี่ยนแปลง “ศูนย์กลาง” (การให้ความสำคัญต่อส่วนประกอบสร้างประเด็น ต่างๆ ในทรรศนะของผู้เล่า ที่นำมาเลือกใช้) ของเรื่องเล่า เช่น การพูดถึงพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ผู้เล่าบางคนให้ศูนย์กลางของเรื่องเล่าอยู่ที่การเดินทางมาร่วมสร้างหรือบูรณะ ในขณะบางคนให้จุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่การทำบุญพระบรมธาตุฯ หรืออีกคนอาจให้ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ การแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นต้น เมื่อ “ศูนย์กลาง” เปลี่ยนไป บริบทของเรื่องราวก็เปลี่ยนไปด้วย ภาพของพระบรมธาตุฯ จึงเป็นความลื่นไหลที่ไม่ได้หยุดนิ่งเป็น “วัตถุ” ในประวัติศาสตร์อย่างที่คิด

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook