บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

อุทิศ สังขรัตน์

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น
พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม
จาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่ “พื้นที่และชุมชนประวัติศาสตร์”
พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม
พื้นที่อันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พื้นที่อันเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง

พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม

“ความทรงจำ” คือ ปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งบางคนอาจเรียกความทรงจำว่า “ประสบการณ์ชีวิต” แต่ประสบการณ์ของแต่ละคนมิใช่เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น หากเป็นประสบการณ์ของชีวิตตนเองที่ผสมผสานเข้ากับชีวิตครอบครัว ที่สำคัญ ประสบการณ์ชีวิตยังประกอบด้วยพลังที่สำคัญของความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะส่วนที่ตัวเองสัมพันธ์อยู่ร่วม ซึ่งได้เชื่อมและกำหนดชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวให้มีความหมายรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นมา ความทรงจำนี้จะบอกว่าเราเป็นใครมาจากไหน (อรรถจักร สัตยานุรักษ์, http://www.bangkokbinews.com : สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2553 )

จากประสบการณ์ของปัจเจกทั้งกรณีความสัมพันธ์กับคนในสังคม การทำกิจกรรมใดๆ หรืออยู่ในเหตุการณ์ร่วมกันจนเกิดเป็นความทรงจำร่วมของคนในสังคม การจดจำจะเกี่ยวข้องกับการหลอมรวมภาพลักษณ์และอุดมคติจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม “พื้นที่ความทรงจำ” (sites of memory) จึงมาจากปัจเจกชนกับกลุ่มสังคม ความทรงจำร่วมของคนในสังคมก่อให้เกิดเอกภาพในสังคม ทำให้สังคม “มีเรื่องเล่า” ซึ่งหล่อหลอมให้เกิดอัตลักษณ์ทางสังคมขึ้น (Maurice Halbwach : 1983) และอัตลักษณ์เหล่านี้ก็จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความเป็นชุมชน อันมีพื้นที่ประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ปิแอร์ นอร่า (Pierre Nora : 1984,อ้างใน เยาวนุช เวศร์ภาดา,2545 : 33) ได้เสนอว่าในความเป็นจริงแล้วสังคมหาได้เป็นเอกภาพตามอุดมคติไม่ แต่ “ความทรงจำ” ได้ก่อรูปขึ้นในปริมณฑลของการต่อสู้แย่งชิง และการแบ่งแยก ทั้งนี้จากการศึกษา “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างชาติของฝรั่งเศส ซึ่งได้นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของการสร้างความทรงจำผ่านสัญลักษณ์บนพื้นที่เพื่อทดแทนอัตลักษณ์ทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็น “พื้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์” หรือเป็น “บริบทอันศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งชุมชนได้จินตนาการว่าตนเองได้เข้าไปอยู่

อย่างไรก็ดี รูปธรรมของ “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ครอบคลุมบริบทของพื้นที่และเวลา นับตั้งแต่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ (landscape) พรมแดนประเทศ บุคคลในประวัติศาสตร์ อนุสาวรีย์ อาคาร ภาษา วรรณกรรม คำขวัญ อนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ วัตถุทางศิลปะ และสัญลักษณ์ จนถึงของที่ระลึก องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้หลอมรวมขึ้นเป็น “อาณาจักรแห่งความทรงจำ” ซึ่งถูกสร้างขึ้นแทนสิ่งที่ไม่มีอยู่ในขณะนี้อีกแล้ว ภาพอดีตที่ถูกสร้างขึ้นมา ถือเป็นปฏิบัติการทางความหมาย (hermeneutic practice) ซึ่งเกิดจากการจัดวางตรรกะของการสร้าง “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ขึ้นมาใหม่ เมื่อนำสถานที่แต่ละแห่งมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ก็จะได้ภาพรวมของสัญลักษณ์ใหม่ที่หมายถึง “ความเป็นชุมชนประวัติศาสตร์” ของพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ “พื้นที่ความทรงจำ” ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่บรรจุร่องรอย หรือการก่อรูปของสำนึกแห่งความทรงจำ ซึ่งผู้มีอำนาจได้เลือกสรรมาเป็นตัวแทนอุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ความทรงจำจะเป็นเรื่องของอดีตอันไกลโพ้น มีความเลือนราง ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำร่วมของคนในสังคม หรือความทรงจำระดับปัจเจกบุคคล แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือที่เป็น “วิทยาศาสตร์” ทำให้ความทรงจำมีความชอบธรรม มีข้อเท็จจริงมาสนับสนุนเป็นที่เข้าใจได้ และก่อประโยชน์ต่อการอธิบายอดีต

ในบริบทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้นั้น การใช้รูปสัญลักษณ์ เป็นสื่อในการสร้างความหมาย ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่พบในงานของคณะยุววิจัยฯ ดังกรณี “พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช” ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่มีทั้งเรื่องราวเล่าขาน มีร่องรอยโบราณสถาน โบราณวัตถุ และบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันเกี่ยวเนื่องกับนครศรีธรรมราชเป็นตัวอย่างของปฏิบัติการทางสังคมที่สามารถมองเห็นความเป็น “ท้องถิ่น”ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “ศาสนาพุทธ” อันมีอิทธิพลต่อพื้นที่ชุมชนโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง สงขลา ไทรบุรี จนถึง ตรังกานู ล้วนมีเรื่องเกี่ยวโยงกับ “พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช” ซึ่งถูกสร้างให้เป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์แห่งอำนาจในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมทางสังคม พลังศรัทธาที่เปรียบเสมือนรัศมีเปล่งประกายจากพระบรมธาตุฯ นั้นสามารถครอบคลุมลุ่มน้ำปากพนัง ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มทะเลสาบสงขลาทุกตารางนิ้วของพื้นที่ ได้นำไปสู่การสร้างตำนาน เรื่องเล่าอย่างมิรู้จบสิ้น เช่น

“ยายแก้ว พันธนาคง อายุ 94 ปี ชาวชุมชนทะเลน้อย ได้เล่าให้คณะยุววิจัยฯ ฟังถึงความเป็นมาของช้างโขลงนี้ จากเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาว่าช้างโขลงนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำนานการสร้างพระบรมธาตุเมืองนครฯ เมื่อครั้งโบราณกาลโดยมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าเมื่อข่าวการสร้างพระบรมธาตุเมืองนครฯ แพร่กระจายออกไปทั่วทุกทิศ ชาวไทยพุทธ จากเมืองไทรบุรี เมืองปาหัง เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานู ที่มีความเลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้นำแก้วแหวน เงินทองเดินทางมาร่วมกันทำบุญกุศล โดยมีการนำสัมภาระต่างๆ บรรทุกหลังช้างเดินทางมา คนกลุ่มนี้เดินทางรอนแรม กันมานานนับเดือน แต่ครั้นพอมาถึงบริเวณทะเลน้อยก็ได้ทราบข่าวว่าพระบรมธาตุฯ ได้สร้างเสร็จและ มีการเฉลิมฉลองเรียบร้อยไปแล้ว จึงต่างเสียใจที่ไม่มี โอกาสได้ร่วมบุญในการ สร้างพระธาตุฯ ต่างพากันขุดหลุมฝังทรัพย์สินไว้ตามที่ต่างๆ ส่วนช้างที่บรรทุก สิ่งของมาทำบุญก็ได้ปล่อยให้เป็นอิสระ ช้างทั้งหลายจึงกระจัดกระจายกันอยู่ ทั่วบริเวณนี้ ” (คณะยุววิจัยฯ โรงเรียนสตรีพัทลุง “ตามรอยช้างค่อมทะเลน้อย”)

และ

“มีชาวจีนคนหนึ่งชื่อ เจ็กฮวด หรือเจ้าฮวด มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านชะอวด (ปัจจุบันตำบลบ้านชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์) มีการเล่าสืบทอดกันมาว่า ในครั้งที่มีการบูรณะพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ครั้งแรก ปลายพุทธศตวรรษ ที่ 23 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีชาวบ้านในแถบหัวเมืองน้อยใหญ่ในแถบภาคใต้นำแก้วแหวนเงินทองและของมีค่าอื่น ๆ เพื่อร่วมในการบูรณะพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช แต่เมื่อนักบุญเดินทางมาถึงที่ดินของเจ้าฮวด ได้ทราบว่าการบูรณะพระบรมธาตุฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้ชักชวนกันไปปรึกษา เจ้าฮวด เมื่อเจ้าฮวดทราบความประสงค์ของผู้ที่เดินทางมาก็เกิดมีจิตศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงได้มอบที่ดินของตนเองให้ทำการสร้างวัดโดยตั้งชื่อว่า "วัดเจ้าฮวด" และได้เรียกเพี้ยนมาเป็น "วัดชะอวด" มาจนถึงทุกวันนี้” (คณะยุววิจัยฯ โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร. “ความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของตลาด ชะอวด”)

และ

เมื่อประมาณ 1,000 ปี มาแล้ว บริเวณเขาพระบาทเคยเป็นชายหาดริมทะเล มีเกาะ มีอ่าว ในสมัยพระเจ้าอโศกราช ได้ก่อสร้างวัด พระบรมธาตุ ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองลังกา ได้อัญเชิญฝ่าพระพุทธบาทมาจากประเทศลังกา เพื่อมาไว้ที่วัดพระบรมธาตุ จึงแล่นเรือออกจากเมืองลังกา เพื่อมายังเมืองนครศรีธรรมราช พอมาถึงอ่าวไกรไทย ก็เกิดพายุ ทำให้เรือสำเภาโดนพายุ เป็นเวลา 2 – 3 วัน จึงนำเรือสำเภาหลบไปในอ่าวไกรไทย เพื่อรอเวลาให้ลมพายุหยุดสงบ ลมก็ไม่หยุด เจ้าเมืองลังกากลัวเรือจะล่มจึงยกฝ่าพระพุทธบาทมาไว้บนหัวเขา พร้อมด้วยทอง 1 โอ่ง (คณะยุววิจัยฯโรงเรียนวัดแดง “รอยพระพุทธบาทในชุมชนเขาพระบาท: ความศรัทธาที่เปลี่ยนแปลงไป”)

หรือ

“ ในสมัยศรีวิชัย ราว พ.ศ. 1773 ตรงกับสมัยพระเจ้าสามพี่น้อง คือพระเจ้าพงษาสุระ ขณะที่เมืองนครกำลังมีงานสมโภช พระบรมธาตุเจดีย์อยู่นั้น คลื่นได้ซัดผ้าแถบผืนหนึ่ง ซึ่งมีลายเขียนเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งเรียกว่า ผ้าพระบฏขึ้นฝั่งที่ปากน้ำปากพนัง ชาวปากพนังจึงนำผ้าดังกล่าวไปถวายพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงให้จัดงานฉลอง แล้วนำผ้าดังกล่าวขึ้นห่มองค์พระธาตุเจดีย์ นับแต่นั้นมาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทุกพระองค์ก็ได้มีการนำผ้าพระบฏไปห่มพระธาตุเจดีย์ทุกๆ ปี เรียกว่าประเพณี แห่ผ้าขึ้นธาตุ” (คณะยุววิจัยฯโรงเรียนสตรีปากพนัง “ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของปากพนังยุคโรงสีไฟ ”)

ดังนั้น “พื้นที่ความทรงจำ” อันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมธาตุฯ ในรูปของสัญลักษณ์แทนความหมายถึงอิทธิพลความเชื่อ และพลังศรัทธาต่อพุทธศาสนาอันส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนในภาคใต้ส่วนล่าง จึงเป็นปฏิบัติการทางสังคม (social practice) ต่อการสร้างความทรงจำ มิใช่การเป็นสืบหาที่มาของความทรงจำ การให้ความสำคัญต่อการประกอบสร้างเหตุการณ์เพื่อตอกย้ำความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นการสร้างพื้นที่ทางสังคม โดย “พื้นที่” ดังกล่าวมิได้มีความหมายถึงพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น หากแต่รวมความไปถึงพื้นที่ในบริบทของความเชื่อ ความศรัทธา อันมีความหมายร่วมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถ “ข้ามภพ ข้ามเวลา” เช่น เราไม่สามารถเอาปี พ.ศ.มากำหนดได้ว่าหลังจากที่มีการสร้างพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชแล้ว คนในภาคใต้ในอดีตมีความศรัทธาพระบรมธาตุฯ ตั้งแต่ พ.ศ.ใดถึง พ.ศ.ใด หรือเวลาช่วงใดมากกว่าช่วงเวลาใด เป็นต้น



กระบวนการนำเรื่องเล่าประเภทมุขปาฐะ หรือตำนาน มาสนับสนุนความเป็น “ประวัติศาสตร์” ดังกล่าวนี้ เป็นกระบวนการหนึ่งที่พยายามสร้างความหมายให้กับชุมชน ดังนั้นการทำความเข้าใจอดีตของชุมชน ผ่านเรื่องเล่าที่เป็นฉาก เป็นตอน และบางทีก็ไม่ต่อเนื่องจนสามารถเห็นความเคลื่อนเปลี่ยนหรือภาพรวมของชุมชนทั้งองคาพยพได้ ซึ่งการขาดช่วงขาดตอนของ “อดีต” ในชุมชนนั้น อาจจะปรากฏขึ้นมาใหม่เพื่อ “รื้อฟื้นความหมาย” ของเหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งมากกว่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาสืบหาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นความจริงหรือไม่

ผู้เขียนเห็นว่าการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้ของทีมยุววิจัยฯ จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายว่านี่คือการเข้าถึง “ความจริง” และหากตั้งคำถามว่า แล้ว “ความจริง” มีอยู่จริงหรือไม่? ”ความหมายของเหตุการณ์” ถูกนำไปสร้างเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพื่อสร้างความหมาย และอัตลักษณ์ของท้องถิ่นโดยนำเกร็ดอดีตมาเชื่อมโยง และทุกคนเกือบไม่มีใครถามว่า การแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไร แต่ทุกคนรู้ว่า “มีมานานแล้ว” และพร้อมที่จะสร้างความหมายเหล่านี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป เพราะนี่คืออัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่ทุกคนมีสำนึกร่วม

อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในชุมชนล้วนเป็น “พื้นที่ความทรงจำ” ที่เป็นการนำประสบการณ์ในอดีตมาสร้างเป็นภาพใหม่ที่สามารถมองเห็น “ความเป็นอดีต” แต่ “ความเป็นอดีต” ที่ถูกนำกลับบอกเล่าในรูป “มุขปาฐะ” ดังกล่าวนั้น เป็นการเรียงร้อยขึ้นมาโดยการ “เลือกหยิบ” ประเด็นความทรงจำบางส่วนขึ้นมาฉายใหม่ ดังนั้นความทรงจำบางส่วนเหล่านี้จึงไม่ใช่ตัวแทนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมด ภาพที่เกิดขึ้นใหม่จากพื้นที่ความทรงจำจึงเป็นเพียงภาพ “ตัวแทน” ของอดีตกาลเฉพาะบริบท หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าภาพอดีตกาล ของแต่ละบริบทก็คือ “สัญลักษณ์” ในการประกอบสร้างเพื่อสนับสนุนชุมชนขึ้นเป็น “พื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์” ดังเช่น

“บ้านทุ่งค่าย นับเป็นสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของภาคใต้ เพราะเคยเป็นที่ตั้งค่ายทหารจากนครศรีธรรมราชที่มาสมทบกับทหารเมืองตรัง เพื่อต่อสู้กับพวกขบถแขกที่ยกเข้าโจมตีเมืองตรังในปี พ.ศ. 2381 ดังมีเรื่องปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่าเมื่อ พ.ศ. 2381 ตนกูหมัดสะอัดและตนกูอับดุลละ หลานเจ้าพระยาไทรอับดุลละ คบคิดกับโจรสลัดชื่อ หวันมาลี ซึ่งอยู่ที่เกาะยาวหน้าเมืองภูเก็ต ยกทัพเข้าตีเมืองไทรบุรีและเมืองตรังได้สำเร็จ

หลังจากยึดเมืองตรังได้แล้ว หวันมาลีแขกสลัดได้เข้ามาอยู่รักษาเมืองตรัง ภายหลังกองทัพจากนครศรีธรรมราชสมัยเจ้าพระยานคร (น้อย) สมทบกับทหารเมืองตรังเข้าทำการสู้รบกับทัพของ หวันมาลีโดยตั้งค่ายทหารอยู่ที่บ้านทุ่งค่ายแห่งนี้ ท้ายสุดแขกสลัดหวันมาลีก็แตกพ่ายทิ้งเมืองตรังหลบหนีไป (คณะยุววิจัยฯโรงเรียนตรังรังสฤษฏ์ “ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชนบ้านทุ่งค่ายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”)

ปฏิบัติการทางสังคมที่เห็นได้ชัดก็คือ “ความพยายามในการสร้างตัวตน” ของท้องถิ่นโดยการสะท้อนอัตลักษณ์ นับตั้งแต่โครงสร้างทางสังคม ชุมชน ศาสนา และวัฒนธรรม การโลดแล่นของตัวละครอันเป็นบุคคลในอดีตที่เกี่ยวข้องกับบริบทของ “พื้นที่” ทั้งที่ปรากฏในลักษณะ ”รูปลักษณ์” และ “จิตลักษณ์”

อย่างไรก็ดี การสร้างพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ภาคใต้อันเกี่ยวโยงกับ “ท้องถิ่น” แม้เป็นปฏิบัติการทางสังคมที่คนในท้องถิ่นพยายามแสวงหาความหมายให้กับตนเอง แต่สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ กระบวนการและแนวคิดในการสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวไม่สามารถที่จะสลัดการครอบงำของประวัติศาสตร์ชาตินิยมได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะกลไกทางสังคม ศาสนา และการเมือง หลายประการที่ส่งผลต่อการ “เปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่น กลับนำไปสู่การยึดโยงกับประวัติศาสตร์ชาติ ในขณะที่ท้องถิ่นเองพยายามแสวงหาความหมาย โดยในแต่ละความหมายเหล่านั้นย่อมมีผลอกมาว่าต้องการยืนยันหรือปฏิเสธ “ความเป็นศูนย์กลาง” ของอำนาจรัฐ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook