บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคใต้

อุทิศ สังขรัตน์

ท้องถิ่นภาคใต้ : อาณานิคมแห่งรัฐ และตัวตนของท้องถิ่น
พื้นที่ความทรงจำ : ภาพประกอบสร้าง กับ ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป
พื้นที่ความทรงจำ : ปฏิบัติการทางสังคม
จาก “พื้นที่ความทรงจำ” สู่ “พื้นที่และชุมชนประวัติศาสตร์”
พื้นที่อันเป็นปริมณฑลของความศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม
พื้นที่อันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
พื้นที่อันเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง

พื้นที่อันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคม

พื้นที่ความทรงจำอันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคมเป็นพื้นที่ ที่สร้างความหมายให้ชุมชนผ่านรูปแบบ “อุบัติการณ์” ที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตพื้นที่ของชุมชน ซึ่งคนในชุมชนมีส่วนรับรู้ อยู่ในเหตุการณ์ร่วม อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างปกติ แต่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง ภาพความทรงจำจึงมีลักษณะ “ตราตรึง/ฝังลึก” และแน่นอนที่สุดปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของปรากฏการณ์ที่เกิดจากการกระทำต่อสังคมอันเดียวโดดๆ แต่เป็น “ชุดของการกระทำ” และเมื่อประกอบกันขึ้นเป็นเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ก็จะสร้างความหมายให้ชุดการกระทำนั้นๆ ภายใต้บริบทปลีกย่อยซึ่งมีกลไกทางสังคมเป็นตัวกำกับ และสะท้อนออกมาเป็นเหตุการณ์ ชุดของการกระทำดังกล่าว เช่น อุดมการณ์ ความไม่เท่าเทียม เป็นต้น

การเกิดขึ้นของค่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)ในชุมชนเขาแก้ว ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ในงานศึกษาของทีมยุววิจัยฯ จากโรงเรียนตะแพนพิทยา ได้พยายามสะท้อนให้เห็นถึงการใช้พื้นที่เพื่อสะท้อนปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นรอยจารึกในมโนสำนึกที่ชุมชนเขาแก้วยังจดจำ และถูกถ่ายทอดมาเป็นเรื่องเล่า ทั้งนี้เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่คนในชุมชนโดยรวมได้รับผลกระทบจนกลายเป็นบาดแผลในห้วงสำนึก อันนำไปสู่ความทรงจำที่คนร่วมยุคสมัยยากที่จะลืมเลือน ดังความว่า

“...เขาแก้วเลยกลายเป็นฐานการเคลื่อนไหวของนักรบประชาชนค่ายหนึ่งในหลาย ๆ แห่งที่ตั้งอยู่ในเขตป่าของเทือกเขาบรรทัด สำหรับการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในครั้งนั้นชาวบ้านเขาแก้วยังคงมีบาดแผลฝังใจ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสียหายทางด้านทรัพย์สินและร่างกาย บ้างก็ได้รับบาดเจ็บพิการแขนขา บ้างก็เสียชีวิต และบ้างก็สูญเสียญาติพี่น้องไปจากเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงของประวัติศาสตร์การสู้รบดังกล่าว ประวัติศาสตร์ของชุมชนเขาแก้วในช่วงปี พ.ศ. 2508 ถึงช่วงประมาณปี พ.ศ. 2524...” (โครงการยุววิจัยฯโรงเรียนตะแพนพิทยา “เขาแก้วดินแดนประวัติศาสตร์การสู้รบ”)

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเขาแก้วได้สะท้อนให้เห็น “แรงขับ” บางอย่างในชุดของการกระทำที่ทำให้ชุมชนเคลื่อนตัวจากความเป็นปกติวิสัย ไปสู่การตั้งรับและปรับตัว ขณะเดียวกันคนในชุมชนก็พยายามแสวงหาทางออกให้กับตนเองและครอบครัว ในขณะที่ความเป็นชุมชนกำลังสั่นคลอน พลังทางสังคมที่มีอยู่เดิมกลายเป็นกลไกที่ทำงานอย่างติดขัด การหาทางออกให้กับชุมชนขาดศูนย์รวมและพลัง ขณะที่บริบทของพื้นที่กลายเป็น “เป้าหมาย” ของชุดการกระทำ

อย่างไรก็ดี ภายใต้พื้นที่ความทรงจำเหล่านี้ อุบัติการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นได้สร้างความหมายให้กับชุมชนแบบมีส่วนร่วม กล่าวคือคนในชุมชนได้รับผลกระทบจากอุบัติการณ์อย่างทั่วหน้า การมีปฏิกิริยาร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และอยู่ตรงกลาง เหล่านี้ถือเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์ทั้งสิ้น ทำให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ใหม่ ผู้ที่เข้าร่วมขบวนการ พคท. เรียนรู้ถึงอุดมการณ์ ระเบียบวินัย และวิถีปฏิบัติในฐานะฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็กลายเป็นกลุ่มทหารบ้าน ทหารพราน ฯลฯ ปรากฏการณ์ดังกล่าวทุกเสี้ยวส่วนของวิถีจึงเป็นพื้นที่ความทรงจำอันตราตรึง อันนำไปสู่คำตอบว่าเหตุใดชุมชนจึงเลือกจำ หรือไม่เลือกจำเหตุการณ์นี้ ทั้งนี้คำตอบจึงอยู่ที่ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็น “อุบัติใหม่” ที่ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต ทั้งการดำเนินชีวิตเป็นการชี้เป็นชี้ตายที่ยังหาจุดจบไม่พบ

 

การเลือกพื้นที่ชุมชนเขาแก้วเป็นเป้าหมายภายใต้ชุดอำนาจของ “อุดมการณ์” ชุมชนจึงกลายเป็นผู้ถูกกระทำและถูกสร้าง “ความหมายใหม่” ทั้งการสร้างแนวร่วมของ พคท. โดยใช้คนในชุมชน หรือการสร้างกลุ่มทหารบ้าน ล้วนเป็นการหาความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์ทั้ง 2 ขั้ว ชุมชนเล็กๆ เช่นเขาแก้ว จึงมีลักษณะเป็น “ขอเกี่ยว” (linchpin) ระหว่าง 2 ขั้วอุดมการณ์ แทนที่ชุมชนจะเป็นพื้นที่ที่สร้างความหมายแบบปกติ เช่น ความสงบสุขแบบชนบท ความโอบอ้อมอารี/ความมีเมตตาแบบชาวบ้านในวิถีพุทธฯลฯ แต่ชุดการกระทำได้สร้างชุมชนเป็นแบบอื่น นั่นคือชุมชนเป็น “พื้นที่ของการต่อสู้” ภาพของชาวบ้านที่เคยจับจอบ พร้า เสียม ฯลฯ ต้องกลายมาเป็นผู้จับปืน อาวุธ ความหมายใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นนี้ทำให้ชุมชนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ของปรากฏการณ์ทางการเมือง

การนำอดีตของอุบัติการณ์มาฟื้นใหม่เหมือนการฉายภาพอดีตในห้วงสำนึกของผู้เล่า ทีมยุววิจัยฯ ผู้รับฟังการบอกเล่าได้สร้างจินตนาการทางด้านพื้นที่ขึ้นมาโดยพยายามเก็บสารัตถะมาเชื่อมโยง พื้นที่ชุมชนชนจึงเป็นพื้นที่ที่มีร่องรอยย่นยับ และขรุขระ มิได้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าเฉยๆ ริ้วรอยดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน แล้วนำไปแปรความหมายให้เป็นพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์

กรณีการศึกษาของคณะทีมยุววิจัยฯ โรงเรียนท่าชนะ ในเรื่อง “เขาคันธุลีกับ สงครามโลกครั้งที่ 2” เช่นเดียวกัน แม้ว่าบริเวณพื้นที่เขาคันธุลีเคยเป็นพื้นที่ที่มีร่องรอยโบราณสถาน และโบราณวัตถุทั้งศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ แต่ความเป็น “ชุมชนโบราณ” กลับไม่ได้ถูกนำมากล่าวถึงนัก การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ของทีมยุววิจัยฯ ชุดนี้ เป็นการเลือกหยิบเอา อุบัติการณ์ “สงครามโลกครั้งที่ 2” มาเป็น “ศูนย์กลาง” ของการสร้างพื้นที่ความทรงจำซึ่งเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ประวัติศาสตร์ชุมชน

อุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นกับชุมชนเขาธุลี ในเรื่อง “การตั้งค่ายของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บริเวณเขาคันธุลี ที่ปู่ย่า ตา ยาย หรือ ทวด ของแต่ละบ้านเล่าให้ลูกหลานฟัง” มิเพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมเท่านั้น แต่การตราตรึงในลักษณะ “ตื่นตาตื่นใจ” กับเหตุการณ์อันเป็นรอยประทับให้กับผู้คนร่วมสมัยกับเหตุการณ์นั้นยากที่จะลืมเลือน ทั้งนี้เพราะการรับรู้ของคนในชุมชนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เข้ามาซ้อนทับพื้นที่และเรื่องราวเดิมที่เป็นเคยปกติของชุมชน ปรากฏการณ์ใหม่ที่ซ้อนทับจึงมิได้กลายเป็นเพียง “เรื่องเล่า” ธรรมดาที่ผู้อาวุโสในชุมชนถ่ายทอดแต่นี่คือ “พื้นที่ความทรงจำที่ฝังรอย” ดังความว่า

“เช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่นหนึ่งกองพันได้มาขึ้นฝั่งที่ปากน้ำหลังสวน โดยสารรถไฟจากอำเภอหลังสวน มายังสถานีรถไฟคันธุลี...” “เมื่อทหารญี่ปุ่นมาตั้งค่าย ได้สร้างค่ายบริเวณที่ราบของเขาน้อยริมคลองคันธุลี เป็นช่องเขาระหว่างเขาใหญ่กับเขาน้อย สร้างเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงประมาณ 2 เมตร ยาวเรียงเป็นแถวยาว แล้วแบ่งกั้นเป็นห้อง ๆ ส่วนห้องริมสุดเป็นที่เก็บอาวุธปืน มีปืนวางเรียงเป็นแถวยาว หัวหน้านายทหารญี่ปุ่นสร้างเป็นห้างอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ทำบันไดขึ้นไป ด้านหน้าค่ายหันเข้าหาคลองคันธุลี ด้านหลังค่ายเป็นที่ราบหน้าเขาน้อย” (คณะยุววิจัยฯ โรงเรียนท่าชนะ “เขาคันธุลีกับ สงครามโลกครั้งที่ 2”)

พื้นที่บริเวณเขาคันธุลี จึงมิใช่เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะแก่การตั้งค่ายของทหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เป็น ”พื้นที่ทางสังคม” เพราะคนในชุมชนได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ เรื่องราวต่างๆ ที่ทหารญี่ปุ่นได้กระทำ ทั้งการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านในชุมชน รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเกิดผลกระทบกับวิถีดำเนินชีวิต

การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ผ่านพื้นที่ความทรงจำอันเกิดจากปรากฏการณ์ทางสังคมไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าชุดการกระทำได้เข้ามายึดพื้นที่ชุมชนตามลักษณะของปรากฏการณ์เท่านั้น แต่พื้นที่ความทรงจำเหล่านี้ได้พยายามสร้างความหมายให้ชุมชนตามเหตุการณ์ที่ปรากฏซึ่งมีลักษณะเป็น “ฉากๆ” ไป แต่ละฉากที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน การเลือกหยิบแต่ละฉากมาสร้างความหมาย และตีความแล้วให้ค่าความเป็นประวัติศาสตร์จึงนำไปสู่นัยสำคัญว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น การสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็คือ การเลือกหยิบประเด็นปรากฏการณ์อดีตบางปรากฏการณ์มาอธิบายมาอธิบายชุมชนทั้งระบบ และคำตอบที่ได้จะเป็นคำตอบที่ใช้แทนความเป็นชุมชนทั้งองคาพยพได้จริงหรือ

สิ่งที่ควรจะวิเคราะห์ต่อไปก็คือ หากเราเชื่อว่าชุมชนเป็นสิ่งที่มีความจริงทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่รอให้เราเข้าไปรื้อค้น หากเราค้นพบอดีตบางประการที่สามารถเชื่อมโยงระหว่าง พื้นที่/ คน/ เวลา ได้แล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่ แล้วหากเราไม่พบสิ่งใดๆ ที่เป็น “เกร็ด” หรือ “ประเด็น” ที่จะนำมาเชื่อมโยงให้พื้นที่/คน/เวลาเข้ากันได้ เราก็ไม่สามารถที่จะให้ความหมายชุมชนว่าเป็นพื้นที่ชุมชนประวัติศาสตร์หรือไม่

ดังนั้นการสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ จึงอาจเป็นเรื่องทางเทคนิคของ “การจัดวาง” (display) ฉากต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งแต่ละฉากจะจัดวางอย่างไรให้เป็นประวัติศาสตร์เป็นเรื่องทางเทคนิคในการนำเสนอหรือการจัดวาง การนำเสนอที่สามารถนำ “พื้นที่/คน/เวลา” ให้เข้ากันได้อย่างมีนัย มีประเด็นหลัก ประเด็นรองต่างๆ มาเชื่อมร้อยเพื่อสร้างความสัมพันธ์สมบูรณ์ก็จะได้เรื่องราวของชุมชนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีอรรถรส(อันสามารถชี้ให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งที่จะมีฐานะเป็นชุมชนประวัติศาสตร์) เช่นเดียวกับการสร้างละคร นวนิยาย เรื่องสั้น หรือภาพยนตร์ ที่อาจต้องออกแบบวาง “พล็อต” เน้นประเด็นสำคัญ/จุดหักเหของเรื่อง(เช่นเดียวกับการเลือกหยิบอุบัติการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในชุมชนมาจัดฉาก) เพื่อให้ทุกอย่างสามารถร้อยเรียงเชื่อมโยง สร้างนัยความหมาย เป็น “งานสร้าง” ที่สมบูรณ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook