บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีภาคใต้

ตัวอย่างการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีชุมชนโคกพลับ
สภาพชีวิตของคนในชุมชนโบราณโคกพลับ
สิ่งที่ขุดค้นพบที่โคกพลับ ตำบลโพหัก

สิ่งที่ขุดค้นพบที่โคกพลับ ตำบลโพหัก

สิ่งที่ขุดค้นพบจำแนกได้ดังนี้

  1. กำไลหิน พบทั้งที่ทำจากหินสีเขียว และหินสีดำ มีลักษณะคล้ายจักร สันของวงกำไลเป็นสันคมขวานหรือมีดโดยรอบ ทุกวงจะทำขึ้นอย่างปราณีตมันเรียบจนขึ้นเงา มีทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ขนาดใหญ่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ8นิ้ว มีทั้งที่สวมอยู่ในข้อมือของศพและวางรวมไว้ในหลุม
     
  2. ลูกปัดหินพบทั้งที่ทำจากหินสีเขียวและสีส้ม เนื้อหินเป็นสีเขี้ยวหนุมานหรือหยกอย่างอ่อน รูปร่างกลมแบนเจาะรูตรงกลางสำหรับใช้วัสดุประเภทเส้นใยร้อยเป็นพวงใช้คล้องคอ ส่วนใหญ่พบวางเรียงอยู่รอบๆคอศพคล้ายคล้องคอไว้แต่จำนวนลูกปัดในแต่ละพวงไม่เท่ากัน
     
  3. ต่างหูหิน พบทั้งที่ทำจากหินสีเขียว สีส้ม และสีน้ำตาล เนื้อหินเป็นสีเขี้ยวหนุมานหรือหยกอย่างอ่อนเหมือนกับหินที่ใช้ทำลูกปัด รูปร่างเป็นแผ่นแบนกลมบ้างรีบ้าง ตรงกลางเจาะรูกลมและมีร่องผ่าไปสู่ขอบด้านนอกเพื่อใช้สำหรับหนีบคาบติดไว้กับติ่งหู ส่วนใหญ่พบอยู่ด้านข้างของกะโหลกศีรษะ
     
  4. หินบดยา เป็นแท่งหินสีเขียว กลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5เซนติเมตร พบเพียงครึ่งท่อนปะปนอยู่ในกองกระดูกสัตว์นอกหลุมศพ
     
  5. ขวานหิน เป็นแผ่นหินสีเทารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกว้างประมาณ2นิ้ว ด้านที่เป็นคมมีลักษณะคล้ายคมมีดหรือคมขวานในปัจจุบัน ผิวขัดมันเรียบ พบเพียงชิ้นเดียว
     
  6. กำไลสำริดแบน เป็นกำไลที่หล่อจากโลหะสำริด เลียนแบบกำไลหินสันของวงกำไลโดยรอบเป็นแผ่นเรียบ พบเพียงวงเดียว
     
  7. กำไลสำริดกลม เป็นกำไลข้อมือหล่อด้วยสำริด เป็นเส้นกลมคล้ายเส้นลวดขนาดใหญ่ผิวเรียบ พบสวมไว้กับข้อมือศพข้างละ 2-3วง มากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นอยู่ของผู้ตาย
     
  8. ปลอกแขนสำริด เป็นกำไลข้อมือรูปทรงกระบอก หล่อจากโลหะสำริดขนาดความยาวประมาณ6-7นิ้ว ผิวภายนอกดุนเป็นตุ่มเล็กๆเพื่อความสวยงามบริเวณกึ่งกลางโดยรอบมีหนามเตยแหลมยื่นออกมาคล้ายพันเฟือง พบเพียง 3อัน บางอันสวมอยู่ที่ข้อมือศพ บางอันวางไว้ในหลุมศพ
     
  9. ใบหอกสำริด เป็นลักษณะของหอกใบข้าวหล่อจากโลหะสำริด มีบ้องสำหรับไว้สวมกับด้าม พบเพียงเล่มเดียวฝังรวมอยู่ในหลุมศพ
     
  10. เบ็ดสำริด เป็นเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่หล่อด้วยโลหะสำริด ตะกรุดขมวดเป็นปมสำหรับใช้เส้นใยผูก ปลายมีเงี่ยง พบเพียงชิ้นเดียว พบในชั้นดินนอกหลุมศพ
     
  11. แท่งสำริดคล้ายเขาสัตว์ เป็นแท่งสำริดกลมภายในกลวง ปลายข้างหนึ่งสอบเข้าหากันปิดตันกลมมนคล้ายเขาสัตว์ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร พบเพียง2 ชิ้นอยู่ในหลุมฝังศพ
     
  12. หวีทำจากกระดูกสัตว์ (หรืองาช้าง) เป็นกระดูกสัตว์หรือไม่ก็งาช้าง กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ7 เซนติเมตร รูปสี่เหลี่ยมปลายสอบเล็กน้อย มีลวดลายแกะสลัก ด้านล่างผ่าเป็นซี่ๆเหมือนหวีในปัจจุบัน พบเพียง2อันวางอยู่บนศีรษะศพ
     
  13. กำไลข้อมือทำจากกระดูกสัตว์หรืองาช้าง เป็นกำไลข้อมือลักษณะเดียวกับกำไลสำริดกลม ทำจากกระดูกสัตว์หรือไม่ก็งาช้าง สวมอยู่ในข้อนมือศพซ้อนกันข้างละหลายๆวง
     
  14. กำไลข้อมือทำจากเปลือกหอย เป็นกำไลข้อมือลักษณะเดียวกับกำไลสำริดกลม พบเพียง1ชิ้น
     
  15. กำไลข้อมือรูปดาวเทียมทำจากเปลือกหอย เป็นกำไลข้อมือแบบมีสัน เหมือนกำไลหิน แต่แทนที่สันของกำไลจะคมเหมือนใบมีดกลับมาทำหนามแหลมยื่นเป็นแฉกคล้ายดาว ทำจากเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่
     
  16. กำไลข้อมือรูปดาวทำจากกระดองเต่า ลักษณะเดียวกับกำไลเปลือกหอยแต่ทำขึ้นจากกระดองเต่า
     
  17. กำไลดินเผา เป็นกำไลข้อมือชนิดมีสันเช่นเดียวกับกำไลหินและกำไลสำริดแบนแต่ทำจากดินเผาเนื้อค่อนข้างหยาบขนาดเล็ก
     
  18. พานดินเผา เป็นภาชนะรูปพานทำจากดินเผาฝีมือประณีต เนื้อดินสีเทาวางอยู่บริเวณปลายเท้าและศีรษะของศพ เป็นศิลปะสมัยทาราวดี
     
  19. หม้อดินเผา เป็นภาชนะรูปหม้อส่วนใหญ่มีขนาดเล็กเนื้อดินเผาสีแดงผิวเรียบ ก้นมน ปากผายและคอหยัก ฝีมือการปั้นไม่ค่อยประณีต ที่เป็นหม้อขนาดใหญ่พบเพียง 2ใบ รูปร่างคล้ายหม้อทะนนมีลายภายนอก เป็นลายก้านไม้ขีด เป็นศิลปะสมัยทาราวดี
     
  20. จานดินเผา เป็นภาชนะรูปคล้ายจาน ทำด้วยดินเผาสีแดง พบเพียงชิ้นเดียว ที่ก้นเป็นขอบชักวงกลมตั้งได้ ลายภายนอกเป็นลายก้านไม้ขีด
     
  21. ชามดินเผา เป็นภาชนะดินเผารูปคล้ายชามที่ใช้กันในปัจจุบัน ทำด้วยดินเผาสีแดง ภายนอกเป็นรอยนิ้วมือกด
     
  22. ชามดินเผาก้นมน เป็นภาชนะดินเผาคล้ายหม้อตาล ขอบปากตั้ง ก้นมน พบเพียงชิ้นเดียววางครอบอยู่ที่ศีรษะศพ
     
  23. ถ้วยดินเผา เป็นภาชนะดินเผาเนื้อหนารูปร่างคล้ายกะลามะพร้าว ผิวเรียบ ปั้นขึ้นอย่างหยาบๆ เข้าใจว่าเป็นถ้วยใส่เครื่องเซ่นในหลุมฝังศพ
     
  24. ฝาหม้อดินเผา เป็นภาชนะดินเผารูปร่าง ฝาละมี เหมือนฝาชีที่มียอดชักขอบเป็นวงกลมสูงให้สามารถจับถือได้
     
  25. ลูกกระสุนดินเผา เป็นดินปั้นกลม ผิวเรียบ เผาสุกแกร่ง พบในระดับดินชั้นตื้นๆ
     
  26. ภาชนะดินเผาทรงกระบอกลายเรขาคณิต เป็นภาชนะดินเผาทรงกระบอกปลายสอบเข้าหากันเล็กน้อย ก้นมน ภายในกลวง มีรูกลมเจาะไว้ตรงกลาง ไม่ปิดตันเหมือนด้านก้น ผิวด้านนอกเขียนเป็นเส้นลายเรขาคณิตเป็นรอยลงบนเนื้อดินฝีมือการปั้นประณีต
     
  27. รางดินเผา เป็นเครื่องปั้นดินเผาสีแดงเนื้อหนารูปร่างคล้ายรางดินปลายนอกบานออก ก้นแคบปิดตัน
     
  28. หินดุ เป็นเครื่องปั้นดินเผาคล้ายดอกเห็ดผิวเรียบมีหลายขนาด
     
  29. ดินเทศ เป็นดินฝุ่นสีแดง พบกองอยู่บนหน้าอกศพบางศพ
     
  30. เปลือกหอยและกระดูกสัตว์ เป็นซากเปลือกหอยทะเล เปลือกหอยน้ำจืด ก้างปลาและกระดูกสัตว์ชนิดต่างๆฝังรวมอยู่ในหลุมฝังศพ พบเกือบทุกหลุม

       จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณบริเวณโคกพลับจะต้องเป็นชุมชนในสมัยเดียวกับ นครปฐมโบราณ อู่ทอง และคูบัวซึ่งเรียกกันว่า “สมัยก่อนประวัติศาสตร์ “หรืออาจจะเก่ากว่านั้นอย่างแน่นอน ในด้านการคมนาคมติดต่อกับชุมชนอื่นๆ พบว่าชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลปากอ่าวไทยทางด้านใต้เพียง20กิโลเมตรเศษเท่านั้น พร้อมกับตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน มีร่องรอยของลำน้ำเก่าเชื่อมโยงติดต่อกับแหล่งชุมชนโบราณที่มีความเจริญได้ทุกแห่ง การศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า การติดต่อค้าขายระหว่างอินเดียและจีนทางทะเล ในระยะแรกๆนั้นได้ใช้วิธีการขนสินค้าผ่านเข้ามาจากชายฝั่งทะเลประเทศพม่า ผ่านเจดีย์สามองค์ ล่องลงมาตามลำน้ำแควน้อยและลำน้ำแม่กลองมาทำการขนถ่ายสินค้าลงเรือสำเภาจีนบริเวณปากอ่าวไทย ซึ่งเคยเข้าใจว่าน่าจะเป็นบริเวณเมืองนครปฐมและคูบัวนี้เอง ดังนั้นจึงเชื่อได้อย่างแน่นอนว่าชุมชนโบราณบริเวณโคกพลับจะต้องมีอยู่แล้วก่อนที่เมืองนครปฐม เมืองอู่ทอง และเมืองคูบัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นในภายหลัง

หลักฐานที่ค้นพบเหล่านี้ได้ถ่ายทอดบอกเล่าถึงเรื่องราวความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคอดีตเมื่อ1000-3000ปีที่แล้ว ให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันได้รับรู้และเรียนรู้ ถ้าเป็นไปได้แหล่งโบราณคดีโคกพลับควรมีการฟื้นฟูกลับคืนมาเพราะแหล่งโบราณคดีนี้มิใช่ประวัติศาสตร์เฉพาะของคนโพหัก หากแต่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์ของคนไทยทั้งชาติ และลูกหลานควรจะกล่าวขานว่า “โคกพลับเป็นแหล่งอารยธรรมประวัติศาสตร์1000ปี” มิใช่ โคกพลับที่ทิ้งขยะดังเช่นทุกวันนี้

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=293841(online)

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook