บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

ข้อมูลโครงสร้างและสถาปัตยกรรม
การออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ
ประติมากรรมรูปยักษ์ (GIANT SCULPTURES)
ความหมายของการกวนเกษียรสมุทร
ศูนย์การขนส่งสาธารณะ (Public Transportation Center)
ระบบสายพานลำเลียง
หลังคาผาใยสังเคราะห์ (FABRIC MEMBRANE ROOF)

ประติมากรรมรูปยักษ์ (GIANT SCULPTURES)

สืบเนื่องจากขนบธรรมเนียม ความเชื่อและเรื่องเล่าขานมาว่าการปั้นยักษ์ทั้ง 12 ตนทำขึ้นเพื่อปกป้องรักษา วัดพระศรีรัตนศาสดารามและปกปักษ์รักษาบริเวณนี้ให้ปลอดภัยจากภูตผีปีศาจร้าย ยักษ์เหล่านี้เป็นตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่และความงดงามของประติมากรรมไทย ซึ่งปั้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปปั้นยักษ์มีทั้งหมดหกคู่ติดตั้งยืนตระหง่านที่บริเวณประตูทางเข้าที่เป็นทางสู่ภายในวัดฯ รูปปั้นยักษ์หันหน้าเข้าอุโบสถ สื่อความหมายว่ายักษ์เหล่านี้เฝ้าปกปักษ์รักษาพระแก้วจากภูติผีปีศาจร้าย

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดตั้งรูปหล่อยักษ์ทั้ง 12 ตน ที่บริเวณชั้น 2 ของอาคารเทียบเครื่องบิน ยักษ์เหล่านี้แสดงถึงความ ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม เหมือนดั้งผู้คุมให้กับประเทศ แต่ดูเป็นการเชื้อเชิญและดึงดูดสายตาผู้มาเยือน อีกทั้งเป็นการนำเสนอ เรื่องรามเกียรติ์อย่างคร่าวๆ และเชิญชวนให้ผู้พบเห็นไปเยี่ยมชมรูปปั้นยักษ์แม่แบบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รูปปั้นยักษ์ 12 ตน จะตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 2 อาคารเทียบเครื่องบิน โดยมีชื่อดังนี้

การออกแบบโครงสร้างภายนอกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประกอบด้วยลายเส้นแบบไทยที่สวยงามสร้างสรรค์และ ดึงดูดสายตา แม้การก่อสร้างจะใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีการตกแต่งภายในมี แนวทางการนำเสนอรูปแบบหลากหลายด้าน ทางศิลปะท้องถิ่นการนำภาพวาดของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน อย่างแพร่หลายรวมทั้งภาพหายากมาพิมพ์ซ้ำและจัดแสดงภายในท่าอากาศยานให้ผู้โดยสารได้ชื่นชมความงามของศิลปวัฒนธรรมไทย และได้สัมผัสถึงศิลปะในวงกว้าง เรื่องราวในภาพได้นำเสนอวิถีชีวิตความเป็นไทย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีให้กับผู้เยี่ยมชมจากต่างชาติและคนไทยยุคใหม่

แนวคิดออกแบบ

เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็นท่าอากาศยานหลักสำหรับคนต่างชาติที่เข้าออกประเทศไทย จึงมีแนวคิด ในการนำศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของไทยจัดแสดงเพื่อให้เห็นถึงศิลปะขนบธรรมเนียมไทยชั้นเลิศผนังแสดงภาพมีจำนวน ทั้งสิ้น 66 ผนังแต่ละแผงมีขนาด กว้าง 8.20 เมตร สูง 2.80 เมตร แสดงภาพรวม 94 ภาพ อยู่บริเวณทางเดินภายใน อาคารเทียบเครื่องบิน ศิลปินผู้เขียนภาพและผู้ครอบครองภาพหลายองค์กร อาทิ มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงเทพ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะของรัชกาลที่ 9 อนุญาตให้นำภาพเหล่านี้มาแสดงเป็นกรณีพิเศษ ในการจัดทำภาพพิมพ์ต้องมีความละเอียดอ่อนในการคงลักษณะเดิมทางศิลปะทั้งหมดของภาพเขียนต้นฉบับ หากแต่ลักษณะพิเศษหลายอย่างอาจไม่สามารถทำให้เหมือนเดิมทุกประการได้ จึงต้องทดแทนโดยการนำเอาเทคนิคการผลิตภาพขั้นสูง มาใช้เพื่อให้ได้ภาพเหมือนจริงต้นฉบับ ภาพเก่าที่มีคุณค่ามหาศาลได้รับการพิมพ์ซ้ำและเสนอสู่สายตาผู้คนทั่วโลกและ คนไทยรุ่นใหม่ ด้วยการลงทุนที่สมราคา



ประติมากรรม "เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร" Scene of the Churning of the Milk Ocean

ตำนาน

ตามเทวตำนานการกวนเกษียรสมุทรนั้น พระวิษณุได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน แล้วตรัสให้เหล่าเทวาอสูรช่วยกัน ถอนภูเขามันทรคีรี อันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งมณีนพรัตน์ มาตั้งลงในท่ามกลางทะเลน้ำนมที่สถิตอยู่ในไวกูณฑ์สวรรค์ แล้วให้ ช่วยกัน เก็บหาสมุนไพรนานาชนิดมาผสมลงในเกษียรสมุทร และมอบหมายให้จอมนาควาสุกิมาเป็นเชือกพันรอบ มันทรคีรีต่างสายชักโยง โดยออกอุบายยกยอให้เกียรติอสูร ว่าพวกใดมีกำลังเข้มแข็งที่สุดในสามโลกให้มาชักทางฝั่งเศียรนาค เหล่าอสูรหลงกลรีบตรง เข้ายึด ชักทางเศียรพญานาควาสุกิทันที ฝ่ายเทวดาก็มาชักทางหาง ทั้งเทวดาและอสูร ช่วยกันชักดึงมันทรคีรีกันอย่างเต็มกำลัง ให้ภูเขานั้นหมุนเพื่อกวนสมุนไพรให้เข้ากับน้ำนมในทะเล ระหว่างนั้น พญาวาสุกินาคราชซึ่งเจ็บและเหนื่อยล้าจากการที่ร่างกาย ถูกเสียดสีจากการพันรอบภูเขาตลอดเวลา ก็อ้าปากคายพิษเป็น ไฟกรดออกมาทีละน้อย ยังผลให้เหล่าอสูรอ่อนแรงไปตามๆ กัน ตรงข้ามกับเหล่าเทวดาที่ไม่โดนไอร้อน เพราะฉุด ทางฝั่งหาง ซ้ำยังมีพระลักษมีปติช่วยบันดาลฝนให้โปรยปรายชุ่มชื่นตลอดเวลา

ระหว่างการกวนเกษียรสมุทร มันทรคีรีซึ่งได้ใช้การมานานก็เริ่มเอียงคลอน พระนารายณ์ทราบความจึงรีบ อวตารไปเป็น เต่ากูรมาวตาร เพื่อหนุนต้นภูเขาบันทรให้ตั้งตรงขึ้นดังเดิมอีกครั้ง พิธีระหว่างเทวดาและอสูรนี้กินเวลา ยานนานนับพันๆ ปี การกวนเกษียรสมุทรทำให้เกิดของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่างทยอยกันผุดขึ้นมาตามลำดับ สิ่งที่ 13 และ 14 ที่ผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน คือ ธันวันตริ ผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ผุดขึ้นมาทูนหม้อน้ำทิพย์อมฤต ในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรต่างแย่งชิง ของวิเศษ 12 อย่าง ที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พระนารายณ์ก็ทรงแบ่งอวตารพระกาย เป็นสตรีรูปงามราวกับพระศรีลักษมี นามว่า "โมหิณี" ตรงมายั่วยวน เหล่าอสูร และออกอุบายให้เหล่าเทวดาได้ดื่ม น้ำยมฤตหนึ่งในสี่ส่วนก่อน แล้วที่เหลืออีกสามในสี่ส่วน จะให้เหล่าอสูรได้ดื่มกินต่อจากนั้น

แต่อสุรินทร์ราหูได้แปลงกายปะปนเข้าไปในหมู่เทวดา เพื่อรับการปันน้ำอมฤต เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบ จึงขว้างจักรสุทรรศน์ออกไปตัดร่างราหูออกเป็นสองท่อน ในขณะที่กำลังดื่มกินน้ำอมฤตอยู่ แต่ราหูก็ไม่เสียชีวิตด้วยได้ดื่มน้ำอมฤตเป็นอมตะไปแล้ว พระนารายณ์จึงมอบหม้อน้ำ อมฤตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่พระอินทร์ เพื่อนำไปเก็บรักษายังสวรรค์ห้ามผู้ใดแตะต้องอีก สุดท้ายฝ่ายเทวดาซึ่งได้ดื่มน้ำอมฤตเรียบร้อยแล้ว ก็ขับไล่ฝ่ายอสูรทั้งหมดลงจากสวรรค์ไป

ของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่าง

1.ดวงจันทร์ พระศิวะหยิบมาปักไว้บนเกศ
2.เพชรเกาสตุภะ
3.ดอกบัวลอยขึ้นมาพร้อมพระลักษมี
4.วารุณี เทวีแห่งสุรา
5.ช้างเผือกเอราวัณ
6.ม้าอุจฉัยศรพ
7.ต้นปาริชาติ 8.โคสุรภี พร้อมของหอม
9.หริธนู
10.สังข์
11.ปวงเทพีอัปสรสวรรค์
12.พิษร้าย ฝูงนาคและงูสูบพิษไว้
13.ธันวันตริ แพทย์สวรรค์
14.หม้อน้ำทิพย์อมฤต 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook