บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

สวนพฤกษศาสตร์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานสังคมไทย

ระพี สาคริก

      โดยปกติ การทำสวนพฤกษศาสตร์มักนิยมทำกันในประเทศที่อยู่ในเขตอบอุ่นของโลก หรือถ้าจะกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมของสังคมในกลุ่มประเทศดังกล่าวก็ไม่น่าจะผิด

สำหรับประเทศในเขตร้อนรวมทั้งประเทศไทย ต่างก็มีธรรมชาติที่เป็นพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพอยู่แล้ว นับตั้งแต่ความหลากหลายของมวลมนุษยชาติ สานถึงความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ซึ่งคนท้องถิ่นในประเทศเขตร้อน มักมองข้ามตัวเองเป็นส่วนใหญ่ในระดับพื้นฐานจึงมีนิสัยดูถูกสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว

หากนำเอาความแตกต่างทางชีวภาพ ของทั้งสองเขตของโลกมาพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานการจัดการศึกษา ควรสรุปได้ว่า เพราะประเทศในเขตอบอุ่น ขาดความอุดมสมบูรณ์ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่จะนำมาใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการทำสวนพฤกษาศาสตร์ เพื่อเก็บรวบรวมพันธุ์พืชมาใช้ในการศึกษา แม้การจัดการในเรื่องพันธุ์สัตว์ก็เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักมีแนวโน้ม นำมาจากป่าของประเทศในเขตร้อน

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงภาพรวมภายในองค์ประกอบของพันธุ์พืช แม้พันธุ์สัตว์ในระดับโลก ร่วมกับความแตกต่างระหว่างนิเวศวิทยาของพันธุ์ธรรมชาติเหล่านั้น ย่อมมีความสัมพันธ์อยู่กับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในชุมชนท้องถิ่น ดังนั้นเราจึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วสวนพฤกษศาสตร์แม้แต่สวนสัตว์ที่เป็นของจริง ควรจะได้แก่ ป่า ซึ่งเป็นองค์รวมขั้นพื้นฐานของชีวิตซึ่งอยู่ในทุกรูปลักษณะและทุกสภาพซึ่งอยู่ในท้องถิ่นอย่างไม่มีการละเว้น

ส่วนการทำสวนพฤกษศาสตร์หรือแม้แต่สวนสัตว์ สำหรับประเทศในเขตร้อน ควรจะเป็นสถานที่เก็บรวบรวมพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ที่หาได้ยากจากสวนพฤกษศาสตร์ธรรมชาติหรือจากป่าของท้องถิ่น

แต่กระบวนการจัดการศึกษาของประเทศในเขตร้อนส่วนใหญ่ มักมีแนวโน้มทำให้คนท้องถิ่น ยึดติดอยู่กับรูปแบบ ซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสจากสังคมตะวันตก ดังนั้น เราจึงพบความจริงว่า การทำอะไรก็ตามที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานอันแท้จริงของตัวเอง หากไปนำเอาผล ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมต่างถิ่นมาใช้ประโยชน์ มักทำให้สร้างขึ้นมาเพื่อความโก้หรู หรือไม่ก็มีเจตนาที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นพื้นฐานรองรับให้ตัวเองมีโอกาสเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ภายในสังคมเช่นที่มักกล่าวกันว่า ทำขึ้นมาเพื่อให้ตนมีโอกาสครอบครองอาณาจักร ซึ่งการนำปฏิบัติแบบนี้เรามักพบเห็นได้ในกลุ่มประเทศเขตร้อนทั่วๆไป

ผลจึงปรากฏว่า เมื่อชีวิตบุคคลผู้นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ผลที่ปรากฏก็ย่อมสะท้อนออกมาฟ้องตัวเองทำให้ชนรุ่นหลังต้องรู้สึกยากลำบากที่จะนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่

สิ่งที่กล่าวมาแล้ว ย่อมสอดคล้องกันกับสัจธรรม ซึ่งคนยุคก่อนเคยกล่าวฝากไว้ว่า ขึ้นขี่หลังเสือนั้นง่าย แต่ลงจากหลังเสือนั่นสิยากยิ่ง หรือไม่ก็อาจกล่าวว่า การทำอะไรลงไปโดยมีสิ่งเคลือบแฝง จากกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปย่อมมีผลฟ้องตัวเองไม่เร็วก็ช้า

โดยปกติแล้ว สำหรับประเทศไทยถ้าคิดจะทำสวนพฤกษศาสตร์ หากเป็นการทำที่ชอบด้วยเหตุและผล ก่อนอื่นควรที่จะสามารถรักษาป่าให้อยู่ นอกจากนั้น ผู้นำปฏิบัติควรจะมีรากฐานจิตใจที่อิสระการนำปฏิบัติ ซึ่งควรมีพื้นฐานอิสระ ปลอดจากอิทธิพลการแทรกแซงโดยสิ่งภายนอก

 

ส่วนการคิดที่จะสร้างเรือนกระจกตามแบบฉบับของพื้นฐานวัฒนธรรมตะวันตก น่าจะเก็บเอาไว้ทีหลัง เพื่อนำมาใช้ในสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ประเด็นนี้ฉันเคยเขียนไว้ตั้งแต่รู้ว่า จะมีการจัดตั้งสวนพฤกษศาสตร์ ขึ้นในประเทศไทย อันนับได้ว่าเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

เช่นเดียวกันกับการจัดแสดงพันธุ์ไม้นานาชาติ ซึ่งแต่ก่อนเมื่อมีการคิดที่จะจัดแสดง มักทำกันภายในอาคารที่มีการปิดอย่างมิดชิด หรือที่เรียกกันว่า อินดอร์ (Indoor) หลายคนคงจำได้ดีว่า ช่วงที่ประเทศไทยรับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมกล้วยไม้นานาชาติ หรืออาจกล่าวว่าเป็นงานประชุมกล้วยไม้โลกครั้งที่ 9 ซึ่งภาคการแสดงได้นำไปจัดที่สวนสามพราน ซึ่งมีบรรยากาศที่ริมแม่น้ำ แทนที่ฉันจะเอาอย่างฝรั่งโดยคิดจะจัดภายในอาคารแบบปิด กลับจัดภายนอกอาคารหรือที่เรียกกันว่า เอาท์ดอร์ (Outdoor) ซึ่งน้อยคนนักที่จะคิดทำในขณะนั้น

แต่หลังจากการจัดงานครั้งนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็มีประเทศต่างๆในเขตร้อน นำความคิดดังกล่าวมาวางแผนจัดตามมาอีกหลายครั้งหลายหน ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ของยาก บางคนอาจคิดไปว่า การจัดงานแสดงพันธุ์ไม้ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันเป็นธรรมชาติของต้นไม้เหล่านั้น ซึ่งควบคุมได้ยาก

ในครั้งนั้น ฉันสังเกตได้ว่า ภายในบริเวณสวนของสวนสามพรานมีต้นหูกวาง ขึ้นอยู่ทั่วๆไป ซึ่งเราจะต้องใช้ร่มเงาของต้นไม้เหล่านี้เป็นที่อาศัยของต้นไม้เล็กที่ใช้แสดง แต่มาทราบภายหลังว่าในช่วงฤดูนั้นต้นหูกวางต่างก็ทิ้งใบกันแทบทั้งหมด รู้เช่นนั้นแล้ว ฉันจึงขอให้นิสิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาทำการปลิดใบต้นหูกวางออกก่อนกำหนดที่ใบจะร่วง

หลังจากนั้นมาไม่นานต้นหูกวางเหล่านั้น ก็ได้แตกใบใหม่ที่เป็นใบอ่อนมีสีสันเขียวสดใส กว่าของเดิมปรากฏอยู่ทั่วๆไป จึงสรุปได้ว่า การที่มนุษย์ไม่คิดจะทำ ย่อมมีนิสัยนำเอาสิ่งเหล่านั้น มาสร้างเงื่อนไขเพื่อมาแอบอ้างได้แทบทุกอย่าง เพราะแท้จริงแล้วตามสัจธรรม ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์จะทำไม่ได้ถ้ามีความเพียรพยายามอย่างแท้จริง

แต่สัจธรรมบทนี้ถ้าจะนำมาอ้าง ก็มักจะนำมาใช้ให้มันเป็นไปในทางเสียหาย แทนที่จะนำมาใช้ไปในทางสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น คำว่า “สวนพฤกษศาสตร์” หรือสวนสัตว์ก็สุดแล้วแต่ หากนำมาใช้ประโยชน์เป็นพื้นฐานการจัดการศึกษาธรรมชาติของประเทศในเขตร้อนแล้ว สติปัญญาของมนุษย์ที่ควรจะมีเหตุมีผล เชื่อมโยงถึงซึ่งกันและกันได้ทั้งหมดไม่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับอะไรก็ตาม แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงเครื่องมือของการจัดการศึกษาเท่านั้น มากกว่าที่แต่ละคนจะนำมาคิดว่า ตนทำเพื่อความยิ่งใหญ่ของตัวเอง หากทิ้งความยากลำบากไว้ให้กับชนรุ่นหลังเพื่อตามแก้ปัญหาอย่างที่โบราณเคยกล่าวฝากเอาไว้ว่า “รู้น้อยดีกว่ารู้มาก”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการศึกษาแล้ว คนที่รู้มากมักนำความรู้มาใช้ในทางทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำลายธรรมชาติที่อยู่ในรากฐานจิตใจคน ควรถือว่ามีผลร้ายแรงกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด ท่านจึงกล่าวชี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะประกอบกิจการใดก็ตาม ความเห็นแก่ตัวย่อมทำให้กิจการนั้นๆ ส่งผลทำลายล้างตนเองและเพื่อนมนุษย์ได้ทุกโอกาส

ดังนั้น การจะทำสวนพฤกษศาสตร์ แม้แต่สวนสัตว์ก็เช่นกัน บางคนอาจคิดว่า ถ้าพืชและสัตว์ที่จะนำมาเก็บไว้มันไม่มีอยู่ในธรรมชาติของประเทศตน จึงต้องไปนำมาเก็บไว้เพื่อการศึกษา แท้จริงแล้วสิ่งนี้เปรียบเหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่ง ถ้าไม่มีอยู่ในท้องถิ่น หากต้องการนำมาเก็บไว้เพื่อการศึกษาย่อมไม่ควรที่จะกำหนดเป้าหมายของการศึกษาเอาไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองด้านเดียว หากสร้างความเสียหายให้กับคนชาติอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

ดังนั้น สิ่งที่ควรจะเป็นอุทาหรณ์ก็คือ ถ้าจะคิดทำอะไรก็ตามอย่าให้มีผลสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้แต่ละคนควรทราบดีอยู่แก่ใจตนเองอยู่แล้ว

ในปัจจุบันการจัดการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ไปนำเอายอดมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมของที่อื่น หลังจากนำมาใช้ประโยชน์แล้วถอยกลับไม่ได้ ดังที่ได้พบเห็นกันอยู่ทั่วๆไปกับข้ออ้างของหลายคนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนมาจากเมืองนอกว่า ถ้าไม่ตามหลังเขาเร็วๆ ก็จะทำให้ตามเขาไม่ทัน แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้น หากยิ่งตามหลังเขาก็ยิ่งตกเป็นทาสเขาหนักมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้หรือมิใช่ที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังขาดความเฉลียวใจที่จะถอยกลับมาเลือกหาเส้นทางเดินกันใหม่บนพื้นฐานจิตใจตนเองได้อย่างอิสระ

30 ตุลาคม 2550

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook