บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธศาสนากับจริยศาสตร์สมัยปัจจุบัน

พุทธศาสนากับอภิจริยศาสตร์
พุทธศาสนากับจริยศาสตร์แบบอัตถิภาวนิยม
พุทธศาสนากับจริยศาสตร์แบบลัทธิมาร์กซ์
ทำไมพระพุทธองค์ตำหนิการบูชายัญ และห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทสรุป
บรรณานุกรม

พุทธศาสนากับอภิจริยศาสตร์

อภิจริยศาสตร์ (Meta-ethics) ในอีกความหมายหนึ่งคือ การศึกษาเกี่ยวกับความหมายของภาษาจริยศาสตร์ แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม ประชานนิยม (Cognitivism) เห็นว่าภาษาจริยธรรมบ่งสาระสำคัญทางจริยธรรม สามารถนำไปหาเหตุผลเชิงตรรกศาสตร์และได้ผลสรุปเป็นจริงและเท็จได้ ส่วนอีกกลุ่มคือ อประชานนิยม (Non-Cognivivism) เห็นว่า ภาษาจริยธรรมไม่ได้บ่งสาระสำคัญทางจริยธรรม เป็นสิ่งแทนอารมณ์ จึงไม่สามารถนำไปหาเหตุผลแบบตรรกศาสตร์ได้

วิธีการแบบอภิจริยศาสตร์ที่พระพุทธศาสนาทำอยู่เสมอคือ การนิยามหรืออธิบายความหมายของศัพท์ธรรมะ ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏในคัมภีร์ชั้นหลังพระไตรปิฎก แต่การอธิบายดังกล่าวไม่ใช่เป็นเรื่องการหาเหตุผลแบบอภิจริยศาสตร์ แต่มุ่งไปที่การเข้าใจในข้อธรรมะ เพื่อผลในแง่ของการปฏิบัติเพื่อหมดทุกข์ในชีวิตจริง ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ

จะขอประมวลกล่าวท่าทีของพุทธศาสนาต่ออภิจริยศาสตร์เป็นข้อ ๆ ดังนี้

(1) พระพุทธศาสนาเห็นว่า ศัพท์จริยศาสตร์แสดงสาระสำคัญทางจริยธรรมและนิยามได้ เช่นคำว่า “ดี” (กุศล) มีตัวอย่างมากมายที่มีการนิยามคำๆ นี้ แต่ที่ยึดถือเป็นหลักมีดังนี้ กุศล คือเกื้อกูลแก่สุขภาพจิต (อาโรคยะ) ภาวะที่จิตสมบูรณ์ไม่มีโทษ (อนวัชชะ) ภาวะที่จิตอยู่ด้วยปัญญา (โกศลสัมภูต) ให้ผลเป็นความสุข (สุขวิปาก) (พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) ,2525:164) ศัพท์ธรรมะอื่น ๆ นอกจากศัพท์ “กุศล” ดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นศัพท์ที่นิยามได้เช่นกัน

เมื่อศัพท์จริยศาสตร์หรือศัพท์ธรรมะเป็นสิ่งที่อธิบายหรือนิยามได้ ก็แสดงว่าศัพท์ธรรมะดังกล่าวแทนมโนภาพบางอย่างที่เป็นคุณสมบัติธรรมชาติอยู่จริง ที่สามารถตรวจสอบได้เชิงประจักษ์ แม้ค่าทางจริยธรรมจะสลับซับซ้อน แต่ก็สามารถวิเคราะห์ออกเป็นข้อเท็จจริงธรรมชาติจนเราสามารถหาเหตุผลให้กับภาษาจริยธรรมของพระพุทธศาสนาได้ เช่น จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ความหมายของคำว่า “ดี” (กุศล) หมายถึง “ภาวะที่จิตสมบูรณ์ไม่มีโทษ” “ภาวะที่จิตอยู่ด้วยปัญญา”และ “ให้ผลเป็นความสุข” ทั้งหมดนี้พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคุณสมบัติธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพราะปรากฏการณ์ทางจิตถือว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจตรงข้ามกับความเห็นของกลุ่มประชานนิยมที่นิยามคุณสมบัติธรรมชาติในขอบเขตของข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

เช่นเดียวกัน ทรรศนะแบบพุทธศาสนาในข้อ 1 นี้ ดูจะตรงกันข้ามกับลัทธิสหัชญาณนิยม(Intuitionism) สาขาหนึ่งของประชานนิยมของ จี.อี.มัวร์ ในประเด็นที่ว่า ศัพท์จริยธรรมแม้จะบ่งสาระสำคัญทางจริยธรรม แต่ก็นิยามไม่ได้ การพยายามนิยามศัพท์จริยธรรมเป็นเหตุผลวิบัติตามธรรมชาติ (naturalistic fallacy) และแตกต่างจากลัทธิ อาเวคนิยม (Emotivism) สาขาหนึ่งของ อประชานนิยม ที่บอกว่า ภาษาจริยธรรมไม่ได้บ่งสาระสำคัญทางจริยธรรมใด ๆ เป็นเรื่องของอารมณ์เท่านั้นเอง

(2) นักอภิจริยศาสตร์สาขาสหัชญาณนิยม อย่าง จี. อี. มัวร์(G.E.Moore,1873-1958) เอ. ซี. อีวิง(A.C.Ewing,1899-1973) และ ดับบลิว. ดี. รอสส์ (W.D.Ross,1877-1971) ต่างถือว่า คุณค่าจริยธรรมเป็นสหัชญาณ หรือความสำนึกโดยตรง (intuition) แม้จะนิยามไม่ได้ แต่ก็มีความหมายชัดเจนชัดเจนแจ่มแจ้งในตนเอง

พุทธศาสนายอมรับความรู้แบบสหัชญาณเช่นกัน เช่น บทพระธรรมคุณตอนหนึ่งที่ว่า พระธรรมเป็นสิ่งที่ผู้รู้พึงรู้ได้ด้วยตนเอง (ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ) และยังมีอีกหลายแห่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทำนองนี้อย่างเช่น ตรัสกับชาวกาลามะ ในกาลามสูตร(องฺ.ติก.20/505/241) ไม่ให้เชื่อด้วยเหตุ 10 อย่าง จากนั้นตรัสย้ำว่า เมื่อ “รู้ด้วยตน” ว่า เป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ แล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น

อย่างไรก็ดี การรู้ชัดแจ้งด้วยตนเช่นนี้ คงมีข้อแตกต่างกันระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิสหัชญาณนิยม เพราะการรู้ด้วยตนที่ควรได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่ตนรู้เป็นสิ่งถูกต้องนั้น ตนหรือคน ๆ นั้นต้องเป็นวิญญูชนด้วย จึงจะเข้าใจสาระสำคัญของจริยธรรมได้ ในข้อนี้ลัทธิสหัชญาณนิยมไม่ได้กล่าวไว้เลยว่าผู้ที่รู้ด้วยตนเองควร เป็นคนเช่นไร แต่คงหมายเอาคนทั่วๆ ไป

(3) พุทธศาสนาคงไม่ทะเลาะอะไรด้วยกับลัทธิประชานนิยม ว่า ควรยึดถือศัพท์ “ดี”( good) อย่างมัวร์ว่า หรือควรถือว่าศัพท์ “ถูกต้อง” (right) อย่าง รอสส์ว่า หรือว่าควรเป็นศัพท์ “ควร” (ought) อย่าง อีวิง ว่า ว่า ศัพท์ไหนควรเป็นศัพท์พื้นฐานของจริยศาสตร์

พุทธศาสนาใช้ศัพท์ทั้ง 3 เกลื่อนไปในพระไตรปิฎก คำว่า “ดี” (กุศล) ส่วนใหญ่จะใช้มุ่งถึงเนื้อหาสาระและความเป็นไปในจิตเป็นหลัก (พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต) อ้างแล้ว หน้าเดียวกัน) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎแห่งกรรม คำว่า “ถูกต้อง” (สัมมา) ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ เมื่อต้องการแสดงหนทางที่นำไปสู่ความดับทุกข์ได้ เช่น ทางสายกลางหรือมรรค 8 ซึ่งจะเห็นว่า ธรรมะแต่ละข้อจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “สัมมา” ทั้งหมด ส่วนคำว่า “ควร” (อีย / ตพฺพ) จะใช้แสดงหน้าที่โดยธรรมชาติของมนุษย์ว่า ควรทำอย่างไรเมื่อต้องการพ้นจากปัญหา เช่น ทุกข์ควรกำหนดรู้ (ปริญฺเญยฺยํ) สมุทัยควรละ (ปหาตพฺพํ) นิโรธควรทำให้แจ้ง (สจฺฉิกาตพฺพํ) มรรคควรเจริญ (ภาเวตพฺพํ)

จะเห็นว่า แต่ละศัพท์นั้นเมื่อมีการนำมาใช้ ล้วนแทนมโนภาพทาง จริยธรรม ทั้งสิ้น

(4) ถ้ามองจากทรรศนะพุทธศาสนาแล้ว การที่กลุ่มอประชานนิยมกล่าวว่าภาษาจริยธรรมเป็นภาษาเก๊ (pseudo-statements) ไม่ได้แสดงสาระสำคัญทางจริยธรรม เป็นเพียงการแสดงอารมณ์ของคนเท่านั้น นับว่าเป็นทรรศนะที่สุดโต่งพอสมควร

การที่ลัทธิอประชานนิยมเช่นอาเวคนิยมเชื่อเช่นนั้น ก็เพราะเดินตามกฎของวิชาตรรกศาสตร์ที่ว่า ประโยคไวยากรณ์ (sentence) ที่สามารถเปลี่ยนเป็น ประโยคตรรกวิทยา (proposition)ได้ คือประโยคบอกเล่ายืนยัน (affirmative) และประโยคบอกเล่าปฏิเสธ (negative) เพราะแสดงข้อเท็จจริง ส่วนประโยคคำถาม คำสั่ง อุทาน จะแสดงเพียงความปรารถนา จึงทำเป็นประโยคตรรกวิทยาไม่ได้ เพราะไม่ได้แสดงความจริงหรือเท็จใด ๆ เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคตรรกวิทยาไม่ได้ก็ย่อมนำไปสู่การหาเหตุผลแบบตรรกศาสตร์ไม่ได้ด้วย

ลัทธิอาเวคนิยมเห็นว่า ภาษาจริยธรรมเป็นทำนองเดียวกับประโยคแสดงความปรารถนา (wish-sentence) ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกหรืออารมณ์ เช่น “พระเอกละครคือเทพบุตร” “หญิงงามคือเทพธิดา” หรือ “เจ้าหญิงคือดอกฟ้า” ประโยคคำพูดเหล่านี้ไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงใด ๆ เป็นเพียงแสดงความปรารถนาเท่านั้นของผู้พูดที่นิยมชมชอบพระเอก หญิงงาม และเจ้าหญิง จึงใช้คำแสดงความรู้สึกของตนคือ “เทพบุตร” “เทพธิดา” และ “ดอกฟ้า” อธิบายสิ่งที่ตนชื่นชอบ คำอธิบายทั้ง 3 ตัวอย่างนี้ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับแต่อย่างใด ภาษาจริยธรรมก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียงแสดงความรู้สึกในสิ่งที่เราชอบเท่านั้น เช่น เราเห็น ก เป็นคนซื่อสัตย์ เราจึงพูดว่า “ก เป็นคนดี” ประโยคคำพูดเช่นนี้ต้องการแสดงว่าในสังคมทุกคนต่างชอบความซื่อสัตย์กัน และเราต้องการให้แต่ละคนเป็นเช่นนั้น ฉะนั้น การพูดว่า “ก เป็นคนดี” จึงเท่ากับพูดว่า “เรามาเอาอย่าง ก กันเถอะ” “ขอให้ทุกคนเป็นแบบ ก” เป็นต้น ซึ่งล้วนมีค่าเพียงแสดงความปรารถนาทางอารมณ์ทั้งสิ้น

พุทธศาสนายอมรับการทำงานของจิต โดยเฉพาะในเรื่องของหลักกรรมนั้น มีเจตนาหรือความจงใจเป็นพื้นฐาน ซึ่งอาจเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ได้ นอกจากกรณีคนบ้าแล้ว คำพูดของคนปกติย่อมมีความจงใจประกอบด้วยเสมอ เราจึงสามารถพิจารณาได้จากคำพูดทุกคำทุกประโยคว่า เป็นวจีสุจริตหรือวจีทุจริต คำว่า “สุจริต” (ดี) หรือ “ทุจริต” (ชั่ว) ก็คือคุณสมบัติของคำพูดของคน แต่ละคำพูดล้วนเป็นการทำกรรม กล่าวคือ มีสาระทางจริยธรรม (ยกเว้นคำพูดของคนบ้า คนเป็นโรคประสาท หรือคำพูดจากการละเมอตอนหลับสนิท)

ลัทธิอประชานนิยมแบบอาเวคนิยมอาจโต้แย้งว่า พวกเขามุ่งเพียงการหาเหตุผลจากภาษาจริยธรรม ซึ่งมองในแง่ตรรกศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้ต้องการจะล้มล้างระบบความประพฤติของมนุษย์ที่เรียกว่าศีลธรรมหรือจริยธรรม เพียงเพราะเหตุผลว่าภาษาจริยธรรมหาเหตุผลไม่ได้ แต่เราสามารถโต้แย้งได้ว่า ตรรกศาสตร์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดสำหรับมนุษย์ นักปรัชญาอาเวคนิยมต้องการทำให้จริยศาสตร์เป็นแบบวิทยาศาสตร์ คือเป็นทำนองประจักษ์ จึงใช้ตรรกศาสตร์เป็นเครื่องมือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นข้อเท็จจริงเหมือนวิทยาศาสตร์ แต่จริยศาสตร์เกี่ยวข้องกับ “คุณค่า” (Value) หรือเรื่องของจิตใจ (spiritualistic) จึงลึกซึ้งเกินกว่าที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องประจักษ์อย่างเดียว

 

สัจธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ทางพุทธศาสนาเห็นว่า เมื่อเราเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ก็ย่อมจะเข้าใจสัจธรรมดังกล่าวด้วย เป็นการเข้าใจโลกและชีวิต (รวมทั้งธรรมชาติของภาษามนุษย์) อย่างถูกต้อง ตามเป็นจริง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาจางหายดับไปไม่เหลือ ความเห็นขัดแย้งกันไปต่าง ๆ การถือดื้อดึง ความเห็นที่พล่านสับสน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามว่า สังขารเป็นไฉน สังขารเหล่านี้ของใคร ... ย่อมถูกละหมดไป”(สํ.นิ.16/142/77)

ภาษาก็เช่นกัน เป็นเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ เมื่อสืบค้นด้วยวิธีการทางตรรกศาสตร์แล้ว ไม่สามารถพบความจริงประจักษ์ในภาษาจริยธรรม ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริยธรรมอยุ่จริง ภาษามีข้อจำกัดในตนเอง ไม่สามารถแทนมโนภาพทุกอย่างของมนุษย์ได้ มโนภาพบางชนิด เมื่อสื่อออกมาเป็นภาษา ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเหมือนกันหมด ถ้าคน ๆ นั้น ไม่คุ้นเคยกับสาขาวิชาการนั้น ๆ การปฏิเสธความจริงของภาษาจริยธรรมว่าไร้ความหมายของพวกอาเวคนิยมทำนับว่าไม่เป็นการถูกต้องนัก

ประสบการณ์ทางศาสนา (religious experience) เป็นสิ่งมีจริง บางทีเป็นการยากที่ผู้มีประสบการณ์ศาสนา จะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนแก่คนทั่วไปให้เข้าใจได้ ฉะนั้น ทางพุทธศาสนาจึงมีหลักอยู่ว่า “ พระธรรม (ความจริง) เป็นสิ่งที่ผู้รู้เท่านั้น จะรู้ได้ด้วยตนเอง” อาศัยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสความจริงเกี่ยวกับภาษาไว้ในที่หลายแห่งด้วยกันว่า :

“ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่เข้าข้างกับใคร ไม่กล่าวทุ่มเถียงกับใคร อัน
ใดเขาพูดกันในโลก ก็กล่าวไปตามนั้น ไม่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ” (ม.ม/13/273/268)
“ภิกษุผู้อรหันต์ขีณาสพ... จะพึงกล่าวว่า ฉันพูดดังนี้ก็ดี เขาพูดกับฉันดังนี้ก็ดี
เธอเป็นผู้ฉลาด รู้ถ้อยคำเขาพูดกันในโลก ก็พึงกล่าวไปตามโวหารเท่านั้น”
(สํ,ส.15/65/21)

“ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ขัดแย้งกับโลกดอก โลกต่างหากย่อมขัดแย้งกับเรา
ธรรมวาที ย่อมไม่ขัดแย้งใครในโลก สิ่งใดบัณฑิตสมมติว่าไม่มี เราก็กล่าว
ว่าสิ่งนั้นไม่มี สิ่งใดบัณฑิตสมมติว่ามี เราก็กล่าวว่าสิ่งนั้นมี” (สํ.ข.17/239/169)
“เหล่านี้เป็นโลกสมัญญา เป็นโลกนิรุต เป็นโลกโวหาร เป็นโลกบัญญัติ ซึ่ง
ตถาคตใช้พูดจาแต่ไม่ยึดถือ” (ที.สี.9/312/248)

อีกประการหนึ่ง ความรู้ประจักษ์นั้น เป็นความรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้นและ กาย ภาษาจริยธรรมที่อภิจริยศาสตร์ศึกษาจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางทวารทั้ง 5 นี้ แต่พุทธศาสนายังกล่าวถึงที่มาของภาษาอีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากการทำงานของใจกับอารมณ์ทางใจ (มโน + ธรรมารมณ์) และที่เกิดจากญาณ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมโดยเฉพาะ ภาษาที่ใช้แทนมโนภาพของมโนวิญญาณ และญาณนั้น คงไม่สามารถจะสืบค้นออกเป็นข้อเท็จจริงให้เป็นภาษาแบบที่ใช้แทนประสบการณ์ทางทวารทั้ง 5 ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook