บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธจริยศาสตร์

ลักษณะทั่วไปของวิชาพุทธจริยศาสตร์
พุทธจริยศาสตร์ระดับต้น
พุทธจริยศาสตร์ระดับกลาง
พุทธจริยศาสตร์ระดับสูง

ลักษณะทั่วไปของวิชาพุทธจริยศาสตร์

เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมแห่งความประพฤติ หลักแห่งการดำเนินชีวิต ของบุคคลแต่ละระดับ ซึ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ด้วยกันคือ ในส่วนของผู้ครองเรือน ซึ่งเรียกว่า คฤหัสถ์ ส่วนของผู้ไม่ได้ครองเรือน เราเรียกว่า บรรพชิต หลักแห่งความประพฤติ หรือหลักแห่งการดำเนินชีวิตของบุคคลทั้ง 2 เมื่อกล่าวโดยระดับความสูงต่ำแล้ว มีอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป

ทฤษฏีของพุทธจริยศาสตร์ (Buddhist Ethic Theory)

ทฤษฎีของพุทธจริยศาสตร์ เป็นข้อความที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ของพุทธจริยศาสตร์ ซึ่งเป็น จริยศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยทั้งเหตุและผลอย่างครบถ้วน ทำนองเดียวกันกับวิทยาศาสตร์ โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ 3 ส่วน คือ 1) ธรรมชาติหรือสสาร (พระอภิธรรมปิฎก) ซึ่งเป็นสิ่งสัมบูรณ์ แต่มีสภาวะเป็นอนัตตา เป็นสิ่งสัมพัทธ์ (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา) คือ มีการรวมตัวกันและมีการแยกสลายออกจากกันอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีตัวตนที่แน่นอน ร่วมไปถึงค่าของพุทธจริยศาสตร์ 2) ข้อประพฤติปฏิบัติตัวของมนุษย์ต่อธรรมชาติ (พระสุตตันตปิฎก) ที่จะทำให้สังคมมนุษย์มีความสงบสุขและวิธีการที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ 3) ศีล กฎ ระเบียบ ข้อบังคับสำหรับมนุษย์ (พระวินัยปิฎก) ซึ่งเป็นข้อห้ามไม่ให้มนุษย์ทำ ถ้ามนุษย์ล่วงละเมิดศีลก็จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น ทฤษฎีของพุทธจริยศาสตร์ เป็นทฤษฎีอะไรครอบคลุมถึงสิ่งใดบ้างและว่าอย่างไร

ตัวอย่างของทฤษฎี

ทฤษฎีของสสาร (Matter Theory) ประกอบไปด้วย

ทฤษฎีพุทธจริยศาสตร์ เป็นทฤษฎีประเภท “สัจจธรรม” (Realism) เป็นการศึกษาค้นคว้า ถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ และธรรมชาติของมนุษย์ร่วมกันในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ โดยเน้นหนักการศึกษาค้นคว้าพิสูจน์ทดลองและการฝึกปฏิบัติ แล้วนำเอาสิ่งที่ดีมาประพฤติปฏิบัติแบบสายกลาง คือ ไม่เคร่งนักและก็ไม่หย่อนนัก (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นจริยศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั้งจากการศึกษาค้นคว้าและประพฤติปฏิบัติ ทั้งจากพระพุทธองค์เองและท่านผู้รู้อื่น ๆ ร่วมกัน ทั้งจากในอดีต และในปัจจุบัน โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานเป็นสำคัญ เช่น มีการไปศึกษาค้นคว้าวิชาการต่าง ๆ กับนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียง และเป็นเจ้าสำนักเรียนในยุคนั้น (อาลาฬดาบท, อุททกดาบท) ทำให้ได้รู้วิชาการต่าง ๆ ซึ่งจัดเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐาน (Fact) ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนำเอาข้อเท็จจริงพื้นฐานจำนวนมากมาสังเคราะห์จะเป็น มโนคติ (Concept) เมื่อนำเอามโนคติจำนวนมากมาสังเคราะห์จะเป็น สมมติฐาน (Hypothesis) แล้วนำเอาสมมติฐานมาวิเคราะห์ มาพิสูจน์ทดลอง มาฝึกปฏิบัติ (บำเพ็ญ ทุกกรกิริยา, โพธิปักขิยธรรม 37) จนได้ตรัสรู้ ได้ผลสรุปออกมาเป็น อริยสัจจ์ 4 และไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะ หรือธรรมนิยาม หรือธรรมฐิติ เป็นทฤษฎี (Theory) สัจจธรรม (Realy of Nature) (ธรรม 2 × 3 = 6) เป็นทฤษฎีความจริงของธรรมชาติและธรรมชาติของมนุษย์ร่วมกัน ทฤษฎีสัจจธรรมของพุทธจริยศาสตร์ เริ่มจากพื้นฐานที่ย่อยที่สุดของธรรมชาติ ซึ่งมี 6 ข้อ คือ

1. ธรรม 2 ประการ

  1. รูปธรรม คือ สภาวะของธรรมชาติที่เป็นอัตตพิสัยได้รวมตัวกันเป็นปรพิสัย เป็นธาตุ เป็นสารเคมีชนิดต่าง ๆ จนมีปฏิกิริยา มีพลังงานอยู่ในตัวเอง สภาวะที่เป็นรูป หมายถึง สิ่งที่สามารถรับรู้ได้ด้วยการสัมผัสถูกต้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นคือ โคจรรูป 5 มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มหาภูตรูป 4 มี ดิน น้ำ ลม ไฟ อุปาทายรูป มี หทัย ชีวิตินทรีย์ อากาศธาตุ หรือรูปในรูปขันธ์ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้จัดเป็นรูปธรรม รูปธรรมก็คือสิ่งที่เสื่อมสลายไปเพราะเหตุปัจจัย
     
  2. อรูปธรรม สภาวะของธรรมชาติที่ยังไม่ได้รวมกันเป็นธาตุ เป็นสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง มีสภาวะเป็นกลาง เป็นอยู่แบบอัตตพิสัย ไม่มีปฏิกิริยา ไม่มีพลังงานในตัวเอง เป็นพื้นฐานของสสารทั้งหลายทั้งปวงในจักรวาลนี้ สภาวะที่ไม่ใช่รูป หมายถึง สภาพของสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยการสัมผัสถูกต้อง แต่เป็นสิ่งที่มาปรากฏให้รับรู้ได้ทางใจ นั่นคือ นามขันธ์ 4 มี เวทนา ระบบรับความรู้สึก สัญญา ระบบจำสิ่งที่ได้รับรู้ สังขาร ระบบคิดปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ และวิญญาณ ระบบรู้ของจิตต่อสิ่งที่มากระทบ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นอรูปธรรม ส่วนที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก ความเมตตา ความกรุณา ความอดทน และแม้แต่มรรค ผล นิพพาน จัดเป็นอรูปธรรมคือ สภาวะที่ไม่ใช่รูป และยังมีความหมายกว้างออกไป จนถึงอริยมรรค อริยผล ซึ่งเป็นนามธรรมชั้นสูงอีกด้วย

2. ธรรม 2 ประการ

  1. สังขตธรรม คือ ธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งของปัจจัยต่าง ๆ ธาตุชนิดต่าง ๆ จนรวมตัวกันเป็นพืช เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นสังขาร คือเป็นอุปาทินกสังขาร ที่มีชีวิต มีจิตใจ มีวิญญาณ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นไปตามปกติวิสัยของธรรมชาติทั้งที่ดีและไม่ดี สภาวะที่ตกอยู่ในสังขตลักษณะ 3 คือ มีการเกิดเป็นเบื้องต้นปรากฏ มีความตั้งอยู่ในท่ามกลางปรากฏ มีความดับเป็นที่สุดปรากฏ เมื่อยังมีอยู่ก็มีสันตติ ความสืบต่อเปลี่ยนแปลงปรากฏ ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม อรูปธรรม มีวิญญาณ ไม่มีวิญญาณ หรืออีกนัยหนึ่ง ตราบใดที่ยังไม่บรรลุนิพพาน ตราบนั้นจิตก็ยังต้องถูกปรุงแต่งด้วยธรรมที่เป็นกุศล อกุศล สิ่งที่เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ที่เกิดจากเหตุปัจจัย ไม่สามารถรักษาสภาพเดิมของตนไว้ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง แปรปรวนอยู่ทุกขณะ ถ้าสิ่งที่มีชีวิตเรามักใช้คำว่า เกิด แก่ ตาย ถ้าสิ่งไม่มีชีวิตเรามักใช้คำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรืออาจจะพูดว่า เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปท่ามกลาง แตกสลายไปในที่สุด
     
  2. อสังขตธรรม คือธรรมชาติอันยังไม่มีปัจจัย ยังไม่มีธาตุ ยังไม่มีสารเคมีชนิดอื่น ๆ ปรุงแต่งให้เป็นสังขาร ให้เป็นสิ่งที่มีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง ยังอยู่ในสถานะเป็นก๊าซ เป็นอากาศ เป็นธาตุที่บริสุทธิ์อยู่ เป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่จะรวมกันเป็นสังขารทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สภาวะที่ไม่ได้ตกอยู่ในสังขตลักษณะ 3 นั้น เป็นอนัตตาอย่างเดียว ซึ่งมีพระนิพพาน (อนุปาทิเสสนิพพาน) เท่านั้นเป็นอสังขตธรรม เพราะเป็นธรรมที่ไม่เป็นไปในอำนาจของผู้ใดหรือสิ่งใด เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้ เป็นบรมสุข และเป็นอนัตตา คือว่างจากตัวตน กิเลส ตัณหา อุปาทานใด ๆ ทั้งปวง

3. ธรรม 2 ประการ

  1. โลกิยธรรม คือ ธรรมที่ทำให้มนุษย์ พืช และสัตว์ ต้องเป็นไปตามโลกธรรม มีการเวียนว่ายตายเกิด มีความไม่เที่ยง มีความทุกข์ มีความสุขตามปกติวิสัยของโลกธรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มีความเป็นอนัตตา และตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของธรรมชาติที่เลว แต่ก็เป็นสภาวะหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก หมายถึง ธรรมที่อยู่ในวิสัยของกัลยาณชนทั่วไปจะพึงรู้เห็นและปฏิบัติตามได้ เป็นหลักธรรมเบื้องต้นในการกำเนินชีวิตให้ดีงาม เช่น ฆราวาสธรรม ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ เป็นต้น ที่ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติทั้งในชาติปัจจุบันเป็นความสุข หรือในชาติต่อไปเป็นมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัติ ธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และเป็นกลาง ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดบุญ เกิดบาป ทำให้ผู้ประพฤติ ผู้กระทำ ประสบความทุกข์ ความสุข ในชั้นของโลก ในด้านความสุข สามารถสร้างความสุขที่ประณีตขึ้นไป ยังต้องบังเกิดในภพชาติต่าง ๆ ที่ประณีตขึ้นไปโดยลำดับจนถึงพรหมโลกในที่สุด ได้ชื่อว่าโลกิยธรรมทั้งหมด ดังนั้น ศีล 5 ประการก็ดี ธรรม 5 ประการ คือ ความเมตตา สัมมาอาชีพ สทารสันโดษ คือยินดีในภรรยาของตนเอง พูดความจริง ความมีสติและประโยชน์ในปัจจุบันมีความหมั่น ขยันในการทำงาน การรู้จักเก็บออมรักษาทรัพย์สมบัติเอาไว้คบหาสมาคมกับคนดีเป็นมิตรเป็นหาย รู้ประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นต้น ได้ชื่อว่าเป็นโลกิยธรรมทั้งหมด
     
  2. โลกุตตรธรรม คือ โลกุตตรธรรม 9 ซึ่ง หมายถึง ธรรมชาติ ที่ทำให้มนุษย์และสัตว์ ได้พ้นจากสภาวะปกติที่ไม่ดีของโลกธรรมและโลกิยธรรม ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก เมื่อบรรลุถึงภาวะสูงสุดของโลกุตตรธรรม ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำของธรรมชาติที่เลว ดำรงอยู่เหนือความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง แต่ก็เป็นสภาวะหนึ่งของธรรมชาติ แต่เป็นภาวะที่ดีของธรรมชาติ ธรรมอันพ้นวิสัยของโลก หมายถึง ธรรมชั้นสูง เป็นภูมิธรรมของพระอริยบุคคลเท่านั้น จะพึงรู้เห็นและปฏิบัติได้ เรียกว่า โลกุตตรธรรม 9 แบ่งเป็น มรรค 4 คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ผล 4 คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล ธรรมเหล่านี้เป็นอริยธรรม ไม่มีการเสื่อมถอย มีแต่ทำให้ก้าวหน้าไปสู่คุณเบื้องสูงไปโดยลำดับ เมื่อถึงชั้นพระอรหัตตผล ย่อมให้ผลเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย นอกจากมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 แล้ว นอกจากนั้นได้ชื่อว่าเป็นโลกิยธรรมทั้งหมด ส่วนมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ได้ชื่อว่า โลกุตรธรรม ธรรมอันพ้นวิสัยของชาวโลก

กฎของพุทธจริยศาสตร์

กฎ อาจเกิดได้ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ

  1. เกิดจากการอุปมานข้อเท็จจริง โดยการรวบรวมจากข้อเท็จจริงหลาย ๆ ข้อเท็จจริงของพุทธจริยศาสตร์ มาสังเคราะห์เป็นมโนคติแล้วเอามโนคติหลาย ๆ มโนคติมาสังเคราะห์เป็นหลักการ แล้วจะกลายเป็นกฎที่เป็นจริง
     
  2. เกิดจากการอนุมานทฤษฎี โดยการดึงเอาส่วยย่อย ๆ ของทฤษฎีมาสังเคราะห์เป็นกฎ กฎในลักษณะนี้ เช่น กฎของพุทธจริยศาสตร์ และกฎสัดส่วนพหุคูณ เป็นต้น ซึ่งเป็นกฎที่มีอยู่จริงของธรรมชาติ

ตัวอย่างของกฎ

1. กฎสสาร (Matter Law) มี 3 สภาวะ คือ

  1. สสารมีทั้งส่วนที่มีสภาวะเป็นกลาง (ไม่ดี, ไม่ชั่ว, ไม่รวมกัน, ไม่แยกกัน, ไม่ร้อน, ไม่เย็น) ซึ่งเป็นสิ่งสัมบูรณ์
  2. สสารมีทั้งส่วนที่มีสภาวะดึงดูดกัน (ดี, เย็น, รักกัน, รวมกัน)
  3. สสารมีทั้งส่วนที่มีสภาวะผลักกัน (ชั่ว, ร้อน, แยกกัน, เกลียดกัน)

2. กฎการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ในสิ่งมีชีวิตของเมนเดลมี 2 ข้อ คือ

  1. กฎการแยกตัวของเซลซ์กรรมพันธุ์ (Law of segregation cell) ซึ่งกล่าวไว้ว่า ลักษณะแต่ละลักษณะของพ่อ-แม่ที่ถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ถูกควบคุมต้วยเซลล์เฉพาะที่แน่นอนที่เรียกว่า แฟกเตอร์ (factor) หรือ เซลล์ (cell) ซึ่งปรากฏอยู่เป็นคู่และจะแยกตัวออกจากกัน ก่อนที่จะส่งต่อไปยังลูกหลาน ลูกผสมจะได้รับแฟกเตอร์หนึ่งจากพ่อ และอีกแฟกเตอร์หนึ่งจากแม่เสมอ เซลล์กรรมพันธุ์ หรือแฟกเตอร์นี้คือ ยีน (Gene) นั่นเอง ซึ่งเป็นสสารกลุ่มหนึ่ง (1.2, 1.3) หรือเป็นชีวโมเลกุล
     
  2. กฎการแยกจับคู่อย่างอิสระของเซลล์กรรมพันธุ์ (Law of independent assortment) ซึ่งกล่าวไว้ว่า ยีนที่ควบคุมแต่ละลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะมีอิสระในการแยกตัวออกจากกัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับยีนที่ควบคุมลักษณะอื่นของสิ่งมีชีวิต

3. กฎของพุทธจริยศาสตร์

เป็นกฎที่เกิดขึ้นจากการเอาข้อเท็จจริงของธรรมะ หรือธรรมชาติหลาย ๆ ประการของพุทธจริยศาสตร์มาร่วมกันเข้าเป็นกฎการรักตัวเอง ซึ่งเป็นกฎ เป็นสภาวะหนึ่งของสสาร ทำให้สสารมีสภาวะเย็น ทำให้สสารมีการรวมกันเป็นสิ่งต่าง ๆ ทำให้สสารรวมกันอยู่อย่างถาวร

กฎ (Law) ของพุทธจริยศาสตร์ มีลักษณะคล้ายกับหลักการของพุทธจริยศาสตร์ กฎและหลักการจึงสามารถใช้แทนกันได้ เพราะกฎก็คือหลักการอย่างหนึ่ง แต่เป็นหลักการที่มักจะเน้น ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล และกฎมีความเป็นจริงในตัวของมันเอง มีความเป็นปรนัยอยู่ในตัวเอง และสามารถพิสูจน์ทดลองได้ ผลตรงกันทุกครั้ง และถ้าหากมีผลการทดลองใดที่ขัดแย้งกับกฎแล้ว กฎนั้นจะต้องยกเลิกไป เพราะเป็นกฎที่ไม่ถูกต้อง แต่กฎไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ว่า ทำไมเหตุกับผลจึงมีความพันธ์กันเช่นนั้น สิ่งที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลภายในตัวกฎได้ก็คือ หลักการของพุทธจริยศาสตร์ หรือทฤษฎีของพุทธจริยศาสตร์

กฎ คืออะไร

กฎ คือ สิ่งที่เหมือนกันหรือสิ่งที่มีจุดกำเนิดที่เหมือนกันของสรรพสิ่งที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ และสิ่งที่ดำเนินไปอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปอยู่ของธรรมชาติ หรือสสารอย่างมีระบบและเป็นจริงอย่างแน่นอนตายตัว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

หลักการของพุทธจริยศาสตร์ คือ ให้ละความชั่ว ให้ทำความดี และให้ทำกายใจของตนเอง ให้บริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ การที่คนละความชั่ว ทำความดี ทำกายใจของตนให้บริสุทธิ์ เป็นการกระทำเพราะรักตังเอง เพราะฉะนั้น กฎของพุทธจริยศาสตร์จึงเป็นกฎ การรักตังเอง โดยมีปรัชญาของพุทธจริยศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนปรัชญาแบบวัตถุนิยมที่เป็นจริยศาสตร์แบบสุขนิยมส่วนตัว (Materialism or Individualistic Hedonism) ว่า

สพฺเพ ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโม
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺญาสมา
อาภา วุฏฺ เว ปรมา สรา
อตฺตา หิ ปรมํ ปโย นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ.

เราคิดวิเคราะห์หาทุกทิศทุกทางแล้ว ก็ไม่พบเห็นสิ่งอื่นใดที่เป็นที่รักยิ่งกว่าตนเอง ในที่ไหน ๆ เลย แม้ผู้อื่น สิ่งอื่น ก็มีตนเป็นที่รักมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนเอง ก็ไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น สิ่งอื่นด้วย สิ่งที่รักอื่นใดเสมอด้วยรักตนไม่มี ทรัพย์อื่นใดเสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่างอื่นใดเสมอด้วยแสงสว่างของปัญญาไม่มี ฝนเท่านั้นทำให้เกิดสระน้ำใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้น ตนเองนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ควรรักอย่างยิ่ง สิ่งอื่นที่ควรรักเท่ากับตนนั้นย่อมไม่มี นี้คือ กฎหนึ่งของสสารหรือของธรรมชาติ

 

หลักการของพุทธจริยศาสตร์

พุทธจริยศาสตร์ (Buddhit Ethics) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักการแห่งความประพฤติและวิธีการปฏิบัติของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และผู้หมดจดจากกิเลส จนได้พระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ เป็นจริยศาสตร์และจริยธรรมที่สอนให้ชาวพุทธศาสนิกชนดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่ให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความประมาท จึงสอนให้ชาวพุทธตื่นอยู่เสมอและให้เป็นอยู่ด้วยความเบิกบานกายเบิกบานใจ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในสถานะอย่างไรก็ตาม โดยสอนให้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึง ที่ระลึก (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ) พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า (ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ) และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า (สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ) เป็นที่พึงและเป็นหลักการที่ใช้ในการดำเนินชีวิต

พุทธจริยศาสตร์ จัดเป็นศาสตร์และจริยธรรมใน 5 ลักษณะ คือ

  1. เป็นพุทธจริยธรรม คือ หลักการประพฤติและวิธีการปฏิบัติตัวของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งเป็นส่วนของธรรมชาติ
  2. เป็นพรหมจรรย์ (พรหมจริย) คือ หลักการประพฤติและวิธีการปฏิบัติที่ประเสริฐเพื่อทำที่สุดทุกข์ให้แก่ตัวเองตามวิธีการของอริยสัจ 4 ประการ หรือตามแบบของพรหมวิหาร 4 ประการ
  3. เป็นพระวินัย (ศีลธรรม) หรือ กฎระเบียบ วิธีการหรือหลักการประพฤติที่ทำให้คนมีกาย วาจาและใจดีและเป็นวิธีประพฤติที่น่าเลื่อมใสศรัทธา
  4. เป็นสัจธรรม คือ สิ่งที่เป็นจริง มีอยู่จริงในการะบวนการของธรรมชาติ หรือกฎ ความเป็นจริงของธรรมชาติในแนวกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่โดยธรรมชาติ
  5. เป็นสามัญลักษณะ คือ อาการที่เสมอกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง หรือไตรลักษณะ คือ อาการที่เหมือนกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง 3 ลักษณะ หรือ เป็นปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นแบบพลวัต หรือเป็นธรรมนิยาม คือ ธรรมชาติที่เหมือนกันอย่างแน่นอน หรือ ธรรมฐิติ คือ ธรรมชาติที่มีหลัก มีกฎที่เหมือนกันอยู่ 3 ลักษณะ

จุดมุ่งหมายของพุทธจริยศาสตร์

จุดหมายหรือความดีสูงสุดทางจริยธรรม คือ จุดที่ต้องการ จุดที่ต้องประสงค์ จุดที่ต้องการประสบ จุดที่ต้องการได้สัมผัส หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มีค่ามากที่สุดสำหรับชีวิตเป็นจุดหมายร่วมของชีวิต เช่น คุณสุข สิ่งที่ต้องการ หรือจุดหมายของชีวิต คือ ความสุข ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน คุณปัญญา สิ่งที่ต้องการ คือ อยากจะรู้ว่า ความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด บาป บุญ คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ คืออะไร เป็นธรรมชาติ เป็นสสาร หรือไม่ได้เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เป็นสสาร เพื่อจะได้นำเอาความรู้เหล่านี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนคุณมนู สิ่งที่ต้องการที่สุด จุดหมายที่ดีที่สุดของชีวิต คือ ทั้งความสุขกายสุขใจ ทั้งปัญญาความรู้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ต้องการทั้งหมด คุณวิมุติ สิ่งที่ต้องการที่สุดให้แก่ชีวิต คือ การหลุดพ้นจากความสมหวัง ความผิดหวัง ความสุข ความทุกข์ จะได้ดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของใคร ๆ หรือสิ่งใด ๆ ในโลก พุทธจริยศาสตร์ถือว่า จุดหมายหรือความดีสูงสุดทางจริยธรรมนั้น คือ ความสุขที่เป็นเอกภาพ โดยไม่มีความทุกข์เจือปน มีอาการของความสุขอาการเดียว เป็นความสุขที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการไม่มีกิเลส แต่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริงที่มีอยู่อย่างปรมัตถสัจจ์ มีความสุขที่เกิดขึ้นจากความเป็นอิสรภาพของชีวิต และความเป็นอิสรภาพจากความทุกข์ เป็นสภาวะสูงสุดของธรรมชาติ ความสุขเหล่านี้เองที่ร่วมกันเป็นหนึ่ง และเป็นความดีสูงสุด เป็นนิพพานสุข เป็นบรมสุข เป็นความสมบูรณ์ทางศีลธรรม เป็นจุดหมายสูงสุดหรือความดีสูงสุดของพุทธจริยศาสตร์ที่สามารถนำเอาไปประพฤติปฏิบัติได้ทุกคนและทุกขณะเวลา และสามารถที่จะบรรลุได้ในชีวิตนี้และในโลกนี้ จุดมุ่งหมายของพุทธจริยศาสตร์ แบ่งตามความสูงต่ำได้ 4 ระดับ คือ

  1. จุดหมายะระดับพื้นฐาน เป็นจุดหมายที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธศาสนิกชน มีทาน มีศีลเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เพื่อทำให้ชีวิตเป็นปกติสุข ไม่เบียดเบียนกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันและกัน มีกายวาจาที่สุขภาพเรียบร้อย และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อไปยังจุดหมายระดับกลาง
     
  2. จุดหมายระดับกลาง เป็นระดับที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธศาสนิกชน มีจิตใจที่เป็นสมาธิ คือ มีจิตใจที่สงบสุขเยือกเย็น มีจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความดีให้สูงยิ่งขึ้นไปถึงจุดหมายระดับสูงของพุทธจริยศาสตร์
     
  3. จุดหมายระดับสูง เป็นระดับที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธศาสนิกชน มีปัญญาความรู้คู่คุณธรรม และใช้ปัญญาความรู้เป็นเครื่องมือหลัก ในการดำเนินชีวิต และใช้ปัญญาความรู้ เพื่อนำชีวิตไปสู่จุดหมายที่สูงที่สุดของพุทธจริยศาสตร์คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นระดับที่
     
  4. จุดมุ่งหมายระดับสูงสุด เป็นจุดหมายเป็นระดับร่วมกันของการมีศีล สมาธิปัญญา และนิพพาน เป็นระดับที่พระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธศาสนิกชน เป็นอยู่ด้วยความสุข มีความสงบของจิตใจ มีปัญญาความรู้คู่คุณธรรม และมีความเป็นอิสระปราศจากกิเลสและความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง (4 ระดับนี้ควรแต่งใหม่ เป็น (ทาน) ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ) เรียกว่า ต้นพรหมจรรย์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook