บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธสัจจะ

การเกิดนิกายและสำนักทางพุทธสัจจะ
ลักษณะของพุทธสัจจะ
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
การเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า

การเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา

การเข้าใจและเข้าถึง หมายถึง การเกิดความเข้าใจ (ความรู้จริง) ตรงตามความจริงของโลกและชีวิตที่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ผ่านการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขาก็จะเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบกาย สงบวาจา และสันติภาพในจิตใจ จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ความจริงระดับต่างๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีในตัวผู้รู้เอง กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงเพื่อให้เกิดปัญญานั้น มนุษย์ก็เรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังพระคาถาใน วิสุทธิมรรค มหาฎีกา ว่า

“เหล่าสัตว์มีธุลีในดวงตาน้อยก็มี มีธุลีในดวงตามากก็มี มีอินทรีย์กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ยากก็มี ตระหนักถึงภัยในปรโลกก็มี” (วิ.ม. 4/8/9-10)

หากศึกษาพระไตรปิฎกโดยตลอด จะพบว่าพระบรมศาสดาได้วางหลักการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความพร้อม ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ของผู้เรียนอย่างมาก พระองค์ทรงให้กำลังใจแก่ผู้เรียน โดยเน้นเรื่องวิริยะ คือความเพียรในการฝึกฝนตนเอง เมื่อจำแนกลักษณะการเรียนรู้ที่สำคัญพบว่าในการเข้าถึงพุทธปรัชญาประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

ปริยัติ

ปริยัติ คือคำสั่งสอนอันจะต้องศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมถึงการเข้าใจเนื้อหาสาระ ขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนในการที่จะประพฤติปฏิบัติ เป็นขั้นของการเล่าเรียน รับฟังผู้อื่นมา โดยเฉพาะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ซึ่งสืบต่อกันมาในพระไตรปิฎก และเรามีครูอาจารย์แนะนำบอกกล่าว เอามา

ท่องบ่น มาสอบสวนทบทวนกัน พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้อธิบายวิธีการเรียนรู้ว่ามีกิจกรรมที่สำคัญคือ การฟัง การซักถาม สอบค้น การสนทนา ถกเถียง อภิปราย การสังเกต เฝ้าดูอย่างพินิจ การพิจารณาโดยแยบคาย การชั่งเหตุผล การไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ ทดลอง และเฟ้น ฝึกหัด ทำให้มาก (พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), 2529 : 52)

การศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ 4 เรื่อง คือ

  1. เรื่องของโลกและจักวาล
  2. เรื่องของชีวิตว่าชีวิตคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง อยู่ได้อย่างไร ต่างจากสัตว์อื่นอย่างไร เป็นต้น
  3. เรื่องของเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
  4. เรืองทางปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุดนั้น

ระดับความรู้

ปัญญา คือ ความเข้าใจ หมายถึงเข้าใจถูก เข้าใจชัด เข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหา ตามหลักพุทธปรัชญา ความรู้ จำแนกเป็น 6 ระดับ คือ (แสง จันทร์งาม ,2535 : 78-80)

  1. ระดับวิญญาณ (Cognition or Consciousness) การรับรู้ทางอายตนะภายในและอายตนะภายนอก เป็นความรู้ระยะสั้นๆ เช่น ตาเห็นรูป ยังไม่รู้อะไรชัดว่า เป็นรูปอะไร เรียกว่าจักขุวิญญาณ เป็นต้น (รู้สึก หรือ รู้จัก)
  2. ระดับสัญญา (Perception) รับรู้เห็นรายละเอียดจำได้หมายรู้ว่า เป็นคน ชายหญิง เป็นต้น (รู้จำ)
  3. ระดับอภิญญา (Extraordinary Perception) การรับรู้อารมณ์ และคุณลักษณะอาศัยพลังจิตมองเห็นสิ่งที่ละเอียดเกินวิสัยตาสามัญที่จะรับรู้ได้ (รู้พิเศษ)
  4. ระดับทิฐิหรือความเห็น (Concept) คือการเข้าใจความจริงชนิดรวบยอด ความจริงสากลที่อยู่เบื้องหลังสภาวธรรม แยกความเป็นสากลออกมาจากลักษณะเฉพาะๆ เช่น เห็นความทุกข์ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ เป็นต้น เกิดจากการคิดหาเหตุผลทางสภาวะ (รู้เข้าใจ)
  5. ระดับวิชชุญาณ (Intuitive Insight) เกิดจากจิตสงบ นำจิตไปเพ่ง จดจ่ออย่างใดอย่างหนึ่งมากๆย่อมเกิดความรู้แจ้งเห็นสภาพจริงๆของสิ่งนั้นๆ (รู้ฉับพลัน เป็นการรู้แจ้ง)
  6. ระดับสัมโพธิญาณ (Enlightenment) คือการตรัสรู้ หมายเอาการรู้แจ้งซึ่ง เกิดจากสัมมาทิฐิสามารถทำลายกิเลสได้เด็ดขาด (รู้จบ)

จากความรู้ 6 ระดับ สามารถสรุปเป็น 2 ได้ดังนี้

  1. ระดับโลกิยปัญญา ปัญญาระดับสามัญ เป็นความรู้ทางศิลปะวิทยา ในการประกอบอาชีพที่จำเป็นเพียงพอเพื่อการดำรงชีวิต ความรู้ระดับนี้ เรียกว่า ทิฏฐิ หรือ ทัศนะ ที่แปลว่า ความคิดเห็น
  2. ระดับโลกุตตรปัญญา ปัญญาระดับสูงสุด ความรู้ที่สามารถทำลายกิเลสภายในใจของตนเอง ทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ความรู้ระดับนี้เรียกว่า ญาณ เป็นความรู้ที่แท้และบริสุทธิ์

เมื่อบุคคลเกิดความรู้ระดับญาณนี้ ย่อมสามารถละเลิกความเห็นที่ไม่ถูกต้องได้หมด และยังสอดคล้องกับระดับความรู้หรือการจัดการระดับความรู้ยุคใหม่ (Knowledge Management) (น้ำทิพย์ วิภาวัน, 2547 : 16-17) และบันไดของการคิด ของศาสตราจารย์ปีเตอร์ ซิงเอ(Peter senge) (พจนี สะเพียรชัย, 2548 : 41-42) ที่จัดระดับและบันไดความคิดไว้ดังนี้

ระดับความรู้ระดับหนึ่ง เป็นข้อมูลดิบ คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดระบบและหมวดหมู่ให้ชัดแจ้ง เพียงรู้จักข้อมูล เพียงแต่รู้ว่าคืออะไร ซึ่งสอดคล้องกับบันไดของการคิด ของปีเตอร์ ซิงเอ ที่จัดบันไดขั้นแรกเริ่มจากการสังเกตข้อมูลที่ได้พบเห็นและจากประสบการณ์ดำเนินการ เป็นข้อมูลระดับ ซึ่งสอดคล้องกับระดับวิญญาณ (Cognition or Consciousness)

ระดับความรู้ระดับสอง เป็นข้อมูลสารสนเทศ คือข้อมูลต่างๆที่นำมาจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบมีความหมายและความรู้ที่ชัดเจน สอดคล้องกับบันไดของการคิดของปีเตอร์ ซิงเอ ที่เป็นการจัดระบบข้อมูลจากขั้นแรกโดยการเลือกสรร จัดลำดับ จัดหมวดหมู่ ดูความเหมือน ดูความต่าง ความซ้ำซ้อน เพื่อให้รู้จำ ซึ่งสอดคล้องกับระดับสัญญา (Perception)

ระดับความรู้ระดับสาม เป็นความรู้ (Knowledge) คือความรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติ เน้นแนวทางในการกำหนดความคิดพฤติกรรมมารับรู้ข้อเท็จจริง ตรงกับบันไดความคิดขั้นที่สามของปี

ระดับความรู้ระดับสี่ เป็น ปัญญา (Wisdom) คือความเข้าใจลึกซึ้งนำความรู้ไปวิเคราะห์สังเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง ตรงกับบันไดขั้นที่สี่ ขั้นที่ห้า ขั้นที่หก และขั้นที่เจ็ด ของปีเตอร์ ซิงเอ ที่กล่าวว่าเน้นขั้นของการตั้งข้อสันนิษฐานวิเคราะห์สังเคราะห์ จนเกิดความจริงถูกต้องและนำไปปฏิบัติ ซึ่งตรงกับระดับทิฐิหรือความเห็น (Concept)

ส่วนระดับวิชชุญาณ (Intuitive Insight) และระดับสัมโพธิญาณ (Enlightenment) คือความรู้แจ้งนี้ ขาดในระดับความรู้ระดับที่สี่ ใช้การพิจารณาท่องแท้โดยความสงบก็สามารถรอบรู้จั้งในเรื่องนั้นๆได้เช่นกัน1ซึ่งจากระดับความรู้ยุคใหม่ (Knowledge Management) และบันไดของการคิดของปีเตอร์ ซิงเอ พจน์ สะเพียรชัย (2548 :42) สามารถสรุปได้เป็น 2 ดังนี้

  1. ความรู้ที่เห็นได้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เน้นความรู้ในรูปแบบที่สามารถแสดงได้อย่างชัดเจนหรือ ความรู้ภายนอก
  2. ความรู้ที่ฝังลึก (Inplicit Knowledge) เน้นความรู้ที่ฝังลึก ดึงออกมาค่อนข้างยาก กว่าจะอธิบายได้ต้องใช้เวลาหรือเรียกว่าความรู้ภายใน ซึ่งผู้รู้จะไม่รู้ตัวว่ารู้อะไร คือสิ่งที่เรารู้แต่มันซ่อน เร้นอยู่ จนเราเองก็ไม่รู้ตัว เรารู้สิ่งนั้นๆอยู่ บริเวณนี้จึงถือว่าเป็น “Hiololen Area” หรือบริเวณของความรู้ที่ซ่อนเร้น นักปรัชญาที่ชื่อว่าไพลานี่ ได้ตั้งชื่อความรู้ประเภทนี้ว่า Tacit Knowledge ซึ่งมาจากประโยคทองของโพลานี่ที่กล่าวไว้ว่า “มนุษย์เรามักจะรู้มากว่าที่เจ้าตัวจะบอกออกมาได้” ซึ่งหมายความว่า มีอะไรอื่นๆมากมายที่เรารู้ แต่เราไม่รู้ตัวว่าเรารู้

การศึกษาเล่าเรียนนั้นจะต้องประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ

  1. พหุสฺสุตา ฟังมาก คือได้สดับฟังมากและรับเอาข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ต่างๆหมายรวมตลอดถึงการดูและการอ่านอีกด้วย
  2. ธตา จำได้ คือเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วก็สามารุจับหลักสาระสำคัญไว้ได้อย่างแล้วทรงจำไว้อย่างแม่นยำ
     
  3. วจสา ปริจิตา คล่องปาก คือท่องบ่นหรือพูดอยู่เสมอจนคล่องแคล่วชัดเชน
  4. มนสานุเปกขิตา เพ่งขึ้นใจ คือใส่ใจนึกปคิดพิจารณาเจนใจ นึกถึงครั้งใดก็ปรากฏให้เห็นชัด
     
  5. ทิฏฐิยา สุปฏิวิทฺธา แทงตลอดด้วยทิฏฐิ คือมีความเข้าใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในส่วนเนื้อความและเหตุผล

แหล่งเกิดความรู้

ในทางพุทธศาสนากล่าวว่า ความรู้เกิดมาจาก 2 ทางหลัก คือ (องฺ.ทุกฺก. 20/371/110.)

  1. ปรโต โฆสะ ได้แก่ การรับรู้ข้อมูลจากประสบการณ์ภายนอก เป็นความรู้ในรับดับการรับรู้
  2. โยนิโส มนสิการ ได้แก่การคิดไตร่ตรองพิจารณา ความคิดที่ถูกวิธี คิดเป็น คิดอย่างมีระเบียบ สืบค้นถึงต้นเค้า สืบสาวให้ตลอดสาย เป็นความรู้ระดับเหตุผล

แหล่งเกิดปัญญา

หากจำแนก ประเภทความรู้ตามวิธีการเกิดได้ 3 ประเภท คือ (พระเทพเวที, 2525 : 52.)

  1. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน หรือถ่ายทอดกันมา คือ ความรู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง หรืออ่านจากตำรา หรือมีคนสั่งสอนให้ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำสุด
     
  2. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด การพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง คือความรู้ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลของตนเอง เมื่อได้ยินหรือได้อ่านหรือมีคนสอนก็ดี หรือพบเห็นเรื่องอะไรต่างๆด้วยตนเองแล้วก็ดี แล้วนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลของตนเองตามลำดับ จนเชื่อแน่ว่าเป็นความจริงแล้ว จัดเป็นความรู้ที่แน่นแฟ้นกว่าความรู้ขั้นแรก
     
  3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติ ฝึกหัดอบรม คือความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนาด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรู้เกิดขึ้นในตัวของตัวเองอย่างแจ่มชัด ไม่ใช่เห็นด้วยตาหรือประสาทต่างๆ และไม่ใช่รู้ด้วยเหตุผล แต่รู้ด้วยญาณ

อย่างไรก็ดีในการศึกษาเพื่อจะให้เกิดความรู้นั้น ความสำคัญยังขึ้นอยู่ที่ผู้เรียนอีกด้วย คือผู้เรียนจะต้องมีความศรัทธาและสนในสิ่งที่จะศึกษาเสียก่อนเป็นเบื้องต้น นอกจากนี้ยังจะต้ององค์ประกอบที่สำคัญอีกสองประการคือ ต้องเสวนากับสัปบุรุษหรือกัลยาณมิตร ซึ่งจะช่วยแนะนำสั่งสอนความรู้ให้ ประการหนึ่ง และต้องมีโยนิโสมนสิการ อีกประการหนึ่งด้วย

ปฏิบัติ

ปฏิบัติ คือการนำเอาสิ่งที่จดจำไว้ได้และเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วนั้นมาประยุกต์ปฏิบัติให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์และปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ปฏิบัติ แปลว่า เดินทาง มาจากภาษาบาลี มีคำคล้ายๆกับคำว่า “ปฏิปทา” ซึ่งแปลว่า ทาง จะเห็นได้ในคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่าทางสายกลาง คำว่า ปฏิปทา และคำว่า ปฏิบัติ เป็นคำเดียวกัน รากศัพท์อันเดียวกัน ถ้าเป็นกริยา มีรูปเป็น ปฏิปชฺชติ เช่นในคำว่า “มคฺคํ ปฏิปชฺชติ” แปลว่า เดินทาง พราะฉะนั้น ปฏิปชฺชติ มาเป็นปฏิบัติ หรือเป็นปฏิปทา ก็แปลว่า การเดินทาง หรือแปลว่า ทางที่เดิน นั้นก็คือการปฏิบัติธรรมก็คือ

ในการศึกษาในด้านต่างๆตามแนวทางปริยัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น หลักการสำคัญที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือไตรสิกขา

ไตรสิกขา

ไตรสิกขาถือเป็นหลักสำคัญในการศึกษา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา กล่าวคือศีล อยู่ที่ตัวของเราที่มองเห็น คือตัวของเราที่แสดงออกมาภายนอก ทางกาย และทางวาจา ถ้ากระทำทางกาย ก็เป็นกายกรรม ถ้าเป็นด้านวาจาก็คือคำพูด ก็เป็นวจีกรรม แม้ว่าทั้งหมดนั้นจะออกมาจากใจ คือ เจตนา แต่การกำหนดศีลนั้นกำหนดที่พฤติกรรมซึ่งแสดงออกมาทางกายและวาจา อยู่ที่ตัวเรากับสิ่งภายนอก นั้นก็คือ ศีล เป็นเครื่องที่ควบคุมกาย วาจา ที่แสดงออกมาภายนอก เพื่อให้มีพฤติกรรมถูกต้องดีงาม รู้การควรไม่ควร ประพฤติปฏิบัติเหมาะสมในกิจการงานของตน สมาธิ ลึกเข้าไปข้างในมองไม่เห็น ไม่อยู่ที่ตัวข้างนอก ไม่มองเห็นด้วยกายวาจา แต่อยู่ที่จิตใจ นั้นก็คือ สมาธิเป็นเครื่องที่พัฒนาให้ผู้เรียนมีสภาพจิตที่เข้มแข็งสงบระงับเป็นอารมณ์เดียว คือใฝ่ใจในสิ่งที่กำลังศึกษา ปัญญา เป็นขั้นที่อาศัยจิต เมื่อใช้จิตทำงานทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลาย ก็เกิด ปัญญาขึ้น เป็นส่วนที่มาเสริม เพื่อปรับปรุงคุณภาพของจิตใจแล้วจิตใจที่มีความรู้มีปัญญา ก็เอาความรู้นั้นมาใช้ปรับปรุงชีวิตด้านกายวาจา

หลักไตรสิกขานี้เมื่อนำมาแยกแยะพิจารณาแล้วก็จะพบว่าประกอบด้วยมรรคมีองค์แปดคือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง ซึ่งจำแนกได้ดังนี้คือ

จากหลักไตรสิกขานั้น ได้แยกแยะพิจารณาแล้วจะพบว่าประกอบด้วย มรรคมีองค์แปดซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งจะได้อธิบายดังต่อไป

 

มรรค 8

หลักปฏิบัติของศาสนาพุทธ เพราะพระองค์ไม่ได้ต้องการจะสอนแต่เพียงภาคทฤษฎีต้องให้ลงมือในภาคปฏิบัติการจริงๆ มรรค 8 ประกอบด้วย (พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, 2546 : 12)

  1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง เพราะความไม่รู้ก่อให้เกิดความเห็นผิดในรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกและอัตตา มนุษย์เข้าใจว่า ชีวิตเต็มไปด้วยทุกข์ มีอัตตายืนพื้นที่เป็นอมตะเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จักสิ้นสุด การสลัดความเห็นผิด และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆเรียกกว่าเกิดสัมมาทิฏฐิ
     
  2. สัมมาสังกัปปะ คิดถูกต้องเพื่อการขจัดรากเหง้าแห่งความคิดอกุศลทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะต้องมาคู่กับสัมมาทิฏฐิ
     
  3. สัมมาวาจา มนุษย์ต้องควบคุมวาจาของตน ไม่กล่าวเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และวิพากษ์วิจารณ์เพื้อเจ้อไร้ประโยชน์ กล่าวแต่คำสัตว์คำจริงแม้เพียงคำเดียวแต่ทำให้จิตใจสงบดีว่าคำพูดเพ้อเจ้อไร้ความหมายเป็นล้านๆคำ
     
  4. สัมมากัมมันตะ หมายถึงการประพฤติที่ถูกต้อง มุ่งเอาการรักษากริยาทางกาย ด้วยการไม่ทำร้าย หรือทำลายชีวิตบุคคลอื่น สัตว์อื่น ไม่ลักขโมยฉ้อโกง ไม่ละเมิดทางเพศ เป็นต้อน สรุปคือปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยาและหน้าที่ที่ตนความประพฤติเพื่อความสงบของตนและสังคม
     
  5. สัมมาอาชีวะ หมายถึง การประกอบอาชีพในทาวสุจริต พระพุทธเจ้ามุ่งเอาการเว้นจากการค้าอาวุธ ค้าขายมนุษย์ ค้าขายยาพิษ ค้าขายเนื้อ ค้าขายสุรายาเมาเป็นต้น ที่เรียกว่า มิจฉาวาณิชชะ เป็นความชั่วที่บุคคลจะแสวงหาทรัพย์ด้วยการข่มขู่ กรราโชก กินสินบน โกง เจ้าเล่ห์ ต้มตุ๋น เป็นต้น
     
  6. สัมมาวายามะ หมายถึง ความพยายามที่จะหยุดความคิดที่ชั่ว ความรู้สึกที่ชั่ว เป็นความพยายามที่จะควบคุมตัวเอง มีวินัยด้วยตนเอง หยุดกอุศลวิตก ปลุกเร้ากุศลวิตก ขั้นตอนพยายามที่ถูกต้อง คือจิตจดจ่อในความคิดที่เป็นกุศลบางอย่าง ศึกษาผลของการกระทำที่เกิดจากจิตอกุศลวิเคราะห์สาเหตุของความคิดอกุศลและหยุดกระทำ ควบคุมใจด้วยความพยายามทางกาย และสมาทานรักษาธรรม
     
  7. สัมมาสติ หมายถึงการรู้สึกตัวอยู่เสมอ การมีสำนึกในสภาวะที่จิตใจรักษารูปแบบเดิมของตน ถ้าใจมีสติกำกับ อกุศลธรรมจะเกิดมาไม่ได้ การตั้งสติที่ถูกต้องให้กำหนดสติในอารมณ์ 4ประเภท คือ กำหนดการเคลื่อนไหวของกายในอริยาบถต่างๆ กำหนดทีความรู้สึกเวทนา เจ็บ สุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ กำหนดความคิดนึกในจิตของตน คิดดีคิดไม่ดี ต้องมีสติกำกับรู้ และกำหนดที่ธรรมารมณ์
     
  8. สัมมาสมาธิ หมายถึงการที่จิตสงบมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านพร้อมที่จะพิจารณาสัจภาวะหากจิตไม่สงบนิ่งก็เหมือนน้ำที่เป็นคลื่นไหวสั่นพลิ้ว ไม่สามารถจะส่องเห็นเงาตัวเองอย่างชัดเจนได้

นอกจากหลักการปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้น พุทธปรัชญาก็วางหลักแห่งความเชื่อเอาไว้ 4ประการ ที่เรียกว่า ศรัทธา 4 (พระราชวรมุนี(ประยุทธ์ ปยุตโต), 2528 :164-164.) คือ

  1. กัมมสัทธา เชื่อว่า พฤติกรรมที่กระทำไปแล้วไม่ไร้ผล ทำเองต้องได้ ไม่ใช่ไม่ทำเองได้แต่แต่สวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งเหนือธรรมชาติภายนอก แล้วรอผลบันดาลที่จะได้จากสิ่งนั้น
  2. วิปากสัทธา เชื่อว่า ผลที่เราได้รับมาจากพฤติกรรมที่ทำไปแล้ว เหมาะสมแก่เหตุ เช่นผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
  3. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่ากรรมเป็นของส่วนตัวทุกคน แต่ละคนเป็นเจ้าของและจะต้องรับผิดชอบและเสวยผลเป็นไปตามกรรมที่กระทำไปแล้วของตน
  4. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อปัญญาของผู้รู้ คือเชื่อมั่นว่าบุคคลที่ตรัสรู้เป็นพุทธะ มีปัญญาสมบูรณ์ รู้จริง รู้แท้ เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้จริง พระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรที่สูงสุด

ปฏิเวธ

ปฏิเวธ หมายถึงการบรรลุธรรม คือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เป็นเป้าหมายที่สำคัญของการเข้าสู่พระศาสนา คือ ปฏิเวธ การบรรลุธรรมนั่นเอง เพราะการบรรลุธรรมนี้ ไม่มีอะไรจะดีเท่า ไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่า ผู้ที่บรรลุธรรมได้นั้น ย่อมเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์ อยู่เหนือความวุ่นวายใจ ท่ามกลางความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ท่ามกลางการพลัดพรากจากกัน

ผลในทางพระพุทธศาสนาก็คือมรรค ผล นิพพาน เป็นความสงบ ความร่มเย็นเป็นสุขของจิตใจ ที่เกิดขึ้นจากการขัดเกลาสิ่งที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเครื่องพันธนาการ ผูกจิตให้ติดอยู่กับกองทุกข์ ธรรมที่บุคคลจะปฏิบัติบรรลุถึงได้นั้น แบ่งไว้เป็น 4 ขั้นด้วยกัน คือ

1) โสดาบัน

เกิดจากการที่ได้ชำระกำจัดสังโยชน์ เครื่องพันธนาการจิตให้ติดอยู่กับกองทุกข์ 3 ประการด้วยกัน คือ

1. สักกายทิฐิ
2. วิจิกิจฉา
3. สีลัพพตปรามาส

1. สักกายทิฐิ

สักกายทิฐิ คือ ความเห็นว่ามีตัวมีตนในขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

  1. รูปขันธ์ได้แก่รูปกายที่สามารถมองดู ด้วยตาเห็นได้
  2. เวทนาขันธ์ได้แก่ความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
  3. สัญญาขันธ์ได้แก่ความสำคัญหมาย
  4. สังขารขันธ์ได้แก่ความคิดปรุงแต่ง
  5. วิญญาณขันธ์ได้แก่ความรู้อารมณ์ทั่วสกลกาย

พระโสดาบัน ได้เห็นความจริงของเบญจขันธ์ ด้วยกระแสวิปัสสนาญาณ เมื่อรู้ความจริงแล้ว จึงเป็นผู้ที่ไม่มีความสำคัญผิด ว่าเบญจขันธ์เป็นตัวตน หรือเป็นของตน ไม่มีอำนาจใด ๆทำให้เบญจขันธ์เป็นร่างโครงอยู่ไว้ตลอดไป นอกจากแยกแตกย่อยยับจากกันแล้ว ยังสามารถเข้าเกาะกุมกันใหม่ได้ด้วยอำนาจของตัณหาและอวิชชา ความแยกออกและเข้ายึดเกาะกุมเข้าใหม่ จะมีอยู่เสมอ ตลอดกาล ที่อวิชชาและตัณหายังเป็นเจ้าของจิตใจของคนและสัตว์อยู่ พระโสดาบันได้รู้เรื่อง การก่อและการทำลาย ของเบญจขันธ์ หรือจะพูดได้ว่า พระโสดาบันได้เรียนรู้ต้นทางแห่งชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหมดว่า มนุษย์และสัตว์เกิดมาจากอะไร ทำไมจึงต้องเกิด ถ้าจะไม่เกิดจะไม่ได้หรือ และเรียนรู้ปลายทางของชีวิตว่า สุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างไร มีความจริงแค่ไหนยิ่งกว่านั้น ยังรู้ถึงเงื่อนต่อระหว่างความเกิดและความตายอีกว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

2. วิจิกิจฉา

วิจิกิจฉา ที่เป็นสังโยชน์ หมายถึง ความสงสัยในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่ามีจริงหรือไม่และมีความจริงแค่ไหน ความสงสัยในพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์ จะดับไปในเมื่อสักกายทิฏฐิดับไปแล้ว เพราะสักกายทิฏฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรม เมื่อสักกายทิฎฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรม เมื่อสักกายทิฏฐิดับไป วิสุทธิธรรมก็ปรากฏความสงสัยที่เรียกว่า วิจิกิจฉาก็หายไปด้วย วิสุทธิธรรม เป็นความบริสุทธิ์ หรือเรียกว่า เป็นความดับโดยไม่เหลือมลทิน พระโสดาบันน์เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ก็จะหมดความลังเลสงสัย

3. สีลัพพตปรามาส

สีลัพพตปรามาส การลูบคลำศีล คือยังไม่แน่ใจว่าศีลเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ จึงยังต้องหลงพึ่งสิ่งอื่นๆ เช่นไปหาหมอดูให้สะเดาะเคราะห์ ไปหาหมอซินแสให้บอกทิศทางของบ้าน ว่าควรจะตั้งหันหน้าไปทิศทางไหน ควรจะตั้งโต๊ะ ตั้งเตียงไว้ตรงไหน ห้องนอน ห้องน้ำควรจะอยู่ทิศใดอย่างนี้เป็นต้น เหล่านี้เรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาส คือยังคิดว่าความเจริญนั้นอยู่ที่ตั้งของบ้าน อยู่ที่ดวงชะตา เป็นต้นสังโยชน์ทั้ง 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จะหายไปพร้อมกัน ในขณะที่ญาณทัสสนะ แก่กล้าเต็มขีดเป็นองค์มรรค ความเข้าใจในเรื่องชีวิตก็แจ่มแจ้ง ความสงสัยในวิสุทธิธรรมก็หมดไป ความสงสัยในศีลในพรตก็หมดไป พร้อมกับความประชุมลงแห่งมรรคครั้งแรก คุณลักษณะของพระโสดาบัน

1) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า
2) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระธรรมเจ้า
3) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระสงฆเจ้า
4) มีศีล 5 เป็นข้อปฏิบัติประจำตัว ไม่มัวหมองด่างพร้อยและมีคุณลักษณะพิเศษ 2 ประการ คือ
   1. มีจิตประกอบไปด้วยกุศล ยินดีที่จะบริจาคทุกเมื่อ และ
   2. มีปัญญากล้า เป็นสัมมาทิฏฐิ

2) สกิทาคามี สกิทาคามี

คือเริ่มมีความเบื่อหน่ายในเรื่องของกามรสทั้งหลาย แต่ยังไม่ได้กำจัดให้หมดสิ้นไป ได้ทำให้เบาบางลงไป ความหงุดหงิดใจก็เบาบางลงไป ผู้ที่จะกำจัดปฏิฆะความหงุดหงิดใจ กามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามให้หมดสิ้นไป

3) อนาคามี

คือ ผู้ที่จะกำจัดปฏิฆะความหงุดหงิดใจ กามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามให้หมดสิ้นไป

4) อรหันต์

ผู้ที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ คือต้องละ 1. รูปราคะ ความยินดีในรูปฌาน 2.อรูปราคะ ความยินดีในอรูปฌาน 3. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน 4. มานะ ความถือตน 5. อวิชชา ความไม่รู้จริง ผู้ที่สามารถกำจัดสังโยชน์ทั้ง 5 นี้ได้ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

5) นิพพาน

นิพพาน คือ ความดับตัณหาสิ้นเชิง ไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องมาเวียนว่าย ตายเกิดอีกต่อไป นิพพานแบ่งได้ 2 พวก คือ

สรุปการเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา

ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพุทธปรัชญา เปรียบเหมือนกับทฤษฏี และการปฏิบัติตามทฤษฏี ซึ่งเป็นของคู่กัน เมื่อปริยัติ ปฏิบัติ แล้วทำให้เกิดความเข้าใจสูงสุดคือ ปฏิเวธ

ปริยัติ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมถึงการเข้าใจเนื้อหาสาระ ขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นพื้นฐาน หรือต้นทุนในการที่จะประพฤติปฏิบัติ เป็นขั้นของการเล่าเรียน รับฟังผู้อื่นมา โดยเฉพาะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ซึ่งสืบต่อกันมาในพระไตรปิฎก และเรามีครูอาจารย์แนะนำบอกกล่าว เอามาท่องบ่น มาสอบสวนทบทวนกันหลักแห่งการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้จริง เข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ ชีวิตที่จะมีความหมาย หรือมีคุณค่า ต้องเป็นชีวิตปฏิบัติตามหลักธรรมะ ว่าตามหลักอริยสัจ ก็คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ประการ

แต่หากจะกล่าวตามหลักปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเป็นลำดับขั้นจากระดับต่ำไปหาสูง เรียกว่า สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา ได้แก่ สีลสิกขา การปฏิบัติรักษาศีล เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางกายและวาจา จิตสิกขา การบำเพ็ญจิตให้เกิดสมาธิ ความสงบ เพื่อป้องกันและกำจัดนีวรณธรรม และปัญญาสิกขา การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงตามสภาวะ เพื่อกำจัดอนุสัยกิเลส หลักการปฏิบัติมีเป้าหมายเพื่อบรรลุการหลุดพ้นจากความทุกข์ในวัฏฏสงสารปฏิเวธ คือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เป็นเป้าหมายที่สำคัญของการเข้าสู่พระศาสนา คือปฏิเวธ การบรรลุธรรมนั่นเอง เพราะการบรรลุธรรมนี้ ไม่มีอะไรจะดีเท่า ไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่า ผู้ที่บรรลุธรรมได้นั้น ย่อมเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์ อยู่เหนือความวุ่นวายใจ ท่ามกลางความเกิด แก่เจ็บ ตาย ท่ามกลางการพลัดพรากจากกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook