บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีต่างประเทศ

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ พระนิพนธ์ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สามก๊ก เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปล
พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่
บรรณานุกรม

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

วรรณคดีเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นการปรับวรรณคดีมุขปาฐะเป็นวรรณคดีลายลักษณ์ที่สมบูรณ์ เพราะต้นฉบับของบทละครเรื่องรามเกียรติ์ที่หลงเหลือมาจากสมัยอยุธยา นอกจากไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ยังน่าจะเป็นตัวบทสำหรับการขับร้องเพื่อการแสดง มิใช่สำหรับอ่าน การรังสรรค์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี อ้างว่าเพื่อ “ถนอมถนิมประดับโสต ประโยชน์ฉลองเฉลิม เจิมจุฑาทิพย์ประสาท ประกาศยศเอกอ้าง องค์บพิตรพระเจ้าช้าง เผือกผู้ครองเมือง” และในโคลงท้ายบท มีข้อความใน 2 บาทท้ายว่า “ ริ ร่ำพร่ำประสงค์ สมโภช พระนา บูรณ์ บำเรอรมย์ให้ อ่านร้องรำเกษมฯ” หมายความว่าเหตุที่ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องนี้

ข้อความในโคลงข้างท้าย บ่งชี้ว่าพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ใช้สำหรับ อ่าน ร้อง หรือ รำ ก็ได้ แต่จะเห็นได้ว่าตัวบทไม่เหมาะแก่การนำไปแสดงโดยตรง ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ สำนวนใหม่ โดยตัดตอนเฉพาะบางตอน คือ ตอนหนุมานถวายแหวนจนถึงทศกัณฑ์ล้มตอนหนึ่งประกอบด้วย ตอนหนุมานถวายแหวน เผาลงกา ขับพิเภก สุกระสารปลอมพล นางลอย จองถนน ตั้งพลับพลา องคตสื่อสาร สุครีพหักฉัตร ไมยราพสะกดทัพ ศึกกุมภกรรณ ครั้งที่ 1 ศึกกุมภกรรณ ครั้งที่ 2 ศึกกุมภกรรณ ครั้งที่ 3 ศึกอินทรชิต ครั้งที่ 1 ศึกมังกรกัณฐ์ ศึกแสงอาทิตย์ ศึกพรหมาสตร์ สีดาไปสนามรบ สุขาจารแปลงเป็นสีดา พิธีกุมภนิยา ศึกทศกัณฐ์กับสิบรถ ศึกสหัสสเดชะ พิธีอุมงค์ ศึกสัทธราสูร ศึกวิรุญจำบัง ท้าวมาลีวราชว่าความ พิธีเผารูปเทวดา ศึกทศกัณฐ์กับพระลักษณ์ พิธีหุงข้าวทิพย์ ศึกทศกัณฐ์ขาดเศียรขาดกร หนุมานอาสา ทศกัณฐ์ล้ม ศึกประลัยกัลป์ อภิเษกพระราม ตอนฆ่าสีดาจนถึงอภิเษกเขาไกรลาสอีกตอนหนึ่ง ประกอบด้วยตอนพระรามคลั่งฆ่านางสีดา ปล่อยม้าอุปการ หรือเรียกว่าตอนบุตรลบ พระรามเข้าโกศ และอภิเษกไกรลาส รวม 36 เล่มสมุดไทย พระองค์ทรงปรับบทเพื่อให้นำไปใช้ในการแสดงละครได้เหมาะสม ดังตัวอย่างตอนนางสีดาผูกคอตาย

สำนวนรัชกาลที่ 1

เอาภูษาผูกศอให้มั่น แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรดำรงปลงใจ อรไทก็โจนลงมา
บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวี ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงไหม้
โลดโผนโจนตรงลงไป ด้วยกำลังว่องไวทันที

สำนวนรัชกาลที่ 2

เอาภูษาผูกศอให้มั่น แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรดำรงปลงใจ อรไทก็โจนลงมา
บัดนั้น วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย

จะเห็นได้ว่า วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 มีความกระชับ ใช้แสดงได้สมจริง ในขณะที่ฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 จะเก็บความครบถ้วน ให้รายละเอียดตามขนบวรรณศิลป์

ความแตกต่างของบทละครเรื่องรามเกียรติ์ทั้งสองสำนวนนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยไว้ในพระราชบันทึกเรื่องบายศรีว่า (อ้างถึงในเสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2525 : 89)

“พระราชนิพนธ์พระพุทธยอดฟ้า ตั้งใจจะให้ถี่ถ้วนตามแบบอย่างด้วย ต้องการจะให้ถ้อยคำลึกและไพเราะทั้งเป็นอัศจรรย์ด้วย ไม่รังเกียจข้อที่จะยืดยาวจนเล่นละครดูเบื่อ
พระราชนิพนธ์พระพุทธเลิศหล้าฯ คิดย่อให้สั้น ไม่ให้บทยาวเยิ่นเย้อดูละครเบื่อเป็นที่ตั้ง แต่เลือกคำให้ไพเราะ ให้ถูกต้องด้วยแบบธรรมเนียม แต่ไม่พยายามที่จะว่าให้ครบครัน ยอมให้เลยไปตามกลอนบ้าง”

นอกจากนี้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (2518 : 125) ทรงอธิบายไว้ในเรื่องพระราม ว่า

“แม้ว่าลักษณะที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ขึ้นนี้จะได้อนุโลมตามแบบอย่างแห่งบทละครรำก็ดี วิธีที่ทรงดำเนินเนื้อเรื่องทำให้เรานึกว่ามิได้มีพระราชประสงค์จะให้ใช้เป็นบทสำหรับเล่นละครตลอดไป เพราะเรื่องยืดยาวเหลือที่จะเล่นดังนั้นได้ตลอด การนำเรื่องรามเกียรติ์ออกเล่นให้มหาชนดูนั้นโดยเฉพาะในสมัยก่อน ๆ มิได้ใช้วิธีร้องบทให้ตัวละครรำ หากใช้วิธี “พากย์” ให้คนเต้น คนเต้นนั้นก็เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงอย่างละครรำ จึงน่านึกว่าพระราชประสงค์ที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นในรูปละครรำตลอดนี้ คงจะเป็นไปในทางให้มีเรื่องอันบริบูรณ์สำหรับเก็บไว้เป็นตำรับ หากจะนำตอนใดออกเล่นบ้างก็ได้ หากผู้ใดชอบใจที่จะอ่าน ก็จะมีเรื่องอันบริบูรณ์แต่ต้นจนจบไว้อ่านได้ดังนี้”

 

เหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ไว้เป็นจำนวนมาก น่าจะเป็นดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ในประกาศรัชกาลที่ 4 ว่าด้วยเรื่องเก็บภาษีโขนละครและการละเล่นอื่น ๆ ว่า

“ลครเล่นเรื่องรามเกียรติ์เรื่องอุณรุทรนี้เป็นเรื่องปางนารายณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินแต่ครั้งกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหานครเก่า ทรงหัดทรงเล่นละครข้างในสำหรับแผ่นดินสืบ ๆ มา แต่ลครเรื่องอิเหนานั้นเป็นลครของเจ้าฟ้า และพระองค์เจ้าซึ่งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอฝ่ายในหัดเล่นมีมาแต่โบราณ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ในต้นแผ่นดินก็โปรดให้หัดลครข้างในเล่นเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องอุณรุทธตามแบบอย่างแต่ก่อน แล้วโปรดให้หัดลครเรื่องอิเหนาเรื่องอื่น ๆ เล่นบ้างต่อภายหลัง ครั้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ต้นก็ได้ทรงหัดเรื่องอิเหนาและเรื่องอื่น ๆ เล่นก่อน ภายหลังทรงพระดำริห์ว่า ลครเรื่องรามเกียรติ์เป็นเรื่องปางนารายณ์ พระเจ้าแผ่นดินเคยทรงสืบมาทุก ๆ พระองค์ ถึงไม่สู้โปรดก็ควรจะต้องเล่นอย่าให้เสื่อมเสียราชประเวณีวงษ จึงทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงแต่งเรื่องรามเกียรติ์ใหม่ ให้หัดลครข้างในเล่นเรื่องรามเกียรติ์ไว้สำหรับพระบรมมหาราชวัง ก็เพราะได้ทรงฟังพระดำริห์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกนารถแต่ก่อนแล้วทรงรฦกขึ้นได้ดังนี้ จึงทรงหัดลครเล่นเรื่องรามเกียรติ์ตามแบบอย่างพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนสืบ ๆ มา เพื่อจะรักษาพระเกียรติยศว่า ลครเรื่องปางนารายณ์เป็นละครหลวง”

เรื่องรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีอินเดียที่เข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังจะเห็นได้จากพระนาม รามคำแหง ในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 ในสมัยอยุธยามีการอ้างอิงตัวละครสำคัญในเรื่องรามเกียรติ์ ได้แก่ พระราม พระลักษณ์ ทศกัณฐ์ สีดา ในบทนิราศหลายเรื่อง วรรณคดีเรื่องนี้ยังมีอิทธิพลในนิทาน ตำนานพื้นบ้าน และในวิถีชีวิตคนไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยที่จะค้นคว้าว่าเรื่องรามเกียรติ์มาจากวรรณคดีที่ใด และแพร่หลายเข้ามายังเมืองไทยได้อย่างไร พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ขึ้นใน พ.ศ. 2456 โดยทรงศึกษารามายณะภาษาสันสกฤตของวาลมีกิ ฉบับอุตตรนิกาย และรามายณะภาษาฮินดีของตุลสิทาส และทรงเปรียบเทียบทั้งสองเล่มกับรามเกียรติ์ไทยให้เห็นความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันในเนื้อเรื่องบางตอน ทรงตั้งข้อสังเกตว่าไม่ทรงพบเรื่องราวตอน สำคัญ ๆ เกี่ยวกับหนุมาน ทั้ง ๆ ที่เป็นตอนที่คนไทยนิยมนำมาใช้แสดงกันมาก ในที่สุด พระองค์ทรงสรุปว่าบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ไทยมี 3 แหล่ง คือ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2513 : 207 – 8)

หลังจากนั้น มีนักวิชาการศึกษาเรื่องรามเกียรติ์ต่อเติมจากงานวิจัยค้นคว้าของรัชกาลที่ 6 อีกหลายคน เช่น เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ซึ่งรวบรวมงานค้นคว้าไว้ในหนังสือเรื่องอุปกรณ์รามเกียรติ์และประชุมเรื่องพระราม พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเขียนบทความเรื่องพระราม ในสมัยหลังมีผู้ค้นคว้าวิจัยเป็นงานวิทยานิพนธ์ และบทความวิชาการอีกจำนวนมาก เล่มสำคัญเล่มหนึ่งคือวิทยานิพนธ์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรามายณะของวาลมีกิและรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 ของสมพร สิงโต เพราะเป็นงานวิจัยที่อ้างอิงกันต่อมา

การศึกษาวิจัยเรื่องรามเกียรติ์ในเชิงเปรียบเทียบทำให้เห็นว่าไทยรับอิทธิพลวรรณคดีเรื่องนี้มาจากอินเดียในลักษณะของวรรณคดีมุขปาฐะก่อน และอาจเข้ามาพร้อมกับการเชิดหนัง ส่วนเรื่องรามายณะที่เป็นวรรณกรรมลายลักษณ์เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงค้นคว้าเรื่องบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ จากนั้นทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตามฉบับวาลมีกิในด้านชื่อตัวละคร บุคลิกตัวละคร และการลำดับเรื่อง ยกเว้นตอนพรหมาสตร์ ดำเนินเรื่องตามฉบับรัชกาลที่ 1 และตอนนางลอย ดำเนินเรื่องตามฉบับรัชกาลที่ 2 ลักษณะการรับอิทธิพลเช่นนี้ทำให้เรื่องรามเกียรติ์มิได้เหมือนกับเรื่องรามายณะทั้งหมด กวีไทยได้ปรับเปลี่ยนทั้งชื่อตัวละคร กำเนิดตัวละคร บุคลิกลักษณะของตัวละคร การลำดับเรื่อง เนื้อเรื่องบางตอน รูปแบบของการแต่ง และจุดประสงค์ของการแต่ง การปรับเปลี่ยนเหล่านี้เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยม ค่านิยม ความเชื่อ และขนบทางวรรณศิลป์ของไทย อย่างเช่นการปรับเปลี่ยนจากคัมภีร์ศาสนาที่ใช้สำหรับสวดให้เกิดสิริมงคลเป็นวรรณกรรมการแสดงเพื่อความบันเทิง การเพิ่มบทบาทของหนุมานโดยได้ที่มาจากวรรณคดีเรื่องอื่น เป็นการยกพระรามให้เป็นตัวเอกในแบบอุดมคติ ส่วนหนุมานเป็นพระเอกในขนบของวรรณกรรมนิทานและการแสดง ซึ่งสร้างความสนุกเพลิดเพลินดังที่กล่าวว่า “ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด ตั้งพระทัยสมโภชบูชา ใครฟังอย่าได้ใหลหลง จงปลงอนิจจังสังขาร์”

เนื้อเรื่องบางตอนแตกต่างไปจากเรื่องเดิมบ้าง เพราะเสริมเรื่องของไทย ๆ เข้าไปให้คนดูสนุกสนาน อย่างเช่น ตอนทศกัณฐ์ลงโทษหนุมานที่ทำลายสวนขวัญเสียยับเยินหลังจากถวายผ้าสไบและแหวนให้นางสีดาแล้ว ในรามายณะ ทศกัณฐ์ให้จุดไฟเผาหนุมาน หนุมานจึงเผาลงกาแล้วเหาะไปดับไฟที่หางในมหาสมุทร แต่ในรามเกียรติ์ ทศกัณฐ์ลงโทษด้วยวิธีแบบไทยโบราณ เช่น ให้ช้างแทง ใส่ครกตำ ฯล แต่ฆ่าไม่ได้ หนุมานจึงแนะให้จุดไฟเผา หนุมานจึงแสดงบทบาทว่าเป็นคนฉลาด เพราะทำให้ทศกัณฐ์เสียรู้ เมื่อเผาลงกาแล้ว หนุมานดับไฟที่หางตัวเองไม่ได้ ต้องไปถามพระฤษีโคดม พระฤษีบอกใบ้ว่าให้ใช้น้ำบ่อน้อย หนุมานตีปริศนาออกจึงดับไฟได้ เนื้อหาที่ต่างไปนี้แสดงปัญญาของหนุมาน เนื้อเรื่องบางตอนในรามเกียรติ์ต่างกับรามายณะของวาลมีกิเพราะไทยได้เรื่องราวมาจากที่อื่น เช่น กำเนิดสีดา ในฉบับของวาลมีกิ สีดาเกิดในรอยไถที่ท้าวชนกไปไถนา จึงทรงนำมาเลี้ยง แต่พระองค์ปรารถนาบำเพ็ญพรตจึงนำสีดาใส่ผอบฝังดินฝากแม่ธรณีไว้ก่อน เมื่อไม่สำเร็จกลับไปครองเมืองมิถิลาจึงขุดดินนำนางสีดาไปด้วย ส่วนรามเกียรติ์ให้สีดาเป็นลูกทศกัณฐ์กับนางมณโฑ นางร้องว่าจะฆ่าพ่อถึง 3 ครั้งตั้งแต่แรกเกิด ทำให้ทศกัณฐ์เห็นว่าเป็นกาลกิณี สั่งให้นำพระธิดาใส่ผอบลอยน้ำไป ท้าวชนกเก็บผอบใส่นางสีดาได้ จึงฝังผอบไว้ในดินระหว่างบำเพ็ญพรต จากนั้นเนื้อความเหมือนกับฉบับของอินเดีย กำเนิดนางสีดาที่แตกต่างไปอย่างมากนี้ เสฐียรโกเศศสันนิษฐานว่าไทยน่าจะนำมาจาก หิกะยัตศรีรามของมลายู

สรุปว่า เรื่องรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีที่ได้อิทธิพลมาจากอินเดีย แต่มีความแตกต่างจากฉบับของวาลมีกิในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ มาก อาจจะเป็นเพราะเป็นวรรณคดีมุขปาฐะและเข้ามาหลายครั้งหลายคราว เรื่องราวที่เล่าผิดเพี้ยนไปตามความทรงจำของผู้เล่า นอกจากนี้ เรื่องรามเกียรติ์ไม่ได้รับอิทธิพลจากนิทานเรื่องพระรามฉบับใดฉบับหนึ่งเพียงฉบับเดียว จึงมีเรื่องราวตรงกับฉบับของวาลมีกิซึ่งถือว่าเป็นผู้รจนาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เรื่องนี้บางส่วน อีกหลายส่วนตรงกับฉบับอื่น ๆ ของอินเดีย เช่น ฉบับฮินดี ฉบับเบงกอล ฉบับทมิฬ และยังคล้ายกับรามายณะฉบับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ได้แก่ ชวา มลายู เขมร ลาว แสดงให้เห็นว่าเรื่องพระรามแพร่หลายเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นที่นิยมแพร่หลาย จึงแผ่อิทธิพลในอาณาจักรเหล่านี้อย่างกว้างขวาง รามเกียรติ์ยังมีเนื้อหาที่ต่างกับฉบับอื่น ๆ อีกมากซึ่งอาจจะเป็นเพราะเรายังสืบค้นที่มาได้ไม่ครบถ้วน และเป็นเพราะส่วนที่แตกต่างเหล่านั้นเป็นการเติม หรือการปรับเปลี่ยนตามเอกสิทธิ์ของกวีไทยโดยใช้ข้อมูลและภูมิหลังจากสังคมวัฒนธรรมไทยนั้นเอง อย่างไรก็ตาม คุณค่าของเรื่องรามเกียรติ์ที่เรารักษาไว้เช่นเดียวกับเรื่องรามายณะคือ คุณค่าในการเกื้อหนุนความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ว่าเป็นสมมติเทพ ดังที่รัชกาลที่ 4 ตรัสว่าเป็น “ปางนารายณ์” และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์จะทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ไว้เป็นประเพณีวงษ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook