บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระอภิธรรม 7 คัมภีร์

คัมภีร์ที่ 1 พระธรรมสังคณี
คัมภีร์ที่ 2 พระวิภังค์
คัมภีร์ที่ 3 ธาตุกถา
คัมภีร์ที่ 4 ปุคคลบัญญัติ
คัมภีร์ที่ 5 กถาวัตถุ
คัมภีร์ที่ 6 ยมก
คัมภีร์ที่ 7 มหาปัฏฐาน

คัมภีร์ที่ 6 ยมก

บาลี
เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูลา ?
เย วา ปน กุสลมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา.
เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลามูเลน เอกมูลา ?
เย วา ปน กุสลมูเล เอกมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา.

คำแปล
อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลของกุศลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่าธรรมะเหล่าใด ที่ชื่อว่าเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ?
อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่า ธรรมะเหล่าใด ที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ?

หมายเหตุ ตามคำแปล และบาลีเท่าที่ยกมาสวดตามประเพณีทั้งหมดนี้ จะเห็นว่ามีแต่เฉพาะคำถามเท่านั้นทั้งส่วนอนุโลมและปฏิโลมปุจฉาไม่ได้มีคำวิสัชนาอยู่เลย ถ้าจะทำความเข้าใจเฉพาะบาลีที่ได้นำเอามาสวดกับคำแปลเท่านั้น ก็ย่อมจะทำความเข้าใจให้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นพระหรือชาวบ้านที่ไม่มีพื้นการศึกษาสภาวะอยู่บ้างแล้ว ก็ยิ่งจะมืดแปดด้านเหมือนกับเดินเข้าถ้ำที่ปราศจากแสงสว่างทีเดียว เพื่อให้เกิดแสงสว่างตามที่พอจะทำได้ก็จะขอแยกความเข้าใจไว้ในที่นี้สักเล็กน้อยพอเป็น นิทัสสนนัย ก่อนอื่นควรจะทราบถึงคำว่า “กุศล” กับคำว่า “มูล คือรากเหง้าของกุศล” เสียก่อน จึงจะแยกออกว่าอะไร เป็นอะไร ไม่อย่างนั้น มันจะปนกันไปหมดอย่างชนิดที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้เลย ก็คำว่า “กุศล” เท่าที่ทรงแสดงองค์ธรรมไว้ในกุสลติกะนั้นก็ได้แก่ กุศลจิต 21 กับเจตสิกที่เกิดร่วมกันอีก 38 เท่านั้น ส่วนมูลที่เป็นรากเหง้าของกุศลนั้น มี 3 คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ เท่านั้น ที่ว่านี้ เป็นองค์ธรรมของข้อความในพระบาลีทั้ง 4 ตอนนี้

เมื่อได้รับทราบถึงตัวธรรมะของคำว่า “กุศล” และคำว่า “มูลคือรากเหง้าของกุศล” แล้ว ก็หันมาพิจารณาดูพระบาลี และคำแปลที่ได้ยกเอามาสวดกันดูว่า ตามคำถามที่ได้ถามนั้น หมายความถึงอะไร ? คำถามในอนุโลมปุจฉาที่เป็นสันนิษฐานบทที่ว่า เย เกจิ กุสลา ธมฺมา ? ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, สพฺเพ เต กุสลมูลา ? ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมดเป็นมูลของกุศลใช่ไหม ? ซึ่งคำถามตอนหลังนี้เป็นอนุโลมปุจฉา สังสยบท ก็จะมีคำวิสัชนาออกมาว่า ตีเณว กุสลมูลานิ, อวเสลา ธมฺมา น กุสล-มูลา. ความว่า เฉพาะความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความไม่หลง 3 ตัวนี้เท่านั้น ที่จัดเป็นมูลคือรากเหง้าของกุศล, กุศลธรรมที่เหลือคือกุศลจิต 21 เจตสิกอีก 35 (โดยยกเอากุศลเหตุ 3 ตัว ที่ออกไปเสียแล้ว) เป็นเพียงกุศล แต่ไม่ใช่เป็นมูลคือรากเหง้าของกุศล ฯ

ส่วนบาลีในปฏิโลมปุจฉาทั้งสันนิฏฐานบท และสังสยบทที่ว่า เย วา ปน กุสลมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ? ความว่า ก็หรือว่า ธรรมะเหล่าใดที่ว่าเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ? คำวิสัชนาก็จะออกมาว่า อามนฺตา. รับรองว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่ากุศลมูลคือตัวของความไม่โลภ ความไม่โกรธและความไม่หลงซึ่งเป็นรากเหง้าของกุศลนั้น นอกจากตัวเขาจะเป็นรากเหง้าของกุศลนั้น นอกจากตัวเขาจะเป็นรากเหง้าให้เกิดกุศลแล้ว ตัวเองก็เป็นกุศลด้วย (ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของบาลีที่เป็นคำถามในตอนแรก พูดถึงเรื่องของมูล มูลของกุศลกับกุศลเท่านั้น)

ส่วนพระบาลีในท่อนที่ 2 ต่อมาที่ว่า เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลา ? ความว่า ธรรมะทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่งซึ่งเป็นกุศลมีอยู่ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ? เมื่อมีคำถามขึ้นมาอย่างนี้ คำวิสัชนาก็จะออกมาว่า อามนฺตา. ซึ่งแปลว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่า กุศลธรรมทั้งหมดที่เกิดร่วมกันเมื่อจะแยกออกให้เห็นชัด ๆ แล้ว ก็พอจะจำกัดความได้ว่า ในกุศลจิตตุปบาทอย่างหนึ่ง เช่นเกิดจิตกุศลขึ้น 1 จะมีเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกันถึง 38 คราวนี้ในเจตสิก 38 นั้น ก็ยกเอา เจตสิกที่เป็นมูลของกุศลคือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ออกเสีย 3 ตัว ส่วนที่เหลืออีก 35 และจิตอีก 1 เป็น 36 เมื่อถามว่า กุศลจิต 1 กับเจตสิกที่นอกจากมูลอีก 35นั้น ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศมูลใช่ไหม ตอบว่า “ใช่” ที่ว่านี้หมายความว่า มี 2 อย่างด้วยกันคือ อย่างที่ 1 กุศลจิต 1 กับเจตสิกที่เหลือจากมูล 35 ก็เป็นธรรมที่มีมูลเป็นอันเดียวกับกุศลมูลคือตัว อโลภะ อโทสะ และอโมหะ อย่างที่ 2 หมายเอาตัวมูลเองก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลเหมือนกันคือ อโลภะ ก็มีอโทสะและอโมหะเป็นมูล อโทสะ ก็มีอโลภะและ อโมหะเป็นมูล และอโมหะ ก็มีอโลภะและอโทสะเป็นมูล เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีมูล” เป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลตามบาลีนั้น

 

คราวนี้ คำถามที่เกี่ยวกับยมกที่เป็นมูลเดียวกันในปฏิโลมปุจฉาทั้งสันนิฏฐานบท และสงสัยบทที่ว่า เย วา ปน กุสลมูเล เอกมูลา, สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ? ความว่า ก็หรือว่า ธรรมะเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมะเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ? คำวิสัชนาก็จะออกมาว่า อามนฺตา. ซึ่งแปลว่า “ใช่” หมายความว่า ธรรมะที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลนั้น ก็พอจะรวมได้เป็น 2 พวกคือ กุศลที่ไม่ใช่มูล แต่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลย่างหนึ่ง และกุศลที่เป็นตัวมูล และก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในพระบาลีที่ว่า เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลา, ก็หมายเอาทั้งกุศล และกุศลมูล โดยเน้นถามลงไปว่า ทั้งกูศลและทั้งกุศลมูลนั้นเป็นกุศลใช่ไหม ? ก็ต้องตอบว่า “ใช่” เรื่องของเรื่องก็มีอยู่เท่านั้น เป็นเพียงเอกเทศเท่านั้น เพราะธรรมะที่เกิดมาจากกุศลที่อยู่ในปัญจโวการภพ มิใช่มีแต่เฉพาะนามขันธ์เท่านั้น แม้รูที่เกิดมาจากกุศลเป็นสมุฏฐานก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ในคำตบของปฏิโลมปุจฉานี้ ท่านจึงได้ออกวิสัชนาเป็นตัวธรรมะที่มีได้ทั้งรูปทั้งนามว่า รูปที่เกิดจากกุศลเป็นสมุฏฐาน ก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ทว่าไม่ใช่กุศล, ส่วนกุศลที่เหลือก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย และเป็นได้ทั้งกุศลด้วย คำตอบที่ว่านี้ เป็นคำตอบที่เต็มตามสภาวธรรมทีเดียว ตัวธรรมะทั้งหมดตรงนี้ก็ได้แก่ กุศลจิต 21 เจตสิก 38 และกุศลจิตตัชรูปอีก 17 นั่นเอง ฯ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับคัมภีร์ยมก เท่าที่ได้ยกเอามาสวดนี้ มีเพียงคำถามเท่านั้น และก็ย่อเอามาเฉพาะมูลยมก กล่าวถึงเรื่องกุศลมูลของกุศลและธรรมที่เป็นมูลเดียวกันกับกุศลเท่านั้น ในส่วนที่ยังเหลืออีกมากมายถึง 10 คัมภีร์ และในคัมภีร์หนึ่ง ๆ ก็มีมากมาย เช่นในมูลยมกนิทเทสวารของกุศลติกะ ก็มีถึง 10 วาระ และใน 10 วาระนั้น ก็มีถึง 4 นัยคือ

กุศลบท 4 นัย คือ มูลนัย 1 มูลมูลนัย 1 มูลกนัย มูลมูลกนัย 1 แม้ในอกุศลบทและอัพยากตบทก็มี อย่าง 4 นัยเหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีนามบทอีก 4 นัย ถือ มูลนัย 1 มูลมูลนัย 1 มูลกนัย 1 มูลมูลนัย 1 เมื่อทรงแสดงมูลยมกจบแล้ว ก็ทรงแสดง ขันธยมก อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก สังขารยมก อนุสยยมก จิตตยมก และอินทริยยมก ในยมกเหล่านี้ก็ทรงแสดงไว้อีกมากมาย เช่นทรงแสดงถึงมหาวาระไว้ ในอนุสยยกว่า อุปปัตติวาระ มหาวาระ

  1. อนุสยวาระ แยกออกเป็น 3 ตอน คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกาส และอนุโลมปุคคโลกาส และแยกออกอีก 3 ตอน คือ ปฏิโลมบุคคล ปฏิโลมโอกาส และปฏิโลมปุคคโลกาส
  2. สานุสยวาระ แยกออกเป็น 2 ตอน คือ เป็นฝ่ายอนุโลม 3 คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกาส อนุโลมปุคคโลกาส แม้ฝ่ายปฏิโลมก็มี 3 เช่นกัน
  3. ปชหนวาระ ฝ่ายอนุโลม 3 ฝ่ายปฏิโลม 3 รวมเป็น 6
  4. ปริญญาวาระ ฝ่ายอนุโลม 3 ฝ่ายปฏิโลม 3 รวมเป็น 6
  5. ปหีนวาระ ฝ่ายอนุโลม 3 ฝ่ายปฏิโลม 3 รวมเป็น 6

แม้ในยมกที่ยังเหลืออีก 9 ยมก หรือ 9 คัมภีร์ที่ยังมิได้ยกมาแสดง ก็ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์นั้นอย่างวิจิตรพิสดารเช่นกัน ผู้ต้องการโปรดตรวจดูได้ในที่นั้นเถิด เพราะในอรรถกถาปัญจปกรณ์แก้คัมภีร์ที่หกได้อธิบายไว้อย่างวิจิตรพิสดารแล้ว สำหรับในสถานที่นี้จะขอยกเอามาแสดงไว้พอเป็นนิทัสสนนัยเท่านั้น ฯ

จบคัมภีร์ยมก

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook