บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สาระธรรมจากพระพุทธศาสนา

ประวัติของพระพุทธเจ้า
พระพุทธศาสนา
องค์ประกอบของพระพุทธศาสนา
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ปรัชญา
ความแตกต่างระหว่างศาสนากับปรัชญา
ความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับปรัชญา
ลักษณะเชิงปรัชญาของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา

คำว่า ศาสนา แปลว่า คำสอน หรือคำสั่งสอน รวมกับคำว่า พุทธ เป็นพุทธศาสนา แปลว่าคำสอนของหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คำนี้พระพุทธเจ้าทรงใช้เองเป็นครั้งแรก เมื่อทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ พระโอวาทที่เป็นหัวข้อใหญ่

(ปาติโมกข์) เมื่อตรัสรู้แล้วได้สองสามพรรษาเรียกได้ว่าเมื่อต้นพุทธกาลทีเดียว ดังคำที่ปรากฏในโอวาทปาติโมกข์นั้นว่า

สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำกุศลให้สมบูรณ์
สจิตฺตปริโยทปนํ การทำ จิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นี้เป็นศาสนา คือ คำสอนของพระพุทธทั้งหลาย

คำว่า พุทฺธาน สาสนํ ก็คือพระพุทธศาสนา นั่นเอง ต่อมาก็ได้ใช้คำนี้เป็นชื่อแห่งพระศาสนา ของพระพุทธเจ้า เดิมทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงแสดง แต่คำสอนสำหรับอบรมจิตใจ ยังไม่ได้ทรงบัญญัติคำสั่งหรือพระวินัย แต่เมื่อภิกษุมีมากขึ้น โดยที่ผู้มาบวชก็มาจากตระกูลต่างๆ กันมีอัธยาศัยและมีความมุ่งหมายต่างๆกันและมีจำนวนมากขึ้น มีลาภสักการะต่างๆ เกิดมากขึ้น เป็นต้น จึงทำให้ภิกษุบางรูปประพฤติไม่เรียบร้อยเสียหายจนถึงมีคำติฉินบังเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงบัญญัติพระวินัยห้ามความประพฤติเช่นนั้นเป็นคราวๆ จึงถือได้ว่าพระวินัยนี้ป็นคำสั่ง เพราะฉะนั้น แต่เดิมในขั้นแรกจึงมีแต่คำสอนยังไม่มีคำสั่ง คำว่าศาสนาจึงแปลว่าคำสอนอย่างเดียว คำสั่งนั้นหมายถึงพระ

วินัย คำสอนนั้นหมายถึงพระธรรม อันหมายถึงคำสอนเป็นเครื่องอบรมจิตใจดังกล่าวในคราวที่พระพุทธเจ้าใกล้จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ทรงตั้งพระธรรมวินัย ให้เป็น

ศาสดาแทนพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไป ดังที่ตรัสไว้ว่า “ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา” แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนานั้นแยกเป็น 2 ส่วน คือ พระธรรมและพระวินัยแม้แต่ในประวัติการสังคายนาครั้งที่ 1 และการสังคายนาครั้งที่ 2 ก็ปรากฏว่าพระพุทธศาสนายังคงแยกออกเป็น 2 ปิฎก คือส่วนที่เป็นพระธรรม และวินัย แต่ในการสังคายนาครั้งที่ 3 จึงได้แยกออกเป็น 3 ปิฎก ที่เรียกกันว่าพระไตรปิฎก ได้แก่วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก คำว่า “ปิฎก” นั้น แปลว่าตะกร้า นำมาใช้เป็นชื่อของการจำแนกหมวดหมู่แห่งคำสั่งสอนโดยแยกออกเป็น 3 ตะกร้า หรือแยกออกเป็น 3หมวดใหญ่ ๆนั่นเอง โดยพระวินัยนั้นรวมเข้าเป็น

หมวดหนึ่ง เรียกว่า วินัยปิฎก คำว่า วินัย นั้น แปลว่า แนะนำ กล่าวคือแนะนำความประพฤติทางกายและทางวาจาให้เรียบร้อยดีงาม หรือแปลว่า กำจัด กล่าวคือ กำจัดโทษที่เกิดจากความประพฤติชั่วหรือประพฤติผิดทางกายและทางวาจา พระธรรมคือคำสอนนั้นแยกออกเป็นสองหมวด กล่าวคือ คำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่บุคคลในโอกาสนั้นๆ รวมเข้าในหมวดหนึ่งเรียกว่าสุตตันตปิฎกหรือหมวดพระสูตร คำว่า สุตตันตะ มีคำแปลหลายอย่างเช่นแปลว่า เป็นเหมือนเส้นด้ายที่ร้อยดอกไม้ กล่าวคือเป็นสิ่งที่รวบรวมประมวลข้อธรรมทั้งหลายจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ดีงาม เป็นต้น ส่วนคำสอนที่ทรงแสดงแต่เฉพาะหัวข้อธรรมไม่กล่าวว่าแสดงแก่ใคร ที่ไหน โดยแสดงเรื่อง 4เรื่อง คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน รวมเข้าไว้เป็นหมวดหนึ่งเรียกว่า อภิธรรมปิฎก

คำ ว่า อภิธรรม นั้น แปลว่า ธรรมที่ยิ่งหมายถึงเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมอื่นๆ หรือหมายความว่า เฉพาะธรรม กล่าวคือ แสดงเฉพาะธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวถึงเรื่องประกอบเช่นนี้ก็ได้หรือหมายความว่า อภิธรรมเท่ากับว่าเป็นถ้อยคำที่

อธิบายเนื้อความอย่างหนึ่ง ดังนี้ก็ได้ เหล่าบุคคลจำนวนมากที่นับถือพระอภิธรรมปิฎกมักจะพอใจในคำอธิบายว่า คำว่า อภิธรรม หมายถึง เฉพาะธรรม หรือหมายถึง อธิบายธรรม หรือเท่ากับว่าเป็นถ้อยคำที่อธิบายเนื้อความของธรรมอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมานี้คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงได้แบ่งออกเป็น 3 หมวด 3 ตะกร้า คือ พระวินัย พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมคำสั่งสอนด้วยภาษาของชาวมคธ ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองที่คนพูดกันเข้าใจง่ายในท้องถิ่นนั้น ดังนั้น ภาษามคธจึงเป็นภาษาของพระพุทธศาสนา หลักฐานที่ยอมรับนับถือกันมาจนถึงบัดนี้นั้นเป็นหลักฐานที่ได้จากลังกาทวีปหรือประเทศศรีลังกา ตามประวัติของพระพุทธศาสนาที่แสดงไว้ว่า ในการทำสังคายนา

ครั้งที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีป คืออินเดีย ได้ส่งพระมหินทเถระซึ่งเป็นพระราชโอรสพร้อมคณะสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกาทวีป พระเจ้าแผ่นดินลังกาทวีปพร้อมทั้งประชาชนก็ได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ในครั้งนั้น พระพุทธศาสนาจึงได้ตั้งมั่นในลังกาทวีป และได้มีการทำสังคายนาครั้งแรกในลังกาทวีปเพื่อเป็น

การแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นลงในลังกาทวีปแล้ว นับต่อจากที่ทำในชมพูทวีปเป็นครั้งที่4 ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 พระสงฆ์ในลังกาทวีปได้ปรารภกันขึ้นว่าความทรงจำของบุคคลได้เสื่อมลง การที่จะจดจำ พระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงได้ประชุมกันทำ



การสังคายนา นับเป็นสังคายนาครั้งที่ 5 ทำการจารึกพระไตรปิฎกเป็นตัวอักษร พระไตรปิฎกจึงได้เป็นตัวอักษรขึ้นตั้งแต่ในพระพุทธศตวรรษที่ 5 ในลังกาทวีป และได้จารึกด้วยภาษามคธซึ่งนับถือว่าเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการสั่งสอน ดังนั้นพระไตรปิฎกที่จารึกเป็นตัวอักษรนั้น จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บาลี”

คำว่า”บาลี” นั้นแปลว่า เป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่าง คำนี้ใช้เรียกเป็นชื่อของคันนาของชาวนา ชาวนาเมื่อทำนาก็ต้องทำคันนา การทำคันนานั้นเป็นการบอกเขตของนาด้วย จึงนำเอาคำนี้มาใช้เรียกพระไตรปิฎก หรือพระธรรมวินัยที่จารึกไว้เป็นต้นแบบนั้นว่า “บาลี” คือ เป็นแนวเขตสำหรับที่จะแสดงว่านี้เป็นพุทธวจนะ นี้เป็นพระธรรมวินัย เป็นพระไตรปิฎก แสดงแนว แสดงเขตและในขณะ เดียวกันก็เป็นเครื่องกั้น เป็นเครื่องป้องกันเพื่อไม่ให้คำ สั่งสอนที่เป็นของปลอมแปลกปลอมเข้ามา ดังนั้น จึงได้เรียกว่าเป็นบาลีอีกอย่างหนึ่ง แต่คำว่า ภาษาบาลีนั้น ไม่ใช่เป็นชื่อของภาษาโดยตรง ชื่อของภาษาโดยตรงนั้นคือ ภาษามคธ หรือเรียกว่า “มาคธี” แปลว่า ภาษามาคธีหรือภาษาของชาวมคธ

เพราะฉะนั้น ภาษามคธจึงเป็นภาษาที่จารึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกชนได้ใช้ศึกษาสืบต่อมาจนถึงบัดนี้ และก็ได้มีบัญญัติที่นับถือกันว่าเป็นพระพุทธบัญญัติว่า ในการทำสังฆกรรมทั้งปวงของพระภิกษุสงฆ์นั้นให้ใช้ภาษา มคธ เช่นที่ใช้ในการอุปสมบท ตลอดจนถึงในการสวดมนต์ก็ใช้ภาษามคธเป็นหลัก นอกจากนี้ในภาษาไทย ก็ได้รับเอาภาษามคธมาใช้มากมาย เช่น คำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นภาษามคธทั้งนั้นเอามาใช้เป็นคำไทย (สมเด็จพระญาณสังวร, 2549 : 21-26)

ดังนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุป พระพุทธศาสนาจึงหมายถึง คำสั่งและคำสอนได้แก่ พระวินัยและพระธรรม คำสั่งสอนนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

สัจจธรรม หมายถึง คำสอนเกี่ยวกับสภาวะของสิ่งทั้งหลาย หรือธรรมชาติ และความเป็นไปโดยธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย หรือกฎธรรมชาติ กับจริยธรรม หมายถึง คำสอนที่เกิดจากการนำเอาประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจในสภาพและความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย หรือการรู้จักธรรมชาติแล้ว นำมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ หรือหมายถึงความรู้ที่เกิดจากการนำสัจธรรมไปประยุกต์ใช้นอกจากคำ สอน 2 ส่วนดังกล่าวแล้วนี้

พระพุทธศาสนายังเน้นสอนให้มนุษย์พัฒนาตนเองในประเด็น ดังต่อไปนี้ คือ

  1. ความรู้ความเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง
  2. การปรับตัวเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการดำรงอยู่โดยการพัฒนาองค์ประกอบภายในด้านร่างกาย ให้มีความสามารถและความพร้อมในการดำรงอยู่ด้วยดีและพัฒนาองค์ประกอบภายในคือจิตใจให้แข็งกล้าจนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
  3. การรู้จักปรับสภาวะสิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองโดยรู้จักเกี่ยวข้องและถือประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมเท่าที่มีอยู่ ไม่ทำลายหรือทำตนให้เป็นอันตรายแก่สิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลแก่ชีวิต และทำตนให้เกื้อกูลแก่สิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอันเป็นประโยชน์ร่วมกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook