บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

แนวพินิจทางรัฐศาสตร์
ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

ผศ. เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ

พัฒนาการของรัฐศาสตร์ในแง่สาขาวิชา
ลักษณะเด่นของ “พฤติกรรมศาสตร์”
สาระสำคัญของวิชารัฐศาสตร์ช่วงหลังทศวรรษ 1970
ความหมายทั่วไปของ Approach
แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ (Power Distribution Approach)
ลักษณะสำคัญของพหุนิยม
วิพากษ์ “พหุนิยม”
แนวพินิจชนชั้นนำ (Elite Approach)
วิเคราะห์ Classical Elitists
พื้นฐานคุณลักษณะทางจิตฯ 6 ชั้น
จุดเน้นของแนวพินิจชนชั้นนำแบบคลาสสิก
แนวพินิจชนชั้นนำแบบใหม่

ความหมายทั่วไปของ Approach

อธิบายความหมายของคำว่า Approach เป็น 5 นัย ดังนี้ :

  1. Method หมายถึง “วิธีการ” ในการกระทำบางสิ่ง เช่น : Laem has a different approach to the problem. แปลว่า “นายแหลม มีวิธีการแตกต่างกันในการแก้ปัญหา”.
  2. Asking หมายถึง “ทาบทาม” หรือ “เสนอ(งาน)ให้ทำ” เช่น : Kai has been approached by a modelling agency. แปลว่า : “หนูไก่ถูกทาบทามโดยสำนักงานนางแบบแห่งหนึ่ง”.
  3. Coming Closer หมายถึง “เข้าไปใกล้, ใกล้จะ” เช่น : the approach of winter แปลว่า : ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว.
  4. Path แปลว่า “หนทาง” เช่น : This is the fast approach to China Town. แปลว่า “นี่คือทางที่เร็วแล้วนะ ที่จะไปเยาวราช”.
  5. Deal With หมายถึง “จัดการกับ” เช่น : I’m not sure how to approach the problem. แปลว่า “ฉันไม่มั่นใจว่าจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวนั่นยังไง”.

ความหมายของ Approach ในทางรัฐศาสตร์

นักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ มักจะใช้ “ศัพท์บัญญัติ (Terminology)” (ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ปรัชญาวิทยาศาสตร์” หรือ Philosophy of Science) อย่างไม่รัดกุม, และทำให้เกิด “ความสับสน” แก่ผู้อ่าน/ผู้เรียน, โดยเฉพาะ คำศัพท์ อย่างเช่น : Approach, Conceptual Framework, Definitional System, Taxonomy, Classificatory Scheme, Typology, Model, Generalization, Hypothesis, Law และ Paradigm.

ในวันที่ 28-29 เดือนธันวาคม ปี 1965, The American Academy of Political and Social Science (วิทยะสถานด้านรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์อเมริกัน) ได้จัดการประชุมทางวิชาการขึ้น, ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia), รัฐเพนน์ซิลเวเนีย (Pennsylvania), ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “A Design for Political Science: Scope, Objectives, and Methods” ซึ่งอาจแปลว่า “การออกแบบรัฐศาสตร์ : ขอบเขต, จุดหมาย, และ วิธีการ”

ในปีถัดมา, คือ 1967, James C. Charlesworth ก็ได้รวบรวมผลงานของนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ซึ่งไปประชุมกัน ณ Philadelphia มาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ Contemporary Political Analysis (New York: Free Press, 1967). ตรงจุดนี้เอง ที่ “ขอบเขต” ของวิชารัฐศาสตร์ เริ่มมี “ความชัดเจน” และ “ความแน่นอน” ขึ้นมา, ในแง่ของ “Approaches”.

Approaches ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “แนวพินิจ” (ศัพท์บัญญัติของ เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ), ในทางรัฐศาสตร์ นับตั้งแต่ปี 1967, แบ่งออกเป็น 8 แนวทาง ได้แก่ :

1. Behavioral Approach (แนวพินิจพฤติกรรมศาสตร์)
2. Functional Approach (แนวพินิจหน้าที่นิยม)
3. Mathematical Approach (แนวพินิจคณิตศาสตร์)
4. Systems Approach (แนวพินิจระบบการเมือง)
5. Decision-Making Approach (แนวพินิจการตัดสินใจ)
6. Game Theory (ทฤษฎีเกม)
7. Communications Approach (แนวพินิจการสื่อสาร)
8. Political Development Approach (แนวพินิจพัฒนาการเมือง)

Charleswoth มองว่า “แนวพินิจ” ของวิชารัฐศาสตร์เป็นเรื่องที่ แม้แต่ผู้เขียน “แนวพินิจ” ในแต่ละแนวก็ ไม่สามารถที่จะค้นพบวิวัฒนาการ หรือ ความต่อเนื่อง ของแนวพินิจได้เลย. แม้แต่ การที่จะลำดับเหตุการณ์ของพัฒนาการที่สังเกตเห็นได้ ก็จะพบว่า พัฒนาการดังกล่าวอาจจะต่อเนื่องกัน, บางกรณี พัฒนาการบางอย่างก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน, แต่ในหลายกรณี พัฒนาการของวิชารัฐศาสตร์ เป็นเรื่องของ ความบังเอิญ(fortuitous) ค่อนข้างมาก. ดังนั้น บรรดา “สำนักความคิด” ต่างๆในวิชารัฐศาสตร์ จึงไม่ดำรงอยู่แบบ “ชั่วกัลปาวสาน”, และเป็นเรื่องที่ “ทำนายได้ยาก” ว่า “แนวพินิจ” ใดจะเป็นอย่างไรในอนาคต. “แนวพินิจ” ของวิชารัฐศาสตร์ จึงเป็นเรื่องที่นักรัฐศาสตร์แต่ละคนค้นพบที่ไหน, และค้นพบอย่างไร มากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่น. ด้วยเหตุนี้, การที่จะจำแนก “แนวพินิจ” ออกจากกัน เราจึงต้องระมัดระวังว่า เราจะแยก “แนวพินิจ” ดังกล่าว ออกตาม “วิธีการ” หรือ ออกตาม “จุดมุ่งหมาย” ในการศึกษารัฐศาสตร์. สำหรับ “แนวพินิจ” ที่ได้แบ่งในหนังสือที่ Charleswoth ได้รวบรวมไว้ ได้ยึดการแบ่ง “แนวพินิจ” ตาม “จุดมุ่งหมาย” เป็นประการสำคัญ

Alan C. Isaak, ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Western Michigan, เป็นนักรัฐศาสตร์คนแรก ที่เริ่มอธิบายคำว่า Approach อย่างกว้างๆ, โดยมองว่า Approach “เป็นยุทธศาสตร์ทั่วไปในการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมือง”. นอกจากนั้น Isaak ยังมองว่า Approach เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่จะนำเสนอ “เค้าโครงในการอธิบาย” (มากกว่าที่จะเป็น “คำอธิบายทั้งหมด”), เสมือนหนึ่งว่า Approach เป็น “กระบวนการของการค้นพบ” เกี่ยวกับ (การแปลความหมาย)ความจริงของปรากฏการณ์ทางการเมืองบางส่วน เท่านั้น. {Isaak, 1985: 185-186}. Approach จึงไม่มีผิด, ไม่มีถูก, มีแต่ว่า Approach บางอย่าง อาจเป็นประโยชน์(ในการวิเคราะห์ ปรากฏการณ์การเมือง)มากกว่าอันอื่นๆ. {Isaak, 1985: 187}. แต่ก็อาจแบ่ง Approach ของวิชารัฐศาสตร์ออกได้เป็น 2 ระดับของการวิเคราะห์ คือ ระดับจุลภาค (Micro Approach), กับ ระดับมหภาค (Macro Approach), โดยยึดเอา “หน่วยในการศึกษา/วิเคราะห์” เช่น บุคคล, หรือ ระบบการเมือง, เป็นหลัก

Isaak (1985: 7) มีความเห็นว่า การศึกษาวิชารัฐศาสตร์ กระทำได้ 2 แบบคือ แบบแรก เน้นการวิเคราะห์ในลักษณะของ การยึดถือตามบรรทัดฐานของค่านิยม (Normative), ในขณะที่แบบที่ 2 เน้นการวิเคราะห์ในลักษณะของ การยึดถือตามวิธีการวิทยาศาสตร์. ผู้สนใจการวิเคราะห์ในแบบแรก เรียกว่า นักปรัชญาการเมือง, ผู้สนใจการวิเคราะห์แบบที่ 2 เรียกว่า นักวิทยาศาสตร์การเมือง. อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่สนใจการวิเคราะห์รวมทั้ง 2 แบบอีกเป็นจำนวนมาก, ซึ่งไม่แบ่งแยกตัวเองออกเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. แต่สำหรับ Isaak (1985: Chap.4) เห็นว่า ทางที่ดีที่สุด ที่จะได้ความรู้ที่แน่นอนมั่นคงคือ การศึกษาการเมืองโดยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์. การศึกษารัฐศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ก็คือ มีการกำหนดกรอบทฤษฎี หรือ “แนวพินิจ” เพื่อใช้เป็น ขอบเขตในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเมือง, มีการอธิบายปรากฏการณ์การเมือง ตามกรอบของ ทฤษฎี หรือ แนวพินิจ, แล้วจึงกำหนดสมมติฐาน และพิสูจน์ ว่าปรากฏการณ์การเมืองที่ศึกษา เป็นไปตามกรอบของทฤษฎี หรือ แนวพินิจ ดังกล่าว, หรือไม่ อย่างไร.

Isaak (1985) แบ่ง “แนวพินิจ (Approaches)” ทางรัฐศาสตร์ ออกเป็น 7 แนวทาง ได้แก่ :

1. Individualistic-psychological approaches (แนวพินิจจิตวิทยาบุคคล)
2. Intentional approaches (แนวพินิจเจตจำนง) แยกออกเป็น 2 แนวย่อยๆ คือ :

3. Economic model of politics (แนวพินิจเศรษฐศาสตร์การเมือง)
4. Role theory and small group theory (แนวพินิจบทบาท และทฤษฎีกลุ่มย่อย)
5. Theory of power distribution (ทฤษฎีการแจกแจงอำนาจ)
6. Systems theory and functional analysis (ทฤษฎีวิเคราะห์ระบบการเมืองและหน้าที่)
7. Communications theory (ทฤษฎีการสื่อสารติดต่อ).

Lawrence C. Mayer (1972), อาจารย์รัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Texas Tech, ได้แบ่ง “แนวพินิจ” ของรัฐศาสตร์ ออกเป็น 5 แนวทาง, ได้แก่ :

1. Functional Analysis (แนวพินิจหน้าที่)
2. Political Culture (แนวพินิจวัฒนธรรมการเมือง)
3. Political Psychology (แนวพินิจจิตวิทยาการเมือง)
4. Theory of Parties (แนวพินิจพรรคการเมือง)
5. Political Development (แนวพินิจพัฒนาการเมือง)

แม้ว่า Mayer (1972: chap.7) จะใช้ศัพท์คำว่า “Models (ตัวแบบ)” และ “Quasi Models (คล้ายตัวแบบ)”, รวมทั้ง “Paradigms (ทัศนะแม่บท หรือ กระบวนทรรศน์)”, โดยรวมๆ เหมือนกับว่ามี “ความหมาย” อย่างเดียวกัน. แม้จะไม่ได้ใช้ศัพท์ว่า “Approaches – แนวพินิจ” โดยตรง, แต่ก่อนจะเขียน “บทที่ 6” ก็ยังระบุว่า “Part II – Approaches” แล้วจึงเขียนเรื่องของ Models ต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริง Models ที่ได้กล่าวถึงนั้น มีฐานะเท่ากับ Approaches เท่านั้น, เพราะยังขาด “ความรัดกุมในแง่ของ วิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ (scientific methodology)”.

Ralph M. Goldman (1972), อาจารย์รัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย San Francisco State, ได้แบ่ง “แนวพินิจในรัฐศาสตร์” ออกเป็น 10 แนวทาง, ได้แก่ :

1. Group and Organization Theories (ทฤษฎีกลุ่มและองค์การ)
2. Communication of Political Information (แนวพินิจการสื่อสารและข่าวสารการเมือง)
3. Linguistic Aspects (แนวพินิจการใช้ภาษา)
4. Political Transactions (แนวพินิจการเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์)
5. Decision Making Process (แนวพินิจกระบวนการตัดสินใจ)
6. Group Choice (แนวพินิจทางเลือกของกลุ่ม)
7. Elite and Leadership Theories (ทฤษฎีชนชั้นนำและภาวะการนำ)
8. Socialization Process (แนวพินิจการกล่อมเกลาทางการเมือง)
9. Conflict Theories (ทฤษฎีความขัดแย้ง)
10. Political Systems (แนวพินิจวิเคราะห์ระบบการมือง)

Goldman (1972: xi-xii) ได้ยึดเอา ประโยชน์ในการวิเคราะห์ของ แนวพินิจ ต่อสิ่งที่เป็นจริงทางการเมือง, โดยเฉพาะ การวิเคราะห์พฤติกรรมการเมือง กำหนดเป็น “กรอบ” ของหนังสือตำราของตน. Goldman เชื่อว่า พฤติกรรมการเมืองเพียงอย่างเดียว อาจใช้ แนวพินิจที่แตกต่างกัน มาทำการวิเคราะห์พฤติกรรมการเมืองดังกล่าว ไปในทิศทางคนละทาง, ขึ้นอยู่กับว่า นักรัฐศาสตร์ มองเห็น, รวบรวมข้อมูล, และวิเคราะห์สิ่งที่มองเห็น เพื่อแปลความหมายให้เป็น “การเมือง” อย่างไร

James A. Bill และ Robert L. Hardgrave, Jr. อาจารย์ของมหาวิทยาลัย Texas at Austin, ได้แบ่ง แนวพินิจของวิชารัฐศาสตร์, ออกเป็น 6 แนวทาง ได้แก่ :

1. Modernization and Political Development (แนวพินิจสร้างความทันสมัยและการพัฒนาการเมือง)
2. Political Culture and Socialization (แนวพินิจวัฒนธรรมการเมืองและการกล่อมเกลาทางการเมือง)
3. Group Politics (แนวพินิจการเมืองของกลุ่มหลากหลาย)
4. Political Elite Approach (แนวพินิจชนชั้นนำทางการเมือง)
5. Class Analysis (แนวพินิจการวิเคราะห์ชนชั้น)
6. Functionalism and Systems Analysis (แนวพินิจหน้าที่นิยมและการวิเคราะห์ระบบการเมือง)

Bill และ Hardgrave, Jr. (1973: v) ได้ให้เหตุผลว่า แนวพินิจทั้ง 6 เป็นแนวพินิจขั้นพื้นฐาน ที่จะช่วยให้ผู้ที่สนใจ การเมืองเปรียบเทียบ สามารถวิเคราะห์และประเมินการเมืองที่ศึกษาข้ามประเทศได้. อาจารย์ทั้ง 2 ท่านนี้ ยังได้อธิบาย “ศัพท์เฉพาะ” อย่างเช่น แนวพินิจ (Approach) ว่า หมายถึง ความโน้มเอียงที่จะยอมรับ กรอบความคิด (Conceptual Framework) ด้านใดด้านหนึ่ง และมุ่งที่จะสำรวจว่า สมมติฐาน (Hypotheses) ประเภทใดบ้าง ที่สามารถนำไปสู่ หลักการที่ใช้ได้ทั่วไป (Generalization) ของ ทฤษฎี (Theory) ในวิชารัฐศาสตร์ {Bill and Hardgrave, 1973: 24}. สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ มีนักรัฐศาสตร์หลายคนที่สับสน ในการใช้ศัพท์ “ทฤษฎี (Theory)” แทนที่จะใช้เพียงแค่ “แนวพินิจ (Approach)”, อย่างเช่น Group Theory, Functional Theory, Systems Theory ซึ่งที่ถูกต้อง ต้องใช้ว่า Group Approach, Functional Approach, Systems Approach. เพราะคำว่า Approach เป็นเส้นกำหนดความก้าวหน้า หลังจากได้เริ่ม กระบวนการสืบค้นทางวิชาการแล้ว. Approach เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัย สามารถกำหนด แนวคิด, ภูมิทัศน์(persectives), คำถาม, กระบวนการวิจัย, สมมติฐาน, และ ทฤษฎี ที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยได้

M. Margaret Conway และ Frank B. Feigert (1976) อาจารย์ของมหาวิทยาลัย Maryland, และ State University of New York at Brockport ตามลำดับ, ได้แบ่ง แนวพินิจในวิชารัฐศาสตร์ออกเป็น 8 แนวทาง ได้แก่ :

1. Personality (แนวพินิจบุคลิกภาพ)
2. Attitudes, Beliefs, Opinions, and Values (แนวพินิจทัศนคติ, ความเชื่อ, ความเห็น, และ ค่านิยม)
3. Political Socialization (แนวพินิจการกล่อมเกลาทางการเมือง)
4. Role (แนวพินิจบทบาท)
5. Group-Level Analysis (แนวพินิจระดับกลุ่ม)
6. Decision Making (แนวพินิจการตัดสินใจ)
7. Systems Analysis (แนวพินิจวิเคราะห์ระบบการเมือง)
8. Communication Analysis (แนวพินิจการสื่อสาร)

Conway และ Feigert ได้ใช้เกณฑ์เรื่อง ระดับการ วิเคราะห์ คือ ระดับจุลภาค (Micro-level analysis) กับ ระดับมหภาค (Macro-level Analysis) ในการจำแนก แนวพินิจในวิชารัฐศาสตร์ เป็น 8 แนว, ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น (Conway and Feigert, 1976: xi).

David E. Apter อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Yale, ได้แบ่ง แนวพินิจในวิชารัฐศาสตร์ ออกเป็น 6 แนว ได้แก่ :

1. Political Philosophy (ปรัชญาการเมือง)
2. Institutinalism (สถาบันนิยม)
3. Behavioralism (พฤติกรรมนิยม)
4. Pluralism (พหุนิยม)
5. Structuralism (โครงสร้างนิยม)
6. Developmentalism (พัฒนาการนิยม)

Apter (1977: x) ได้จำแนก แนวพินิจในวิชารัฐศาสตร์ โดยยึด อิทธิพลของวิชา เศรษฐศาสตร์, สังคมวิทยา (Sociology), จิตวิทยา, และ มานุษยวิทยา(Anthropology) รวมทั้ง ปรัชญาการเมือง, ที่มีส่วนหล่อหลอมเป็นแนวคิดสำคัญในทางรัฐศาสตร์, โดยเฉพาะถ้าจะพิจารณาในแง่ของประวัติศาสตร์ของรัฐศาสตร์(อเมริกัน). Apter ได้ละเว้นที่จะนำ แนวพินิจด้านพฤติกรรมในองค์การ (Organizational behavior) มารวมไว้ เพราะเห็นว่า พฤติกรรมในองค์การได้กลายเป็นแขนงวิชาใหม่ ซึ่งมาแทนที่แขนงวิชาบริหารรัฐกิจ หรือที่เดิมเคยเรียกว่า รัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration), และมีความหลากหลาย นับตั้งแต่ การศึกษาระบบราชการ(หรือ ระบบรัฐกิจ, Bureaucracy), ไปจนถึง การใช้กลยุทธกระตุ้นการทำงาน, ซึ่งต้องเขียนเป็นตำราอีกเล่ม จึงจะครอบคลุมถึงพัฒนาการของพฤติกรรมในองค์การได้. แนวพินิจที่ได้เลือกมานี้ ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของรัฐศาสตร์ทั้งหมดเท่านั้น, ยังได้รับการยอมรับว่า มีความเป็นเหตุเป็นผล อย่างสอดคล้องต้องกันมากที่สุด และมีชีวิตชีวามากที่สุด ในสาขาวิชารัฐศาสตร์.

นักรัฐศาสตร์ทางด้านอังกฤษและไอร์แลนด์ ซึ่งในจำนวนนี้ หลายๆคนได้ไปเป็น อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันด้วยนั้น, ค่อนข้างจะมีแนวทางที่แตกต่างจาก นักรัฐศาสตร์อเมริกัน  ได้แบ่ง แนวพินิจในวิชารัฐศาสตร์ ออกเป็น 6 แนว ดังนี้ :

1. Behaviouralism (พฤติกรรมนิยม)
2. Rational Choice (ทางเลือกที่มีเหตุผล)
3. Institutionalism (สถาบันนิยม)
4. Feminism (สตรีนิยม)
5. Interpretive Theory (ทฤษฎีการแปลความหมาย)
6. Marxism (ลัทธิม้าร์กซฺ)

Stoker กับ Marsh ได้ยึด “อิทธิพลของผลกระทบต่อการพัฒนาวิชารัฐศาสตร์” เป็นเกณฑ์ในการกำหนดว่า “แนวพินิจ” ใดบ้างที่ได้ส่งผลต่อการพัฒนาของสาขาวิชา มาเป็นเวลานานพอสมควร, และจะยังคงส่งผลต่อการพัฒนาของสาขาวิชา ต่อไปอีก. ในที่สุดจึงได้ “แนวพินิจ” สำคัญ 6 แนว, ตามที่ระบุมาข้างต้น {Stoker and Marsh, 2002: 1}.

อย่างไรก็ตาม, แม้ Stoker กับ Marsh จะยอมรับว่า รัฐศาสตร์ใน บริบทของอเมริกัน มีอิทธิพลต่อนักรัฐศาสตร์ทั่วทั้งโลกมากที่สุด, แต่นักรัฐศาสตร์อังกฤษทั้งสอง ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ได้กลายเป็นวิสาหกิจระดับนานาชาติไปแล้ว. นอกจากนั้น, สาขาวิชารัฐศาสตร์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 ก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความหลากหลายทางแนวพินิจ” ซึ่งไม่สามารถจะนำมารวมให้เป็น “หนึ่งเดียว” ได้เลย. จึงน่าจะเป็นการดีกว่า ที่จะยอมรับ “พหุนิยมของแนวพินิจ” และแทนที่จะ “แยกออกจากกัน” ก็ควรจะ “มีปฏิสัมพันธ์กัน” ระหว่างแนวพินิจต่างๆ ดังกล่าว. เพราะการที่วิชารัฐศาสตร์ร่ำรวยด้วยแนวพินิจที่หลากหลาย ย่อมหมายถึงว่า แนวพินิจแต่ละแนว มีคุณค่าในตัวเองที่ควรได้รับการพิจารณา. การแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างแนวพินิจที่แตกต่างกัน จะช่วยสร้างความเข้าใจระดับพื้นฐาน, และนำประโยชน์มาสู่สาขาวิชารัฐศาสตร์โดยรวม. แต่ รัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ก็ไม่สามารถละทิ้ง ทฤษฎีการเมืองที่เน้นคุณค่าของมนุษย์ (Normative Political Theory) ไปได้เลยแม้แต่น้อย

William A. Welch, ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ของ มหาวิทยาลัย อ้ายเหว่ (University of Iowa), ซึ่งคนไทยออกเสียงผิดเป็น ไอโอว่า ได้อธิบายเรื่อง Approach ไว้อย่างละเอียดและเป็นระบบ  ดังต่อไปนี้ :

“An approach is a set of concepts, categories, or terms that serves to focus attention on particular aspects of politics”.
“แนวพินิจ เป็นการจัดกลุ่มความคิด, หรือ การจัดประเภท, หรือ เป็นคำศัพท์ ที่มุ่งพิจารณาการเมือง ในแง่มุมใด แง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะ”.
“Usually, an approach is based principally on one central concept that is thought to be especially useful in studying the basic features of politics”.
“ปกติแล้ว, แนวพินิจ จะอาศัยพื้นฐานของ แนวคิดหลักสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ การศึกษาลักษณะพื้นฐานของการเมือง”.

แนวคิดหลักสำคัญ ในทางรัฐศาสตร์ ได้แก่ ระบบ, การทำหน้าที่, การสื่อสาร, และ การพัฒนาการเมือง.

บางครั้ง, แต่ก็ไม่บ่อยนัก, แนวพินิจ หลายแนว อาจจะอาศัย เทคนิค ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การเก็บรวบรวม และ การวิเคราะห์ข้อมูล มากกว่า ที่จะ วิเคราะห์แนวคิด ที่บรรยายถึงสาระสำคัญของ การเมือง. กรณีดังกล่าวนั้น แม้จะมีการนำ แนวคิดหลักสำคัญ(ทางรัฐศาสตร์) หลายอย่าง มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ แนวพินิจ, แต่ลักษณะเบื้องต้นของแนวพินิจเช่นว่านี้ ก็คือ การให้ความสำคัญกับ เทคนิค. ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ของ แนวพินิจที่มีพื้นฐานอยู่ที่เทคนิค เพื่อใช้ศึกษาการเมือง ได้แก่ “การจำลองสถานการณ์ (Simulation)” และ “ทฤษฎีเกม (Game Theory).

ศาสตราจารย์วิ้ลเลี่ยม เว้วล์ชฺ (Welsh, 1973: 62-78) ได้แบ่ง แนวพินิจทางรัฐศาสตร์ ออกเป็น 2 แนว ได้แก่ :

(1) Concept-based approaches (แนวพินิจที่ยึดแนวคิด รัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน) ซึ่ง ยังแบ่งออกได้ อีก 2 แบบ ได้แก่ :

  1. Behavioral perspective (ภูมิทัศน์ที่เน้นพฤติกรรมทาง การเมือง เป็นพื้นฐาน) ซึ่งจะเน้นรูปแบบของ พฤติกรรมส่วนบุคคล.
  2. Institutional perspective (ภูมิทัศน์ที่เน้นสถาบัน การเมืองเป็นสำคัญ) ซึ่งจะเน้นรูปแบบของ ลักษณะโครงสร้าง และการทำหน้าที่ ของสถาบันดังกล่าว, โดยอาจจะศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ, เช่น รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ, รัฐสภาเปรียบเทียบ, เป็นต้น.

 

แนวพินิจที่ยึดแนวคิดรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐานนั้น, ศาสตราจารย์เว้วล์ชฺ แบ่งออกเป็น 5 แนวด้วยกัน, ได้แก่ :

รวมทั้งแนวคิดเรื่อง การสร้างและดำรงความเป็นสถาบันการเมือง (Institutionalization) ของ Samuel P. Huntington (1968) ของ บรรดาสถาบันการเมือง (รัฐธรรมนูญ, พรรคการเมือง, รัฐสภา) เพื่อจะพัฒนาการเมือง ให้พ้นจากความไร้ระเบียบทางการเมือง, เช่น การรัฐประหาร, การก่อกบฏ, การก่อความรุนแรงทางการเมือง.

(2) แนวพินิจทางรัฐศาสตร์แบบที่ 2 นั้น ศาสตราจารย์ วิ้ลเลี่ยม เว้วล์ชฺ เรียกว่า Technique-based approaches (แนวพินิจที่ยึดเทคนิคเป็นพื้นฐาน) มี 2 แนวด้วยกัน ได้แก่ :

(“ตัวแบบ (Model)” น่าจะมีความหมายถึง แนวพินิจ ที่ได้มีการขัดเกลาปรับปรุง และมีลักษณะพิเศษเฉพาะด้าน. คุณลักษณะสำคัญที่จำแนก ตัวแบบ ออกจาก แนวพินิจ ได้แก่ การนำเสนอความสัมพันธ์ ของแนวคิด หรือ คำศัพท์ต่างๆว่า มีความชัดเจน หรือไม่ อย่างไร. แนวพินิจ คือ การจัดกลุ่มแนวคิด. แนวคิดดังกล่าว แม้จะมองเห็นได้ว่า มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน, แต่ แนวพินิจ มิได้อธิบายธรรมชาติของความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของแนวคิดต่างๆนั้น ให้ชัดเจนแต่ประการใด. ตรงกันข้าม, ตัวแบบ จะอธิบายความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ระหว่างคำศัพท์ต่างๆที่ใช้ ในการนำเสนอ, อย่างชัดเจน ยิ่งกว่า แนวพินิจ).

ในทางปฏิบัติ, ตัวแบบ จะตั้ง สมมติฐาน เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของปัจจัยสำคัญของ การเมือง ไว้อย่างชัดเจน. อย่างไรก็ตาม, แนวพินิจ อย่างเช่น แนวพินิจระบบ (Systems Approach), ก็ประกอบด้วย ตัวแบบ หลายตัวด้วยกัน เช่น Inputs-Outputs (ปัจจัยส่งเข้าระบบการเมือง และ ปัจจัยส่งออกจากระบบการเมือง), Equilibrium (การรักษาดุลของระบบการเมือง), Homeostasis (ความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิมของระบบ), Feedback (วงจรสะท้อนป้อนกลับสู่ระบบ), Environment (สภาพแวดล้อมของระบบ), เป็นต้น.

ศาสตราจารย์เว้วล์ชฺ (Welsh, 1973: 79-80) ได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง แนวโน้มของ “ตัวแบบ” ทางรัฐศาสตร์ว่า จะมีลักษณะสำคัญ 7 ประการ ดังนี้ :

  1. เน้นอิทธิพลของ สังคม, วัฒนธรรม, และ เศรษฐกิจ ที่มีต่อการเมือง ;
  2. มักพยายามอธิบายว่า การเมือง เป็นเรื่องของ กระแส หรือ การกระทำที่สืบเนื่องกันเสมือนชุดอนุกรม, และเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การปรับตัวให้เข้ากับ ความต้องการของสังคม ซึ่งแปรผันตามสภาวะแวดล้อม ;
  3. มักมอง กิจกรรมทางการเมืองอย่าง “เป็นระบบ”, โดยเพ่งเล็งที่ “เป้าหมาย” ของระบบการเมือง ;
  4. มักเกี่ยวข้องกับ “เงื่อนไขจำเป็น” ที่ตั้งฐานความเชื่อไว้ล่วงหน้า, หรือ “เงื่อนไขที่เป็นไปตามสภาวะ” ที่มองว่า ระบบการเมือง จะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้า ได้กระทำเช่นนี้, เช่นนั้น.
  5. เน้นอิทธิพลของ “กิจกรรมกลุ่ม” ที่อยู่ภายใต้ระบบการเมืองดังกล่าว
  6. สาระสำคัญของการเมือง สามารถอธิบายได้โดยทั่วไป (ว่า มีลักษณะเป็นสากล, มีความเหมือนกัน) และ อาศัยเพียงแค่ “ผลของการสังเกตการณ์” ส่วนย่อยๆส่วนหนึ่ง, ในระยะเวลาหนึ่งก็จะทราบความเป็นไปของการเมือง ได้แล้ว ;
  7. “ตัวแบบ” ช่วยให้เกิดการค้นพบ “สิ่งใหม่ๆ” (หรือ แง่มุมใหม่) ในการเมือง. ทั้งนี้เพราะมีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ จึงช่วยให้เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น.

{น่าสังเกตว่า แนวพินิจทั้งหมด ที่ศาสตราจารย์เว้วล์ชฺ ได้นำมาอธิบายในช่วงที่พิมพ์ตำราของท่าน (1973) นั้น, ปัจจุบัน จะเหลือเพียง แนวพินิจระบบการเมือง, และ แนวพินิจพัฒนาการเมือง, ที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักรัฐศาสตร์}.

ทางด้านนักวิชาการไทย ที่สนใจเรื่องของ Approaches ทางรัฐศาสตร์, และได้ใช้ “ศัพท์” เรียกชื่อต่างไปจากข้าพเจ้าผู้เขียน, ได้แก่ท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (2529), และท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2543).

ท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้แปลคำว่า Approach ในตอนแรกว่า “แนวทาง” (วุฒิศักดิ์, 2529: 2). แต่ต่อมาก็ได้ใช้คำว่า “แนวทางการวิเคราะห์” และ “แนวการวิเคราะห์” ตลอดจน “แนววิเคราะห์” สลับกันไป, แทนที่คำว่า “แนวทาง” ที่ได้ใช้แต่แรก (วุฒิศักดิ์, 2529: 4). ถ้าพิจารณาในเชิง “วิธีวิทยา (Methodology)” ก็ถือได้ว่า “ขาดความแน่นอน (Inconsistency)” ในการใช้ “ศัพท์เฉพาะ (Terminology)” ซึ่งทำให้เกิด ความสงสัย, และ ความไม่แน่ใจ, ว่า ศัพท์ต่างๆดังกล่าว หมายถึง Approach, หรือ หมายถึงอย่างอื่น. นอกจากนั้น, การขาดความแน่นอน ในการใช้ศัพท์ ก็ย่อมส่งผลถึง “การแปลความหมาย (Interpretation)” ของผู้อ่าน, ซึ่งสามารถ “แปลความ” ต่างไปจากที่ผู้เขียน ต้องการแปลความหมาย, ซึ่งก็จะส่งผลถึง “ความเข้าใจ” ที่ไม่ตรงกัน ได้อีกต่างหากด้วย.

อย่างไรก็ตาม, ในแง่ของ การจำแนก “แนวทางวิเคราะห์” (ถ้าจะถือตาม ชื่อของหนังสือ) ท่าน วุฒิศักดิ์ ก็ไม่ได้ให้เหตุผลในเชิงตรรกวิทยา เพื่ออธิบายว่า เหตุใด จึงยึดว่า “แนวทางวิเคราะห์” ทางรัฐศาสตร์, ที่เป็น “แนวทางหลัก”, จึงมีอยู่ 7 แนวทาง (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป), และออกจะด่วนสรุปไปนิดหนึ่ง ตรงที่มองว่า “แนวทางต่างๆข้างต้น ล้วนเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดี ในวงการรัฐศาสตร์ไทย” (วุฒิศักดิ์, 2529: 5).

ขอให้เข้าใจว่า ข้าพเจ้า มิได้ประสงค์ที่จะก่อ “วิวาทะ” หรือ สร้าง “วาทกรรม” ทางด้านวิชาการ ในที่นี้ แต่อย่างใดไม่. แต่ต้องไม่ลืมว่า ข้าพเจ้ากำลังพิจารณาเรื่องของ Approaches ทางรัฐศาสตร์, โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ “ความเป็นไป” ซึ่งมีศัพท์ที่ ราชบัณฑิต บัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย, เพราะไม่สะดวกลิ้นในการออกเสียง, ว่า “ภววิทยา”. ข้าพเจ้าจึงได้ใช้คำว่า “ภาวะวิทยา” แทน เพราะนอกจากสะดวกลิ้นกว่าแล้ว, ยังทำให้เกิด “ความเข้าใจ” ตรงกันว่า คำว่า “ภาวะ” ย่อมบ่งถึง ความเป็นอยู่ และ ความเป็นไป, ซึ่งตรงกับภาษากรีก ที่เรียกว่า Ontology พอดี.

{ท่าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ ศิลปะแห่งการแปล, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กทม.: สำนักพิมพ์เทียนวรรณ, 2526), น. 167-168 ว่า “ข้อเสียของเราคือ เรามักจะต้องทำตามราชบัณฑิต อันนี้ก็ไม่รู้ ไปตามกันทำไม. ราชบัณฑิตสมัยหนึ่งเคยบอกว่า ชื่อฝรั่งให้ตามเสียง Continental ตอนนี้เปลี่ยนครับ ให้ออก แบบ Anglo-Saxon เลยยุ่ง ต้องเปลี่ยนกันอยู่เรื่อย. แต่ก่อนนี้ เราเรียกทวีปอาเซีย เดี๋ยวนี้ก็ต้องเป็น เอเชีย และท่านราชบัณฑิตรุ่นใหม่นะครับ ราชบัณฑิตรุ่นใหม่นี่ ผมยิ่งนับถือน้อยลงไปทุกทีครับ. ราชบัณฑิตรุ่นใหม่ บอก ไม้เอก ไม้โท ก็ใส่ไม่ได้อีก ชื่อภาษาฝรั่งนี่ ให้ออกเสียงเอาเองครับ แกตรัสรู้ไปหมดครับ. ไม้เอก ไม้โท แกก็จะไม่ให้ใส่ ก็แล้วมันเรื่องอะไรของราชบัณฑิตเล่า”. ข้าพเจ้าจึงถือว่า ได้เป็น “แนวร่วม” กับท่าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ด้วยการประกาศ ไม่ยึดการแปลศัพท์ แบบราชบัณฑิต, แต่ยึดตาม ความสะดวกลิ้น ของคนไทย. ลองนึกถึงว่า ราชบัณฑิต แปลคำว่า Alienation ว่า “ภาวะออกหาก” ใน พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ – ไทย ฉบับราชบัณฑิต (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 2524), ซึ่งฟังแล้ว นอกจาก “พิลึก” แล้ว, ยังมองไม่เห็นภาพว่า อะไรคือ “ออกหาก”, และ “หาก” น่าจะเป็นคำที่บ่งถึง “เงื่อนไข” เช่น หากใครเชื่อราชบัณฑิตทุกเรื่อง ก็คงบ้ากันหมด, ไม่ใช่นำมาใช้เป็นคำ “นาม” หรือ “คุณศัพท์” อย่างที่ราชบัณฑิต ได้ทำไปแล้ว, และคำว่า Alienation ก็มีผู้แปลแล้ว เข้าใจง่าย คือ “ความแปลกแยก” ซึ่งดีอยู่แล้ว, ไม่มีเหตุผลที่จะแปลแบบ “ซื่อบื้อ” ว่า “ภาวะออกหาก” เลยจริงๆ}.

อนึ่ง การพิจารณา “ความเป็นไป” หรือ “ภาวะวิทยา” ของ Approaches ทางรัฐศาสตร์ ที่นักวิชาการไทยเรา ให้ความสนใจ, เป็นบางท่าน, ดังกรณีของท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (2529), และ ท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2543) นั้น, ควรเข้าใจว่า ข้าพเจ้าผู้เขียน ได้กำหนดกรอบ โดยชื่อของเอกสารแล้ว ว่า จะพิจารณาในเชิง “ภาวะวิทยา” และ “วิธีวิทยา”. จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องชี้ประเด็นว่า นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของไทย มีข้อผิดพลาด ด้าน “วิธีวิทยา” อย่างไรบ้าง, เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ โดยรวม ในอนาคต, ในการปรับปรุงข้อผิดพลาด ดังกล่าว. แต่จะอย่างไรก็ตาม, ข้าพเจ้า ถือว่า ท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (2529), และ ท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2543), ได้สร้าง “ภาวะวิทยา” ใหม่ ต่อวงการรัฐศาสตร์ไทย, และได้ทำให้นักรัฐศาสตร์ไทย อีกมาก (เฉพาะนักศึกษาปริญญาโท ทางรัฐศาสตร์ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ทั่วประเทศ, ในแต่ละปี, เป็นเวลาหลายปีมานี่, ก็หลายพันคนแล้ว) เกิดความตื่นตัว ทางด้าน “วิธีวิทยา” อย่างจริงจัง มากกว่าที่เป็นอยู่แต่เดิม.

“แนวทางวิเคราะห์” ที่ท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (2529) เห็นว่า น่าจะเป็น แนวทางหลัก ที่นักรัฐศาสตร์ไทย น่าจะคุ้นเคย, ประกอบด้วย :

(1) แนวทางวิเคราะห์เชิงสถาบัน
(2) แนวทางวิเคราะห์เชิงระบบ
(3) แนวทางวิเคราะห์เชิงพัฒนาการ
(4) แนวทางวิเคราะห์เชิงกลุ่มผลประโยชน์
(5) แนวทางวิเคราะห์เชิงนโยบายและการตัดสินใจ
(6) แนวทางวิเคราะห์เชิงเกมและเศรษฐศาสตร์นิยม
(7) แนวทางวิเคราะห์เชิงมาร์กซิสต์

สำหรับ ท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2543) นั้น, ก็ได้ใช้ศัพท์ คำว่า “แนวการศึกษารัฐศาสตร์” ในชื่อหนังสือที่เขียน, โดยมีภาษาอังกฤษ ว่า Approaches to Political Science , โดยในบทที่ 2 ใช้คำว่า “แนวการศึกษา” ซึ่งหมายถึง Approaches โดยตลอด. แต่พอขึ้นบทที่ 3 ท่านก็เปลี่ยนไปใช้คำว่า “แนวการวิเคราะห์” แทนคำเดิม คือ “แนวการศึกษา”.

กรณีเช่นนี้, ก็เช่นเดียวกันกับ กรณีของท่าน วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (2529), คือ ในแง่ของ “วิธีวิทยา” ถือว่า ไม่มีความสม่ำเสมอ หรือ ความแน่นอน ในการใช้ศัพท์, อาจทำให้ผู้อ่าน งุนงง, สงสัย, และ แปลความหมาย แตกต่างไปจากผู้เขียน. นอกจากนั้น, ถ้ามองในแง่ของ Interpretive Theory หรือ ทฤษฎีการแปลความหมาย  ก็ยังถือได้ว่า ผู้เขียน มี “ความขัดแย้ง” กับตนเอง ที่จะสื่อความหมายที่แน่นอน ให้เข้าใจได้ตรงกันกับ ผู้อ่าน. อย่างไรก็ตาม, ท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน ก็ได้อาศัย “กรอบความคิด” ของนักวิชาการรัฐศาสตร์อเมริกัน หลายคน, มาประมวล เพื่อเสนอ “แนวการวิเคราะห์” ที่สำคัญในทางรัฐศาสตร์ รวม 10 แนวทาง, ซึ่งถือว่า กว้างขวาง ที่จะครอบคลุมมากกว่า แนวคิดหลักสำคัญทางรัฐศาสตร์ ที่ ศาสตราจารย์ William A. Welch (1973) ได้กล่าวไว้.

“แนวการวิเคราะห์” หรือ Approaches 10 แนวทาง ที่ท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2543) ได้นำเสนอ ประกอบด้วย :

(1) แนวการวิเคราะห์เชิงอำนาจ
(2) แนวการวิเคราะห์วัฒนธรรมทางการเมือง
(3) แนวการวิเคราะห์โครงสร้างหน้าที่
(4) แนวการวิเคราะห์กลุ่ม/กลุ่มผลประโยชน์
(5) แนวการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม
(6) แนวการวิเคราะห์เชิงการติดต่อสื่อสาร
(7) แนวการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเกม
(8) แนวการวิเคราะห์การตัดสินใจ
(9) แนวการวิเคราะห์เชิงระบบ
(10) แนวการวิเคราะห์ปรัชญาการเมือง

น่าเสียดาย ที่การนำเสนอ “แนวการวิเคราะห์” ทางรัฐศาสตร์ ในหนังสือของท่าน สิทธิพันธ์ พุทธหุน (2549) เป็นการนำเสนอผลงานของ นักศึกษาปริญญาโททางรัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง, ซึ่ง มีความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ในเชิง “กรอบความคิด” และ “วิธีวิทยา” อยู่ไม่ใช่น้อย.

ประการแรก, นักศึกษาส่วนใหญ่ที่นำเสนอ Approaches ต่างๆทางรัฐศาสตร์ ใช้การ “อ้างอิง” หลักฐาน จาก “เอกสารชั้นที่ 2” มากกว่าจะอ้างอิงจาก ต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดยตรง. การอ้างอิงหลักฐาน จากนักวิชาการไทย ซึ่งแปลความ มาจากตำราภาษาอังกฤษ, มี “ข้อจำกัด” ตรงที่ ผู้อ้างอิง ขาดความสามารถในการตรวจสอบ “ความถูกต้อง” และ “ความแน่นอน” ว่า “ต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ” อาจมี “นัย” หรือ “ความหมายซ่อนเร้น (intrinsic, or latent implications)” อย่างอื่น หรือไม่.

ขอยกตัวอย่าง ผู้ที่ไม่ได้อ่านผลงาน ที่เป็นต้นฉบับ ของ Maximilian Emil Carl Weber (ซึ่ง นักวิชาการไทย ส่วนมาก รู้จักเพียงชื่อ Max Weber), เรื่อง “Ideal Type”, ก็คงจะ “เดา” หรือ ใช้ตนเองเป็นที่ตั้ง, แปล Ideal ว่า “อุดมคติ”. แท้ที่จริง Weber มองเห็นปัญหา เรื่อง “ความลำเอียง” หรือ “อคติ” อันเนื่องมาจาก “ค่านิยมส่วนตัว” ที่เกิดขึ้นกับ ผู้ซึ่งกำลังศึกษาวิชาใดๆก็ตาม. ในหลายกรณี, ผู้ศึกษา อาจจะไม่รู้ตัวซ้ำไปว่า แม้แต่การ “เลือก” ที่จะใช้ “คำ” หรือ เลือก “หัวข้อการวิจัย”, ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับ “ความชอบ” หรือ “ความสนใจ” เฉพาะตน, ซึ่งมี “ค่านิยม” ที่ทำให้เกิดการลำเอียง ในการใช้คำ, ในการสรุปความ, ในการอธิบายเรื่องต่างๆ แทบจะทั้งหมด.

เพื่อที่จะลดปัญหาเรื่อง อคติ และ ความลำเอียง, ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ผลสรุป ของการศึกษาวิจัย, Max Weber จึงเสนอแนวคิด เรียกว่า Ideal Type เพื่อใช้เป็น “กรอบความคิด” ซึ่งสามารถนำไปอธิบาย ในระดับ “ระบบ” ได้, และยังใช้เป็น “เครื่องมือ” ใน “การวัดผล” และ “การเปรียบเทียบ” กับความเป็นจริงในสังคมได้.

“Ideal Type” ในทัศนะของ Max Weber ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ความรู้สึกผูกพันกับ บรรทัดฐานค่านิยม” ประเภท “อุดมคติ”, ไม่ได้หมายถึง “สิ่งที่พึงปรารถนา”. แต่ เป็นเรื่องที่ “มีความเป็นนามธรรม” สูง และสร้างขึ้นจาก สารพัดปัจจัย ที่เมื่อรวมกันเข้าแล้ว เป็นส่วนสำคัญของ การแสดงนัย หรือ ความหมายทางวัฒนธรรม. เพราะฉะนั้น, “Ideal Type” จึง เป็นมากกว่า การพรรณนาถึง เหตุการณ์แบบใดแบบหนึ่ง, และอาจจะ ไม่ปรากฏให้เห็น ในโลกของความเป็นจริง. แต่ “Ideal Type” ก็มีความสำคัญในเชิงความคิด เพราะช่วยอธิบาย และแปลความหมาย “ส่วนที่สำคัญๆ” ของ “ความจริงทางสังคม” ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจ “ความจริงทางสังคม” ได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่.

ตัวอย่างของ “Ideal Type” ในทัศนะของ Weber ก็คือ “การแบ่งช่วงชั้นทางสังคม (Social Stratification)” ซึ่งได้สมมติฐานคติว่า คนในสังคม มีความแตกต่างกัน, โดยเฉพาะ ถ้ามองจาก “ความลดหลั่นกันตามลำดับชั้น”. คำว่า “ชั้นทางสังคม” ก็ไม่ได้มีอยู่จริง, แต่เป็น “การแบ่ง” คนในสังคม โดยอาจจะใช้ รายได้, ระดับการศึกษา, เกียรติภูมิในอาชีพ, ฯลฯ, มาเป็น “เครื่องมือ” เพื่อจำแนกคนในสังคม และเปรียบเทียบชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันได้. แต่ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่อยู่ใน “ระดับทางสังคมที่สูงกว่า” จะมี “ความสุข” มากกว่า ผู้ที่อยู่ใน “ระดับสังคมที่ต่ำกว่า”. เพราะการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม เป็นเพียงการพยายามอธิบาย “ความจริงทางสังคม” ซึ่งอาจจะไม่มีอยู่จริง, โดยเฉพาะในสังคมภูฏาน ซึ่งถือเอา “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” อยู่เหนือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ”, ซึ่งหมายความว่า การแบ่งช่วงชั้นทางสังคม มีฐานะเป็นเพียง “เครื่องมือ” หรือ “Ideal Type” ช่วยอธิบายทางความคิด เท่านั้น.

ประการที่สอง, การนำเสนอ Approach ทางรัฐศาสตร์ ของนักศึกษาระดับปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง, ยังขาด “ความแม่นยำ” ใน “เนื้อหา” และ “ขอบเขต” ของ Approach ทางรัฐศาสตร์, ที่ถูกต้อง. การนำเสนอแทบจะทั้งหมด มีลักษณะเหมือนกับ “การตัดต่อทางพันธุกรรม” คือ นึกอะไรได้ ก็จับมานำเสนอ ให้เข้ากับ “ชื่อ” ของ Approach. ยกตัวอย่าง, การนำเสนอเรื่อง Power Approach (ถ้าแปลในแบบของข้าพเจ้า ก็คงจะเป็น “แนวพินิจอำนาจ”) นักศึกษาซึ่งนำเสนอ ไม่สามารถจะชี้ให้ชัดเจนว่า “อำนาจ” แบบ Power นั้น มี “ธรรมชาติ” อย่างไร? ในทางรัฐศาสตร์ Power ไม่ใช่ เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของ “สถาบันการเมือง”, โดยเฉพาะ รัฐบาล.

นอกจากนั้น, Power Approach ทางรัฐศาสตร์, ก็ไม่สามารถอธิบายเพียงแค่ว่า เป็น ความสามารถที่จะลงโทษ, เป็นอิทธิพลแบบพิเศษ, เป็นเรื่องที่ขึ้นกับทรัพยากร, อย่างที่นักศึกษา ใช้การ “ตัดต่อพันธุกรรม” คือ อ้างจากตรงโน้นนิด มาเขียนลงตรงนี้หน่อย, สุดท้ายก็ไม่สามารถ “สร้างขอบเขตและเนื้อหา” ที่ถูกต้อง ตาม Power Approach อย่างที่ควรจะเป็น. ที่จริงแล้ว, เมื่ออ้างถึง Power Approach ทางรัฐศาสตร์, ไม่มีทางที่จะมองข้าม “อำนาจที่มีความเป็นสถาบัน” ไปได้, นับตั้งแต่ รัฐบาล, สภานิติบัญญัติ, ศาล หรือ ตุลาการ, สื่อมวลชน, บรรษัทขนาดใหญ่, และ องค์การระหว่างประเทศ, ซึ่งต่างก็ แข่งขัน และ ช่วงชิง ที่จะมีอำนาจเหนือการตัดสินใจ โดยเฉพาะ การตัดสินใจระดับชาติ, การกำหนดวาระของสังคม, และ การควบคุมความคิดและความภักดีของคนส่วนใหญ่ในสังคม, ซึ่งเป็นเรื่องของ “มิติ 3 ด้าน” ของอำนาจ.

ในประการสุดท้าย, การที่นักศึกษาซึ่งขาดความแม่นยำ ใน “ขอบเขตและเนื้อหา” ของ Approach ทางรัฐศาสตร์ที่ถูกต้อง, นำเสนอ แบบ “ยำใหญ่” โดยนึกว่าเป็น Approach ทางรัฐศาสตร์, ก็ยิ่งทำให้ เกิดความไม่เข้าใจในเนื้อแท้, ในสาระสำคัญ, และในจุดมุ่งหมาย , รวมทั้ง “วิธีวิทยา” ของแต่ละ Approach. ยิ่งผู้อ่าน ยิ่งตกเป็นเหยื่อของ “ความคิดที่ผิดพลาด” ยิ่งกว่าผู้นำเสนอ Approach แบบ “ตัดต่อพันธุกรรม” นั้นอีก, เพราะนึกว่าการนำเสนอ Approach ทางรัฐศาสตร์ ด้วย “วิธีการ” ดังกล่าว คือ สิ่งที่ถูกต้อง, กลายเป็นปัญหาในระดับ “ญาณวิทยา (Epistemology)” เข้าไปอีก, คือ แหล่งที่มาของความรู้ ไม่ถูกต้อง, ย่อมหมายถึง การเผยแพร่ความไม่รู้ กลายเป็นความถูกต้อง.

ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ นักศึกษาที่นำเสนอ Institutional Approach เกิดการสำคัญผิด ตั้งแต่ต้น, เพราะคิดเอาเองว่า “สถาบันทางการเมือง” กับ “ระบบการเมือง” เป็นเรื่องเดียวกัน. ที่หนักกว่านั้นก็คือ นักศึกษา ไม่เข้าใจเลยว่า “สถาบันการเมือง” มีอะไรบ้าง, กลับหลงประเด็น ไปนำเสนอเรื่อง Legal Approach ซึ่งในแง่ของ “ระดับความลุ่มลึก” ไปกันไม่ได้กับ Institutional Approach. ความไม่เข้าใจเรื่องสถาบันทางการเมือง อย่าง รัฐธรรมนูญ, รัฐบาล, รัฐสภา, ศาล หรือ ตุลาการ, สื่อมวลชน, ทำให้นักศึกษาที่เสนอ Institutional Approach พาผู้อ่านเข้าป่าเข้าพง หลงทาง หาทางกลับไม่ได้.

เพื่อที่จะช่วยให้ผู้อ่าน ได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ใน “ขอบเขตและเนื้อหา” ของ “แนวพินิจทางรัฐศาสตร์” ที่ถูกต้อง, ข้าพเจ้าผู้เขียน จึงขอแบ่ง “แนวพินิจทางรัฐศาสตร์” ออกเป็น 2 แบบ, ตามระดับของ “หน่วยในการศึกษา” กล่าวคือ ถ้า “หน่วยในการศึกษา” เป็นบุคคล, เป็นกลุ่ม, เป็นสถาบัน ที่ประกอบด้วยคนจำนวนไม่มาก ก็จะจัดว่า เป็น “แนวพินิจแบบจุลภาค”. ในทางตรงกันข้าม, ถ้า “หน่วยในการศึกษา” เป็นคนจำนวนมาก, หรือ เกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวม, ก็จะจัดว่า เป็น “แนวพินิจแบบมหภาค”.

“แนวพินิจแบบจุลภาค” ประกอบด้วย แนวพินิจ ดังต่อไปนี้ :

  1. แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ (Power Distribution Approach) ซึ่งแยกออกได้ เป็นอีก 2 แนวพินิจ ได้แก่ :
    1.1 แนวพินิจชนชั้นนำ (Elite Approach)
    1.2 แนวพินิจพหุนิยม หรือ กลุ่มหลากหลาย (Pluralism)
  2. แนวพินิจการตัดสินใจ
  3. แนวพินิจสถาบัน
  4. แนวพินิจการสื่อสารทางการเมือง
  5. แนวพินิจทางเลือกที่มีเหตุผล (Rational Choice Approach)

“แนวพินิจแบบมหภาค” ประกอบด้วย แนวพินิจ ดังต่อไปนี้ :

(1) แนวพินิจระบบ (Systems Approach)
(2) แนวพินิจพัฒนาการเมือง

การแบ่งของข้าพเจ้า ได้ยึดหลักของ Marsh and Stoker (2002) คือ ยึดเอา ความมีอิทธิพลต่อ การพัฒนาสาขาวิชารัฐศาสตร์ (โดยเฉพาะในประเทศไทย), และ ความสามารถในการดำรงเป็นสถาบัน (Institutionalization) ของ แนวพินิจ ดังกล่าว, ซึ่งหมายถึง การได้รับความนิยมในหมู่นักรัฐศาสตร์(ไทย) ที่จะนำแนวพินิจดังกล่าว มาเป็น “กรอบความคิด” ในการศึกษา/วิจัยทางรัฐศาสตร์, เป็นเกณฑ์ ในการจัดว่า แนวพินิจ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมา, มีอาจารย์, นักศึกษา, นักวิจัย, ได้อ้างอิง เป็น “กรอบความคิด” ในการศึกษา/วิจัย, อย่างไม่ขาดระยะ.

เพื่อที่จะช่วยให้ผู้อ่าน ได้มองเห็น “ภาพ” ของ “ขอบเขตและเนื้อหา” ของแนวพินิจทางรัฐศาสตร์ ในแง่ของ “วิธีวิทยา”, จึงขอนำเสนอ แนวพินิจแบบจุลภาค ที่เรียกว่า “แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ (Power Distribution Approach)” ในลักษณะสรุปความ, เป็นตัวอย่าง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ แนวพินิจทางรัฐศาสตร์, อันจะนำไปสู่ “ญาณวิทยา” ที่ถูกต้อง.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook