บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

แนวพินิจทางรัฐศาสตร์
ภาวะวิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

ผศ. เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ

พัฒนาการของรัฐศาสตร์ในแง่สาขาวิชา
ลักษณะเด่นของ “พฤติกรรมศาสตร์”
สาระสำคัญของวิชารัฐศาสตร์ช่วงหลังทศวรรษ 1970
ความหมายทั่วไปของ Approach
แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ (Power Distribution Approach)
ลักษณะสำคัญของพหุนิยม
วิพากษ์ “พหุนิยม”
แนวพินิจชนชั้นนำ (Elite Approach)
วิเคราะห์ Classical Elitists
พื้นฐานคุณลักษณะทางจิตฯ 6 ชั้น
จุดเน้นของแนวพินิจชนชั้นนำแบบคลาสสิก
แนวพินิจชนชั้นนำแบบใหม่

แนวพินิจชนชั้นนำแบบใหม่

ในช่วงแรกๆของการศึกษาเกี่ยวกับ “ชนชั้นนำทางการเมือง” นักวิชาการยุคใหม่ “หลงทาง” ไปกับความพยายามที่จะหา “วิธีวัดผล” ความเป็น “ชนชั้นนำ”. ความพยายามดังกล่าว มองไปที่ “ตำแหน่ง (Position)” ของบุคคลในสังคม กับ “ความมีชื่อเสียง (Reputation)” ของบุคคลในสังคม, ว่า เป็น “ตัวชี้วัด” ถึง ความเป็น “ชนชั้นนำ”, ซึ่งล้วนแต่มี “ข้อผิดพลาด” ด้วยกันทั้งสองกรณี.

การติดยึดกับการมอง “ตำแหน่ง” ของบุคคล, ทำให้สำคัญผิดได้ว่า “ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” มี “อำนาจ” มากกว่าผู้ที่ไม่มีตำแหน่งฯ. ในกรณีของประเทศไทย, การเกิด “พรรคพลังประชาชน” ถูกนักวิชาการและสื่อมวลชน วิจารณ์ว่าเป็นแค่ “พรรคนอมินี” หรือ “พรรคตัวแทน” ของอดีตผู้นำประเทศ คือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร, เพราะทันทีที่ชนะเลือกตั้ง ตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ ได้ถูก “กำหนด” โดยอดีตผู้นำฯ, ไม่ใช่โดย นายสมัคร สุนทรเวช, ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี.

นอกจากนั้น, ในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกา, “ประธานาธิบดี” ได้รับการสนับสนุนจาก บรรษัทขนาดใหญ่, บรรดา Lobbyists (นักวิ่งเต้นทางการเมือง) ซึ่งตั้งเป็นบริษัทกฎหมายขึ้นบังหน้า, ได้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือในการณรงค์ และหาเสียงเลือกตั้ง, และมีศัพท์เรียกว่า Fat Cats, ซึ่งในกรณีของพรรค Republican เรียกผู้บริจาครายใหญ่ (ให้เงินแก่พรรค มากกว่า 1 ล้านเหรียญ) ว่า Super Rangers. หลายคนที่เป็น Super Rangers จะได้รับ “การตอบแทนทางการเมือง” ด้วยการที่ประธานาธิบดี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครรัฐทูต ประจำประเทศสำคัญ. ดังนั้นถ้าประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบรรษัทขนาดใหญ่, ก็จะประสบความยากลำบากในการบริหาร และการดำเนินนโยบายฯ, ดังที่ประธานาธิบดี George Walker Bush กำลังเจอปัญหา Subprime, ปัญหาการตรึงกำลังทหารสหรัฐไว้ในอิรัก, ซึ่งถูกสื่อมวลชนและชนชั้นนำวิพากษ์วิจารณ์มากมาย.



ส่วนการยึดเอา “ความมีชื่อเสียง” เป็นตัวชี้วัด ความเป็น “ชนชั้นนำ” ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ได้มากพอกัน. ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้มีชื่อเสียงหลายคน หาได้มีอิทธิพลต่อ “การตัดสินใจทางการเมือง” แต่ประการใดไม่. ดังนั้น, ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชนชั้นนำ จึงหันไปศึกษาถึง ความโน้มเอียงของชนชั้นนำ ในด้านสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้ :

(1) “ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำ (Elite Perspectives)” ได้แก่ การวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับ ความคิด, ความเชื่อ, วิสัยทัศน์ (Vision), โลกทัศน์ (World View), วัฒนธรรมทางการเมือง, ปรัชญาทางการเมือง, หรือ อุดมการณ์ทางการเมือง ของชนชั้นนำ. ยกตัวอย่างเช่น ผลงานของ ศาสตราจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมือง : ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2526) ซึ่งได้ค้นพบว่า จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย, เชื่อว่าตนเองเป็น “พ่อขุน” ที่จะทำหน้าที่ปกครอง “ชาวบ้าน”, แต่จำเป็นต้องใช้อำนาจเด็ดขาด เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย. ผลงานของ วาสนา นาน่วม, บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช. (มติชน, 2545) พบว่า พลเอกสุจินดา ยึดอำนาจทางการเมือง เพราะรัฐบาล (พลเอกชาติชาย ชุณหวัน) คอรัปชั่นมาก.

(2) “การเลือกสรร / การเข้าสู่ตำแหน่งของชนชั้นนำ (Elite Recruitment)” คือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ ภูมิหลังทางสังคม เศรษฐกิจ ของชนชั้นนำ (เช่น ผลงานของ ลิขิต ธีระเวคิน, ชนชั้นนำในระบบราชการของไทย, ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Likhit Dhiravegin, The Bureaucratic Elite of Thailand (TU, 1978), พบว่า ข้าราชการระดับสูง ส่วนใหญ่ อยู่ในภาคกลาง, โดยเฉพาะในเขตกทม., เพราะมีการศึกษาสูง และบิดา มักจะเป็นข้าราชการอยู่ก่อนแล้ว); นอกจากนั้น ยังอาจจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ กระบวนการกล่อมเกลา (Socialization) ที่ชนชั้นนำได้ผ่านพบตั้งแต่เยาว์วัย เช่น การเป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรี (ปรีดา พัฒนถาบุตร) ทำให้ ร.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร สนใจการเมือง (ดู : ปรีดา พัฒนถาบุตร, ครูการเมือง); และ “ช่องทาง” ของการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “โครงสร้างทางกฎหมาย” (รัฐธรรมนูญ, ก.ม. ว่าด้วยพรรค, ว่าด้วยการเลือกตั้ง) และ “โครงสร้างของโอกาสทางสังคม” (ความอาวุโส, การมีการศึกษาระดับสูง), ผลงานสำคัญคือ Lester Seligman, Recruiting Political Elites (1971) ซึ่งพบว่า การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องยาก, มี “ต้นทุน” และ “ความเสี่ยง” (ที่จะแพ้) สูง.

(3) “การดำเนินการของชนชั้นนำ (Elite Performance)” ได้แก่ การค้นคว้าวิจัยว่า ชนชั้นนำทางการเมือง มี “วิธีการ” รักษาความนิยม, รักษาอำนาจและขยายอิทธิพลรวมทั้งอำนาจ, อย่างไรบ้าง. ยกตัวอย่างผลการศึกษาของท่าน เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, “บทบาทของชนชั้นนายทุนต่อการพัฒนาประชาธิปไตย” (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525) พบว่า นายทุนไทย เริ่มเข้ามาสู่กระบวนการการเลือกตั้ง ด้วยการทุ่มเงินลงไปในการเลือกตั้ง, เพื่อซื้อเสียงจากชาวบ้าน. ดังนั้น, “เงิน” จึงเริ่มมีความสำคัญต่อ พรรคการเมือง และต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง, เพราะถ้าพรรคอื่นที่แข่งขัน มีเงินทุนมากกว่า ก็มีโอกาสชนะเลือกตั้ง มากกว่า. ปัจจุบัน นักวิชาการทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ ก็กำลังสนใจเรื่อง “การเมืองการตลาด (Political Marketing)” เนื่องจาก การเมืองเป็น “การลงทุน” ประเภทหนึ่ง, จึงหนีไม่พ้นการค้นหาวิธีการด้านการตลาด, การขาย, การโฆษณา, การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับ “ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง” เพื่อสร้าง “ความประทับใจ”, และ การดูแลเอาใจใส่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง “หลังเลือกตั้ง” (คล้ายกับ บริการหลังการขาย).

(4) “พฤติกรรมเบี่ยงเบนของชนชั้นนำ (Elite Deviance)” ได้แก่ การค้นคว้าเกี่ยวกับ การคอรัปชั่น, การมีพฤติกรรมทางเพศที่ออกนอกลู่นอกทาง หรือ เรื่องอื้อฉาวทางเพศ, การใช้อำนาจโดยมิชอบ, การเอื้อประโยชน์แก่วงศาคณาญาติและพวกพ้อง, การเปลี่ยนกฏเกณฑ์ทางกฎหมาย เพื่อทำให้ตนเองและครอบครัว หลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้, หรือทำให้ตนเองและครอบครัวร่ำรวยจากการทำธุรกรรมอำพราง.

(5) “การศึกษาชนชั้นนำทางการเมืองเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Political Elites)” ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าว่า ชนชั้นนำ ในประเทศต่างๆ ที่นำมาเปรียบเทียบกันนั้น มีความเหมือน หรือ ความแตกต่างกัน อย่างไรบ้าง. ผลงานที่สำคัญคือ Robert D. Putnam, The Comparative Study of Political Elites (Prentice-Hall, 1976) ซึ่งค้นพบว่า ผู้นำรัฐบาล ของประเทศ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี, ส่วนใหญ่ มาจากครอบครัวนักธุรกิจระดับผู้บริหาร, มีการศึกษาระดับสูง จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง.

แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ ทำให้เรา มองเห็น “ภาพของการเมือง” ที่เกิดขึ้นจาก อำนาจ, ซึ่ง ไม่ว่าจะเป็น อำนาจที่เกิดจากการแข่งขันของกลุ่มต่างๆ, หรือ อำนาจ ที่เกิดจาก การมีฐานะที่ได้เปรียบผู้อื่น ของ ชนชั้นนำ ก็ตาม.

แนวพินิจที่เป็นแบบจุลภาค เช่นนี้, มีข้อจำกัด ตรงที่ ได้มองข้าม, หรือ ละเลย การเรียนรู้และการพัฒนาทางการเมือง ของภาคประชาชน, กล่าวคือ เน้นการเพ่งเล็ง การเมืองแบบหยุดนิ่ง, เสมือนหนึ่งว่า ในสังคมโดยรวม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (อย่างเช่น การชุมนุมครั้งใหญ่ของมหาชน เพื่อต่อต้านผู้มีอำนาจทางการเมือง, ดังกรณีประเทศไทย และ เกาหลีใต้, ในขณะนี้) , ตราบเท่าที่ กลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมือง หรือ ชนชั้นนำทางการเมือง ยังสามารถแข่งขันกัน เพื่อมีอำนาจทางการเมือง.

ลักษณะของแนวพินิจทางรัฐศาสตร์แบบจุลภาค, โดยเฉพาะ แนวพินิจการตัดสินใจ, ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการเน้นให้เห็น การเมือง แบบอนุรักษ์นิยม กล่าวคือ การเมือง ที่ไม่เห็นการเคลื่อนไหว ของประชาชนทั่วไป, เช่นเดียวกันกับ แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ. การเมือง หยุดลงตรง กลุ่ม, พรรค, และ ชนชั้นนำทางการเมือง เท่านั้น. แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ และ แนวพินิจแบบจุลภาค จะไม่สามารถอธิบาย ปรากฏการณ์ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เลย. ดังนั้น, การนำ แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ ไปใช้ในสังคมประชาธิปไตย ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง จึงมีข้อจำกัดในตัวเอง ค่อนข้างสูง. กล่าวอีกนัยหนึ่ง, แนวพินิจการแจกแจงอำนาจ ไม่น่าจะสอดคล้องกับการอธิบาย สภาพการเมือง ที่เป็นจริง ในสังคมประชาธิปไตยแบบเน้นการมีส่วนร่วม, อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook