บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

แนวคิดภายนอกนิยม
ปฏิเสธคำถามของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐานหรือไม่

นายวิสิทธิ์ ตออำนวย

ความหมายของแนวคิดภายนอกนิยมและญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน
ปัญหาของญาณวิทญาเชิงธรรมชาติแบบแข็งกับข้อโต้แย้งด้วยทัศนะของJames
ปรัชญาภาษาของไควน์ ทางออกของญาณวิยาเชิงธรรมชาติแบบแข็ง
จากKuhn ถึงJames ทางออกของสหนัยนิยมแบบภายนิยมในทัศนะของไควน์
บรรณานุกรม

จาก Kuhn ถึง James ทางออกของสหนัยนิยมแบบภายนิยมในทัศนะของไควน์

Kuhn เป็นนักประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ ปัญหาที่เขาสนใจก็คือ ในประวัติศาสตร์นั้นวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร Kuhn ทำการค้นคว้าจนพบว่า การเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ มีลักษณะที่ Kuhn เรียกว่าการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนกรอบวิธีคิดที่เป็นสิ่งยึดถือร่วมกันของสังคมที่เชื่อวิทยาศาสตร์ในยุคหนึ่ง กล่าวคือ หากได้ศึกษาประวัติของวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเสมอมา ซึ่งความคิดที่เคยเชื่อว่าจริงแท้นั้น ที่สุดแล้วก็ถูกตีตกจากทฤษฎีที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือตั้งทฤษฎีจากฐานคิดใหม่ รวมไปถึงสร้างทฤษฎีจากจินตนาการล้วนๆ แสดงให้เห็นว่า ทฤษฎีในแต่ละยุคนั้นไม่ควรเชื่อว่าเป็นความจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นทฤษฎีที่อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์จากแบบของ Ptolemy เปลี่ยนมาเป็นแบบของ Copernicus หรือ Albert Einsteinที่ใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ท้าทายการอธิบายโลกด้วยกลศาสตร์ของ Isaac Newton รวมไปถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการอธิบายปรากฏการณ์ความเร็วแสงอีกด้วย

Paul Feyerabend นักปรัชญาประวัติศาสตร์อีกคนหนึ่ง ซึ่งเสนอว่า ความรู้ทั้งหลายควรจะมีอิสระจากกรอบทางวิทยาศาสตร์ (autonomy in science) เนื่องจากความรุ่งเรืองของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้วิทยาศาสตร์มีอำนาจในการครอบงำและปิดกั้นความรู้อื่นๆที่มีลักษณะแปลกแยกจากวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากแนวคิดทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ (หนึ่งในนั้นมีความคิดของ Kuhn) ก็สรุปชัดว่า วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ใช่ศาสตร์ที่สามารถอธิบายความจริงของโลกได้กระจ่างที่สุด ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงมีฐานะไม่ต่างจากความรู้อื่นๆวิทยาศาสตร์ จึงไม่มีสิทธิปิดกั้นการนำเสนอความรู้อื่นๆได้ โดย Pual ขยายความให้เห็นว่า วิธีการของวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดบอด ดังที่ Einstein คิดทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมาก่อน แล้วค่อยไปตามหางานวิจัยที่คนอื่นทำมาสนับสนุน เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งโจทย์ ตั้งสมมติฐาน แล้วไปทำการทดลอง แล้วจึงมาหาข้อสรุป

Einstein เริ่มต้นจากปัญหาในเรื่องเวลาของการเคลื่อนตัวของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นโจทย์ทางฟิสิกส์ โดยตั้งสมมติฐานว่า ถ้าเวลาไม่นิ่งจริง ๆ อย่างที่มันเป็นจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะวัดเวลาได้ ในเมื่อในระดับอะตอม การวัดเวลาเป็นไปได้ค่อนข้างลำบาก เพราะมันไม่อยู่นิ่ง โจทย์นี้กลายเป็นปัญหาเพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเวลาเป็นสิ่งที่แน่นอน เที่ยงตรงและก็เคลื่อนเป็นเส้นตรงต่อไปเรื่อย ๆ เป็นจังหวะที่คงที่ และถ้าหากเวลาไม่มีความแน่นอนจริง นักวิทยาศาสตร์ก็จะพยายามแก้ปัญหา โดยคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถควบคุมและวัดเวลาได้เที่ยงตรงแน่นอนมากยิ่งขึ้น

แทนที่ Einstein จะพยายามไปแก้ปัญหานั้น Einstein ไม่แก้ Einstein คือแทนที่จะมองว่าเราจะต้องไปแก้ปัญหา Einstein กลับแก้ไปอีกแบบหนึ่งว่า สมมุติว่าถ้าปัญหามันเป็นแบบนั้น เรื่องจริงมันเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้น คือสมมุติขึ้นมาว่าถ้าเวลามันไม่นิ่งจริง ๆ เราจะทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดอย่างไร เป็นการตั้งโจทย์ใหม่ขึ้นมาเลย จากการยอมรับในลักษณะที่ว่าปัญหานั้นคือความจริง Einstein ใช้จินตนาการของตัวเองแล้วสร้างคำอธิบายขึ้นมา เขาจินตนาการทฤษฎีนั้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยบอกว่า ถ้าทำการทดลองแบบนี้แล้วผลน่าจะเป็นแบบนั้น



จะเห็นได้ว่ากระบวนการหรือวิธีคิดดังกล่าวที่เกิดขึ้นของ Einstein ทั้งหมดนั้น ไม่ได้เป็นไปตามระบบระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เลย หาก Einstein เกิดยอมรับระเบียบแบบแผนและไม่กระโดดข้ามโจทย์ปัญหาไปสู่ข้อสรุปของตัวเอง องค์ความรู้ฟิสิกส์สมัยใหม่ก็ไม่สามารถก้าวพ้นโจทย์อันนี้ได้ กระบวนทัศน์ในปัจจุบันจึงควรที่จะต้องได้รับการตรวจสอบจากทฤษฏีใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อประเมินว่าความรู้ที่ยังเชื่อกันอยู่นั้นมีข้อผิดพลาดอย่างไรบ้าง จะได้แก้ไข แม้จะเป็นการตัดตัวเลือกที่ผิดพลาดออก และยังเหลือตัวเลือกอีกมากที่ยังไม่ได้รับการยอมรับหรือแม้แต่ตัวเลือกที่ยังไม่ค้นพบ แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าที่จะหลีกเลี่ยงความความผิดพลาดด้วยการไม่เชื่อความเชื่อที่ไม่ชัดแจ้งเสียเลยตามแบบ evidentailism

อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักว่า Kuhn ไม่ได้เสนอว่ากระบวนทัศน์ใหม่เพื่อที่จะ "เข้าใกล้ความจริง" มากกว่ากระบวนทัศน์เก่า Kuhn เพียงแต่บอกว่า เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำงานในกระบวนทัศน์เก่ามาระยะหนึ่ง แล้วเกิดมีปัญหาที่แก้ไม่ตกขึ้นมา จึงเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนกระบวรทัศน์ และหากกระบวนทัศน์ใหม่ใช้การได้ ก็ใช้กันต่อมา การที่กระบวนทัศน์ใหม่ใช้ได้ดีกว่า กระบวนทัศน์เก่า ไม่จำเป็นจะต้องให้เกิดข้อสรุปว่ากระบวนทัศน์ใหม่ "เป็นจริง" มากกว่าของเก่า เพียงแต่ใช้ได้ดีกว่า ตามความต้องการของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ใช้กระบวนทัศน์ในยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้หากจะอ้างไปถึงความจริง ก็ต้องมีพื้นฐานความเชื่อที่เชื่ออยู่ก่อนแล้วว่า สิ่งที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาได้ดีกว่า จะเป็นจริงมากกว่า ซึ่งนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่อ้างเช่นนี้ ก็ต้องหาทางให้เหตุผลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง ในแง่นี้เจตจำนงที่จะเชื่อในทางวิทยาศาสตร์ก็

ไม่ได้ต่างจากเจตจำนงที่จะเชื่อทางศาสนาที่ James ได้เสนอเอาไว้เลย ที่ว่าการมีเจตจำนงที่จะเชื่อทางศาสนา ก็เนื่องมาจากการเชื่อทางศาสนานั้นก่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ โดยไม่ต้องแสวงหาความจริงทางอภิปรัชญาแต่อย่างใด

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น สามารถแยกภายนอกนิยมออกเป็น 2 ลักษณะคือพื้นฐานนิยมแบบภายนอก และสหนัยนิยมแบบภายนอก ซึ่งแบ่งได้ชัดเจนว่า ภายนอกนิยมที่อิงกับพื้นฐานนิยมจะปฏิเสธคำถามของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน ในขณะที่ภายนอกนิยมที่อิงกับสหนัยนิยมจะเปิดพื้นที่ให้กับคำถามของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน หากแต่ไม่ใช่การให้พื้นที่กับคำถามแบบเดิมที่ว่าเราจะประเมินได้อย่างไรว่าความเชื่อใดที่ถือได้ว่าเป็นความรู้ แต่ควรจะเปลี่ยนแนวทางไปเป็นการประเมินว่าวิธีการได้มาซึ่งความรู้แบบใดดีกว่ากัน ดังทัศนะของ Thomas Kuhn และ William James ที่ได้ยกขึ้นเพื่อให้เข้าใจแนวทางที่เปลี่ยนไปนี้ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ดี มีข้อควรระวังในแง่ขององค์ประกอบที่จำเป็นของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน 2 ประการ คือ 1) ความเป็นคำถามเชิงบรรทัดฐาน และ 2) การประเมินค่าบรรทัดฐาน แน่นอนว่าหากไม่มีองค์ประกอบที่ 1) ย่อมไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ 2) แต่หากมีเพียงองค์ประกอบที่ 1) เพียงองค์ประกอบเดียว ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคำถามของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน ดังที่วุฒิได้เสนอทางออกที่ต่างออกไปในวิทยานิพนธ์ว่า ให้ญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐานเปลี่ยนเป้าหมายจากการหารากฐานของความรู้ เพื่อนำมาประเมินค่าชุดความเชื่อระหว่างกัน มาเป็นการประเมินชุดความเชื่อแต่ละชุด ว่ามีความสอดคล้องในตัวเองหรือไม่ ซึ่งหากคิดเช่นนั้นก็จะเจอปัญหาว่า ความเชื่อเรื่องพระเจ้าของชาวคริสต์ที่สอดคล้องในบริบทของชาวคริสต์ กับความเชื่อเรื่องสุญญตาของชาวพุทธ ที่สอดคล้องกับบริบทของชาวพุทธ เมื่อความเชื่อทั้งสองต่างก็สอดคล้องในบริบทของตัวเอง มันจะกลายเป็นสัมพัทธนิยมแบบสุดโต่งไป คือไม่อาจหาได้ว่าความเชื่อใดภายใต้บริบทไหน จะเป็นพื้นฐานที่สุดในการตัดสินว่าความเชื่อใดมีความน่าเชื่อมากกว่ากัน การตีความเช่นนี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการปรับบทบาทที่หลุดออกไปจากคำถามของญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเสนอให้ไควน์ทำญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐานต่อไปได้ เนื่องจากให้ความสำคัญกับความเป็นบรรทัดฐานของการหาว่าอะไรดีไม่ดีหรืออะไรควรไม่ควรภายใต้ความสอดคล้องในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินค่าว่า “เราควรได้ความเชื่ออย่างไร” เพื่อเข้าใกล้สิ่งที่เป็นความรู้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนับเป็นเป้าหมายสำคัญของการถามคำถามญาณวิทยาเชิงบรรทัดฐาน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook