บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม สันทนาการ >>

อเมริกันเรอเนซองซ์

กุลวดี มกราภิรมย์

อเมริกันเรอเนซองซ์ เป็นคำที่ใช้เรียกช่วงเวลาซึ่งถือกันว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ยุคอเมริกันเรอเนซองซ์เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาธิปไตยแบบแจ๊กสัน (Jacksonian Democracy) กำลังเฟื่องฟูและสิ้นสุดลงเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองอเมริกัน (American Civil War ค.ศ.1861-1865) ในช่วงเวลานี้สหรัฐอเมริกากำลังเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ที่สำคัญยังเป็นช่วงที่ศิลปินอเมริกันแขนงต่างๆ ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมอเมริกันในรูปแบบของงานวรรณกรรมและศิลปะแขนงต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ประจำชาติจำนวนมาก

หลังจากอาณานิคมต่างๆ ของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือประกาศเอกราชใน ค.ศ.1776 ชาวอเมริกันก็ยังคงนิยมอ่านผลงานของนักเขียนอังกฤษซึ่งมีผู้นำมาพิมพ์ขายในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกายังขาดผู้อุปถัมภ์ศิลปินทุกแขนงต่างจากในยุโรป ประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่แห่งนี้จึงขาดแคลนนักเขียนอาชีพผู้สร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง หลังประกาศเอกราชจากอังกฤษ นักเขียนอเมริกันยังคงเขียนเลียนแบบนักเขียนอังกฤษต่อมาอีกประมาณ 50 ปี ตลอดระยะเวลานั้นบรรดานักวิจารณ์ บรรณาธิการ และนักเขียนต่างเห็นพ้องกันว่าสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องมีงานวรรณกรรม ละคร และงานศิลปะแขนงอื่นๆ ของตนเอง เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นชาติที่มีเอกราชทางวัฒนธรรม ปลอดจากการครอบงำของอังกฤษและชาติอื่นๆ ในยุโรป ดังที่โนอาห์ เวบสเตอร์ (Noah Webster) เรียกร้องว่า “สหรัฐอเมริกาต้องมีเอกราชทางวรรณกรรมเท่าๆ กับที่มีเอกราชทางการเมือง” จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักเขียนอเมริกันจึงสามารถสร้างวรรณคดีประจำชาติชิ้นเยี่ยมจำนวนมากที่เป็นตัวของตัวของตัวเอง และได้รับความนิยมทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นวรรณคดีอเมริกันยังไม่มีคุณค่าในสายตาของชาวยุโรป ดังเห็นได้จากคำถามเชิงปรามาสของซิดนีย์ สมิท (Sydney Smith) ในนิตยสาร Edinburgh Review (ค.ศ.1825) ว่าทั่วทั้ง 4 มุมโลกมีใครบ้างไหมที่อ่านวรรณคดีอเมริกัน

ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 สหรัฐอเมริกาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านจำนวนประชากร ขนาดพื้นที่ และอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ชาวอเมริกันจึงมองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นในความก้าวหน้าของประเทศ และเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาส ความรู้สึกชาตินิยมของชาวอเมริกันจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชาวอเมริกันภาคภูมิใจในชาติของตน เห็นว่าภูมิประเทศของบ้านเกิดเมืองนอนมีความงามไม่แพ้ที่ใดในโลก นอกจากนี้ยังตระหนักถึงความยิ่งใหญ่แห่งจิตวิญาณอเมริกัน และเห็นว่าแม้ดินแดนแห่งนี้จะไร้ซึ่งปราสาทราชวังหรือโบสถ์ที่สวยงามและยิ่งใหญ่อย่างในยุโรป แต่ก็มีสิ่งที่ยุโรปไม่มี ได้แก่ ประชาธิปไตย ชีวิตชายแดน ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และชาวพื้นเมืองอเมริกันอินเดียน จึงนำสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างงานศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งกลายเป็นมรดกวัฒนธรรมอเมริกันที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ก่อนยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ นักเขียนและกวีอเมริกันต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสจินตนิยม (Romanticism) ในเยอรมนีและอังกฤษ เริ่มสร้างวรรณคดีประจำชาติด้วยการนำแนวความคิดแบบจินตนิยมที่เกิดขึ้นในยุโรปมาผสมผสานกับวัตถุดิบ ตัวละคร ภูมิประเทศ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ทำให้วรรณคดีอเมริกันเริ่มมีเอกลักษณ์ของตนเอง แม้จะยังลอกเลียนรูปแบบและลีลาการเขียนของนักเขียนอังกฤษอยู่บ้าง เริ่มจากผลงานของนักเขียนกลุ่ม “นิกเคอร์บอกเกอร์ (Knickerbockers) แห่งนิวยอร์ก ได้แก่ วอชิงตัน เออร์วิง (Washington Irving ค.ศ.1783-1859) เจมส์ เฟนิมอร์ คูเปอร์ (James Fenimore Cooper ค.ศ.1789-1851) และวิลเลียม คัลเลน ไบรอันต์ (William Cullen Bryant ค.ศ.1794-1878) ผลงานของนักเขียนและกวีทั้ง 3 คนนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป จึงกล่าวได้ว่านิวยอร์กเป็นแหล่งกำเนิดวรรณคดีประจำชาติของสหรัฐอเมริกา

จากนั้นระหว่างยุคอเมริกันเรอเนซองส์ชาวอเมริกันก็ได้สร้างสรรค์วรรณคดีประจำชาติจำนวนมาก โดยได้รับอิทธิพลจากจินตนิยมในยุโรป ปรัชญาแนวคตินิยมเหนือเหตุผล (Transcendentalism) ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองคองคอร์ด (Concord) มลรัฐแมสซาชูเสตซ์ (Massachusettes) ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความรู้สึกชาตินิยม ปรัชญาประชาธิปไตย การให้ความสำคัญกับสามัญชนและปัจเจกบุคคล ตลอดจนการมองในแง่ดีของชาวอเมริกันในยุคนี้ ในทางวรรณคดีอเมริกันเรอเนซองซ์เป็นส่วนหนึ่งของยุคจินตนิยมของสหรัฐอเมริกา วรรณคดีเรื่องเอกของสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์มากกว่ายุคใดๆ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นิวอิงแลนด์

อเมริกันเรอเนซองซ์เกิดจากแรงกระตุ้นของ ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson: ค.ศ.1803-1882) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปาฐกถาของเขาชื่อ “The American Scholar” ซึ่งเขาแสดงที่สโมสรไฟเบตากัปปา (Phi Beta Kappa Society) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ใน ค.ศ.1837 ปาฐกถาเรื่องนี้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์และวัฒนธรรมอเมริกัน แล้วสรุปจบด้วยการเร่งเร้าให้ชาวอเมริกันเดินด้วยขาของตนเอง ทำงานด้วยสองมือของตนเอง และพูดอย่างที่ตนคิด โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮมส์ (Oliver Wendell Holmes) นายแพทย์ กวี และนักเขียนชาวนิวอิงแลนด์ที่มีชื่อเสียงคนหนี่งของยุคนี้ประทับใจในปาฐกถาบทนี้มากถึงกับกล่าวว่า “The American Scholar” เป็นคำประกาศเอกราชทางปัญญาของสหรัฐอเมริกา เอเมอร์สันเป็นผู้นำของปรัชญาแนวคตินิยมเหนือเหตุผลและนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนี้ แนวความคิดของเขามีอิทธิพลต่อนักคิด นักเขียน และนักปฏิรูปสังคมจำนวนมาก อิทธิพลดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่แต่ในมลรัฐแมสซาชูเซตส์เท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินแขนงต่างๆ ในมลรัฐอื่นๆ ซึ่งสร้างผลงานที่สะท้อนความเป็นอเมริกันอย่างแท้จริงด้วย อาทิ วอลต์ วิตแมน (Walt Whitman) กวีชาวเมืองบรุกลิน (Brooklyn) มลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเขียนบทกวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาในแบบที่ไม่เคยมีผู้ใดเขียนมาก่อน กล่าวคือบทกวีของเขาสดุดีประชาธิปไตยที่กำลังเฟื่องฟูในสหรัฐอเมริกา เสรีภาพ และคนทุกชั้นในสังคมอเมริกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามัญชน หนังสือรวมบทกวีของเขาชื่อ Leaves of Grass (ค.ศ.1855) ได้รับการยกย่องจากเอเมอร์สัน และได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ว่าเป็นหนังสือรวมบทกวีเล่มแรกที่สะท้อนความเป็นอเมริกันอย่างแท้จริง คตินิยมเหนือเหตุผลจึงเป็นคตินิยมที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจของยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ และทำให้วรรณคดีแบบจินตนิยมของสหรัฐอเมริกาแตกต่างจากจินตนิยมของยุโรปที่เป็นต้นแบบ



ในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ชาวอเมริกันยังสร้างสรรค์งานวรรณกรรมและศิลปะแขนงอื่นๆ รวมทั้งดนตรีประจำชาติจำนวนมาก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นิวอิงแลนด์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นศูนย์รวมนักคิดนักเขียนคนสำคัญของกลุ่มคตินิยมเหนือเหตุผล อาทิ เฮนรี เดวิด ทอโร (Henry David Thoreau) บรอนสัน เอมอส ออลคอตต์ (Bronson Amos Alcott) และมาร์กาเร็ต ฟุลเลอร์ (Margaret Fuller) ใน ค.ศ.1841 บาทหลวงนิกายยูนิแทเรียน (Unitarianism) คนหนึ่งชื่อจอร์จ ริปลีย์ (George Ripley) ซึ่งเป็นเพื่อนของเอเมอร์สัน ทดลองตั้งชุมชนในอุดมคติชื่อบรูกฟาร์ม (Brook Farm) ที่เวสต์รอกซ์เบอรี (West Roxbury) มลรัฐแมสซาซูเซตส์ โดยได้แรงบันดาลใจจากคตินิยมเหนือเหตุผลที่เชื่อว่าโลกแห่งวัตถุไม่สำคัญเท่ากับโลกแห่งจิตวิญญาณ สมาชิกของชุมชนแห่งนี้ปฏิเสธวัตถุหันมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเรียบง่ายโดยอาศัยแรงงานของตนเอง และเน้นการเติบโตทางภูมิปัญญา ชุมชนทดลองแห่งนี้มีอายุเพียง 6 ปี ก็ต้องล้มเลิกไปใน ค.ศ.1847 หลังจากถูกไฟไหม้ แต่กระนั้นก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อวรรณคดีประจำชาติของสหรัฐอเมริกา เพราะมีสมาชิกเป็นนักเขียนคนสำคัญของนิวอิงแลนด์หลายคน อาทิ นาทาเนียล ฮอว์ทอร์น (Nathaniel Hawthorne) และมาร์กาเรต ฟุลเลอร์ บรรณาธิการคนแรกของวารสาร The Dial อันเป็นวารสารของผู้ที่ศรัทธาในคตินิยมเหนือเหตุผล

นอกเหนือจากนักเขียนและกวีกลุ่มคตินิยมเหนือเหตุผลดังกล่าวข้างต้น นิวอิงแลนด์ในยุค นี้ยังมีนักเขียนและกวีกลุ่มบรามิน (Brahmins) แห่งเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์

นักเขียนกลุ่มนี้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตแบบปัญญาชน ทุกคนมีฐานะดี ได้รับการศึกษาสูง และดื่มด่ำกับวัฒนธรรมของยุโรป พวกบรามินคิดว่านักเขียนอเมริกันควรสร้างงานวรรณกรรมที่มีมาตรฐานเดียวกับทางยุโรป กล่าวคือเป็นวรรณคดีที่มีลักษณะสูงส่ง บริสุทธิ์ และน่ารื่นรมย์ พวกเขาจึงสร้างงานวรรณกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนโดยอิงรูปแบบของทางยุโรป สมาชิกคนสำคัญของกลุ่มบรามินนอกเหนือจากโอลิเวอร์ เวนเดล โฮมส์ ยังมี เฮนรี วอดส์เวิร์ท ลองเฟลโลว์ (Henry Wadsworth Longfellow) ผู้ศึกษาวิธีการเขียนของกวียุโรป แล้วนำมาดัดแปลงแต่งบทกวีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา อาทิ บทกวีชื่อ Paul Revere’s Ride (ค.ศ.1863) ในบทกวีบทนี้ลองเฟลโลว์เล่าถึงวีรกรรมของพอล รีเวียร์ ในการต่อต้านอังกฤษก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติของชาวอเมริกัน (American Revolution ค.ศ. 1775-1783) กวีที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งในกลุ่มนี้คือเจมส์ รัสเซลล์ (James Russell) ผู้ศึกษาบทกวีของทางยุโรปแล้วนำมาเขียนบทกวีบรรยายสภาพธรรมชาติของสหรัฐอเมริกา กวีและนักเขียนกลุ่มบรามินมีคุณูปการอย่างสูงต่อวัฒนธรรมอเมริกันแบบอุดมคติ

และเนื่องจากวรรณคดีในยุคนี้ส่วนใหญ่สร้างสรรค์โดยนักเขียนแถบนิวอิงแลนด์ ยุคอเมริกันเรอเนซองซ์จึงเรียกกันว่านิวอิงแลนด์เรอเนซองซ์ด้วย ทั้งนี้ยังมีนักเขียนและกวีสำคัญชาวนิวอิงแลนด์อีกหลายคนนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งร่วมสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในยุคนี้ อาทิ ลุยซา เมย์ ออลคอตต์ (Louisa May Alcott) และเฮอร์แมน เมลวิลล์ (Herman Melville) ในช่วงเวลานี้ แม้จะมีนักเขียนจากภาคใต้หลายคนที่มีส่วนร่วมสร้างวรรณคดีที่มีเอกลักษณ์ประจำชาติของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่มีบทบาทเท่ากับนักเขียนจากนิวอิงแลนด์ นักเขียนชาวใต้ที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ ได้แก่ จอห์น เพนเดิลตัน เคนเนดี (John Pendleton Kennedy) ผู้เขียนเรื่อง Swallow Barn (ค.ศ.1832) ให้ภาพชีวิตที่น่ารื่นรมย์ตามไร่ขนาดใหญ่ในมลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) ที่มีเจ้าของไร่เป็นนายทาสที่เมตตา และพวกทาสผิวดำที่มีความสุขและพอใจในสถานภาพของตนเอง นักเขียนจากภาคใต้อีกคนหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือวิลเลียม กิลเมอร์ ซิมส์ (William Gilmore Simms) ซึ่งเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์แบบเดียวกับเจมส์ เฟนิมอร์ คูเปอร์ นวนิยายของเขาหลายเรื่อง อาทิ Yemassee (ค.ศ.1835) เล่าเรื่องราวการผจญภัยของผู้คนตามชายแดนของมลรัฐเซาท์แคโรไลนา (South Carolina) ทำให้ซิมส์ได้สมญาว่า “คูเปอร์แห่งภาคใต้” (Cooper of the South) นอกจากนี้ยังมีนักเขียนนิทานเหลือเชื่อ (tall tale) จากมลรัฐดั้งเดิมแถบตะวันตกเฉียงใต้ (Old Southwest) อาทิ จอร์จ วอชิงตัน แฮร์ริส (George Washington Harris) ซึ่งเขียนเรื่องตลกเกี่ยวกับผู้คนตามชายแดนแถบนั้น สำหรับนักเขียนชาวใต้ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมากที่สุดในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ คือ เอดการ์ แอลลัน โพ (Edgar Allan Poe) ซึ่งเป็นกวีและนักเขียนชาวใต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผลงานของโพมีทั้งบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย และทฤษฎีวรรณคดีวิจารณ์ ผลงานของโพจะมีอิทธิพลต่อวรรณคดียุโรปในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ยังมีหนังสือประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจำนวนมาก อาทิ The Conquest of Mexico (ค.ศ.1843) และ The Conquest of Peru (ค.ศ.1847) ของฮิกกลิง เพรสคอตต์ (Hickling Prescott) ซึ่งบันทึกเรื่องราวของสงครามระหว่างพวกสเปนกับชาวพื้นเมืองในโลกใหม่ History of the United States from the Discovery of the American Continent (ค.ศ.1834-1874) ของจอร์จ แบนครอฟต์ (George Bancroft) ซึ่งบันทึกเรื่องราวของประเทศสหรัฐอเมริกาไว้อย่างละเอียดตั้งแต่การค้นพบทวีปอเมริกา หนังสือประวัติศาสตร์เล่มดีที่สุดขอยุคอเมริกันเรอเนซองซ์คือ The Oregon Trail (ค.ศ.1849) ของฟรานซิส พาร์กแมน (Francis Parkman) ซึ่งเขียนเรื่องนี้หลังจากไปคลุกคลีอยู่กับพวกอเมริกันอินเดียนเผ่าซู (Sioux) อยู่พักหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูล พาร์กแมนยังเขียนหนังสือประวัติศาสตร์อีกหลายเล่มซึ่งบันทึกเรื่องราวการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ

ทางด้านศิลปะแขนงอื่นๆ ประติมากรรมอเมริกันยุคนี้เริ่มมีความโดดเด่นและได้รับความสนใจทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีประติมากรที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ ไฮแรม พาวเวอร์ส (Hiram Powers) เจ้าของผลงานประติมากรรมชื่อ Greek Slave (ค.ศ.1843) ซึ่งเป็นประติมากรรมที่ได้รับความชื่นชมจากชาวยุโรปและชาวอเมริกันมากที่สุดในช่วงเวลานี้ และทอมัส ครอว์ฟอร์ด (Thomas Crawford) เจ้าของผลงานชื่อ Armed Freedom (ค.ศ.1855) ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ยอดโดมของตึกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทางด้านจิตรกรรมศิลปินหลายคน อาทิ จอร์จ คาเลบ บิงแฮม (George Caleb Miller) ซิดนีย์ เมานต์ (Sidney Mount) และอัลเฟรด เจคอบ มิลเลอร์ (Alfred Jacob Miller) นำชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันขณะล่าสัตว์ ทำงานในไร่ หรือถ่อแพไปตามลำน้ำ รูปเกวียนประทุนกับพวกอเมริกันอินเดียน และชีวิตของคนตามชายแดนภาคตะวันตกมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ นอกจากนี้แนวคิดแบบจินตนิยมและความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินอเมริกันยังทำให้เกิดจิตรกรสกุลช่างฮัดสันริเวอร์ (Hudson River School) ซึ่งนิยมเขียนภาพภูมิประเทศแถบแม่น้ำฮัดสัน ทางด้านดนตรีบทเพลงของพวกทาสผิวดำทั้งเพลงสวดและเพลงที่พวกเขาร้องเล่นขณะทำงาน มีอิทธิพลอย่างมากต่อดนตรีอเมริกัน ทำให้ดนตรีอเมริกันมีเอกลักษณ์ของตนเอง ดังเห็นได้จากผลงานของสตีเฟน คอลลินส์ ฟอสเตอร์ (Stephen Collins Foster) นักแต่งพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคอเมริกันเรอเนซองซ์ ตลอดจนดนตรีบลู (Blues) และดนตรีแจซ (Jazz) ในเวลาต่อมา

ในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกันยังเริ่มบุกเบิกงานวิจัยสาขาต่างๆ อาทิ เคมี ธรณีวิทยา และพฤกษศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีนักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงหลายคนเกิดขึ้นในยุคนี้ อาทิ แซมวล บรีส มอร์ส (Samuel Breese Morse) และ ทอมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) จึงเห็นได้ว่าเพียง 6 ทศวรรษหลังจากชาวอเมริกันประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ พวกเขาก็สามารถประกาศเอกราชทางวัฒนธรรม และสร้างภูมิปัญญาตลอดจนมรดกอารยธรรมอเมริกันที่มีความโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองได้ในยุคอเมริกันเรอเนซองซ์.

อ้างอิง :
ตีพิมพ์ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากล : อเมริกา เล่ม 1 อักษร A – B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2547.

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook