บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

หลักการของสหนัยนิยม

หลักการของสหนัยนิยมและปัญหาโดยทั่วไป
ปัญหาเรื่อง input จาก Audi
การแก้ปัญหาของ Banjour
การแก้ปัญหาของ Bonjour เกี่ยวกับความเป็น Directness
การแก้ปัญหาประเด็นคนบ้าที่คิดว่าตนเป็นพระเจ้าตาก
การแก้ปัญหาประเด็นความเชื่อทางศาสนา

ปัญหาเรื่อง input จาก Audi

ปัญหาหลักๆที่ Audi นำเสนอใน text ก็คือ ปัญหาเรื่อง isolation ซึ่งมีความหมายว่าระบบความเชื่อของสหนัยนิยมเป็นระบบปิด ความเชื่อกับความจริงเป็นเรื่องคนล่ะเรื่องกัน และในท้ายที่สุดหากมีคนสติไม่ดีมาบอกว่าตนเป็นพระเจ้าตากหรือ นโปเลียน มันก็ต้องเป็นจริงสำหรับคนนั้นๆไป ซึ่ง Audi ได้พูดถึงปัญหานี้ในประเด็นหัวข้อเรื่อง Coherence as an internal relation among cognitions ซึ่งชื่อหัวข้อเองก็บอกชัดว่า Audi เห็นว่าระบบการสนับสนุนความเชื่อแบบสหนัยนิยมนั้นเป็นระบบปิดที่เป็น internal คือระบบความสัมพันธ์แบบภายในล้วนๆ ข้อมูลอะไรที่อยู่นอกระบบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรในระบบได้ หรือตามคำพูดของ Audi

“If coherentism regards justification as deriving from coherence alone, then it accords no justificatory weight to experiential or rational grounding except insofar as they contribute to coherence.”

Audi ให้ตัวอย่างว่าคนบ้านั้นก็มีความเชื่อที่สอดคล้องกันกลุ่มหนึ่งและกลุ่มความเชื่อนั้นใหญ่พอที่จะทำให้เขามั่นใจในตัวเองว่าเขาเป็นพระเจ้าตากก็ได้ อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในกรณีของคนบ้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับกรณีคนสติดีแต่หากเป็นคนประเภทที่ชอบคิดเข้าข้างตัวเองก็จะใช้หลักการสนับสนุนความเชื่อแบบสหนัยนิยมตามความหมายที่ Audi กล่าว คนประเภทดังกล่าวก็มีเช่นกลุ่มคนทางศาสนาที่มั่งจะมีระบบความคิดที่บางครั้งอยู่ในสภาวะปฏิเสธความจริง หรือ state of deny หรือถือเป็นพวกคิดเข้าข้างตนเอง ซึ่งสองตัวอย่างดังกล่าวที่พูดกันบ่อยที่อยู่ในเทววิยาคือ เรื่องเวลาในการสร้างโลกทางธรณีวิทยา หรือ geological time scale กับเวลาสวรรค์ ที่พูดถึงการสร้างโลกในเจ็ดวันตามพระคัมภีร์ Genesis ซึ่งหากคนเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวันจริงก็ต้องเชื่อว่าโลกไม่ได้มีอายุหลายล้านปีตามหลักฐานทางธรณีวิทยาจริง และ ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ก็เสนอว่าเวลาทางธรณีวิทยาที่โลกเรามีอยู่มันแน่นอนว่าโลกมีอายุมากว่าเจ็ดวันแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามพวกที่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวันกลับมี coherent set ของความเชื่อมาสนับสนุน และในขณะเดียวกันก็นำข้อมูลการสังเกตธรณีวิทยามาสนับสนุนกลุ่มความเชื่อที่ว่า เวลาสวรรค์หนึ่งวันเท่ากับหลายล้านปี หนึ่งวันสวรรค์ไม่ได้เท่ากับ 24 ชั่วโมง เพราะ เทวดาองค์หนึ่งอายุปีหนึ่งก็เท่ากับหลายล้านปีสำหรับมนุษย์เป็นต้น ที่นี้หากเจอข้อมูลทางธรณีวิทยามากเท่าไรก็ถือกับเป็นการสนับสนุนกลุ่มความเชื่อที่มีอยู่แล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลุ่มความเชื่อที่ว่าหนึ่งวันในสวรรค์ไม่เท่ากับ 24 ชั่วโมงนั้นเอง

ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งมาจากชายคนหนึ่งที่เสนอว่าโลกถูกสร้างขึ้นในปี 4004 ก่อนคริสตกาล ที่นี้เขามีกลุ่มความเชื่ออีกกลุ่มหนึ่งที่เสนอว่า พระเจ้าต้องการจะหลอกมนุษย์ว่าโลกถูกสร้างขึ้นมาหลายล้านปีก่อน และพอยิ่งเจอหลักฐานทางธรณีวิทยามาสนับสนุนว่าโลกเกิดมาหลายล้านปีก่อน ก็จะกลายเป็นสนับสนุนกลุ่มความเชื่อของเขาว่าพระเจ้ามีจริงและนั้นเองคือหลักฐานที่ว่าพระเจ้าต้องการจะหลอกว่าโลกมีหลายล้านปีก่อนนั้นเอง สรุปคือไม่ว่าจะมีข้อมูลทางผัสสะมากเท่าไร กลับกลายเป็นไปสนับสนุนความคิดผิดๆไป

อีกตัวอย่างที่ชัดมากๆก็คือ Problem of Evil ที่สำหรับคนเชื่อพระเจ้าในนิยามตามความเชื่อดังเดิมนั้นที่ว่าพระเจ้ามีพลานุภาพสูงสุด มีความรู้ทุกอย่างและ มีความรักสูงสุด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อได้ ไม่ว่าจะมีข้อมูลทางผัสสะมากเท่าไรว่ามีความชั่วร้าย มีความไม่ยุติธรรม มีสงครามมากมายขนาดไหน พวกกลุ่มคนที่มีกลุ่มความเชื่อมั่นคงในพระเจ้าก็ยังนำหลักฐานแบบ observational beliefs มาสนับสนุนกลุ่มความเชื่อที่ตนมีอยู่นั้นเอง

ในประเด็นดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับประเด็น isolation มากเท่าไรแต่ประเด็นดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นว่า input ของข้อมูลใหม่ๆนั้นแทบจะไม่มีความหมายอะไรหากเรามีกลุ่มความเชื่อที่ใหญ่พอที่จะครอบคลุมไปจนมันสามารถมีอธิพลเหนือข้อมูลทางผัสสะ และไม่ว่าจะมี input ทางผัสสะใหม่ๆเข้ามาเท่าไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกลุ่มความเชื่อที่ดูเหมือนกับว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากนั้น Audi ยังเสนออีกว่าปัญหา isolation นั้นยังไม่ใช่แค่ isolate จากข้อมูลทางผัสสะเท่านั้นแต่ยัง isolate จากหลักการใช้เหตุผลอีกด้วยซ้ำ ซึ่ง Audi เองได้กล่าวไว้ว่า ความเชื่อเช่น หมาบางตัวเป็นสัตว์เลี้ยง เพราะฉะนั้น สัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมา ฟังดูก็ถูกต้องตามกฎตรรกะดี แต่ถ้าหากจะพูดกันตามแนวคิดแบบ สหนัยนิยม แล้ว Audi กล่าวว่า เรามีความเชื่อที่ว่า หมาบางตัวเป็นสัตว์เลี้ยง เพราะฉะนั้น สัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมา นั้น มาจากความรู้ที่เรามีอยู่ในระบบความเชื่อแล้วอยู่ก่อนแล้วและไม่เกี่ยวอะไรกับหลักตรรกะที่จะมาการันตีความสอดคล้องระหว่าง ความเชื่อที่ว่า หมาบางตัวเป็นสัตว์เลี้ยง เพราะฉะนั้น สัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมา

 

Audi นั้นต้องการจะหมายความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น ที่อยู่ระหว่างสองประโยคข้างต้นไม่ได้มีความหมายทางตรรกะใดๆ เพราะหากคิดตามหลักของสหนัยนิยมแล้วน้ำหนักความเชื่อในความเป็นจริงของประโยคแรกนั้นไม่ได้ขึ้นตรงกับประโยคที่ตามมา และในขณะเดียวกันความเชื่อในความเป็นจริงของประโยคที่ตามมาก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงของประโยคแรกแต่อย่างใด แต่ความเชื่อที่ว่าประโยคแรก และประโยคที่สองจริง นั้นแท้จริงแล้วมาจากการชั่งน้ำหนักโดยการพิจารณาจากระบบความเชื่ออีกหลายๆกลุ่มที่เรามีอยู่ก่อนหน้านั้นเอง เพราะหากความเชื่อเรื่องประโยคทั้งสองเกี่ยวกับกับหมาและสัตว์เลี้ยงว่าเป็นจริงตามตรรกะแล้วนั้น ความจริงของประโยคทั้งสองก็ต้องเป็นอิสระโดยสิ้นเชิงจากความเชื่ออื่นๆและมีความเป็นจริงที่ให้ค่าความจริงแก่กันและกัน แต่ Audi ต้องการจะบอกว่า หากเราเชื่อแบบสหนัยนิยมแล้วเราจะแน่ใจได้ว่า หมาบางตัวเป็นสัตว์เลี้ยงจริงๆ และสัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมาจริงก็เพราะว่าเรารู้มาก่อนแล้วว่า หมาคืออะไรจากการสนับสนุนความแน่ใจโดยความเชื่ออื่นๆอีก และแน่ใจได้ว่าสัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมานั้นก็ด้วยวิธีเดียวกันซึ่งไม่เกี่ยวกับคำว่า เพราะฉะนั้น ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองประโยคนั้นเอง และค่าความเป็นจริงของทั้งสองประโยคจะมีความน่าเชื่อถือที่เราสามารถให้ดีกรีในความน่าเชื่อถือต่อมันได้โดยขึ้นอยู่กับความเชื่ออื่นๆที่มาสนับสนุนประโยคทั้งสองว่าน่าเชื่อถือเพียงไร เช่น เคยเห็นหมาเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ตอนเด็ก จะทำให้น่าเชื่อกว่าความเชื่อที่มาสนับสนุนอันอื่น เช่น การเคยเห็นหมาข้างถนน ก็จะทำให้ประโยคที่ว่าหมาเป็นสัตว์เลี้ยง น่าเชื่อถือน้อยลง

ในขณะที่หากประโยคทั้งสองหากเป็นความเชื่อที่ได้มาจากหลักตรรกะแล้ว เราจะไม่สามารถให้ค่าความน่าเชื่อถือต่อความเป็นจริงของมันได้เป็นดีกรี ว่าน่าเชื่อมากเท่าไรหรือน่าเชื่อน้อยเท่าไร แต่เราจะเชื่อก็เชื่อไปเลยว่าถูกหรือผิด ซึ่งถ้าเชื่อก็คือเชื่อแบบไม่มีดีกรีของความน่าเชื่อ หรือหากไม่น่าเชื่อก็ไม่มีดีกรีของความไม่น่าเชื่อ เพราะหลักตรรกะ มีแต่ถูกกับผิด โดยที่มีค่าสองอย่างไม่มีผิดมากผิดน้อย หรือน่าเชื่อมากหรือน่าเชื่อน้อยแต่อย่างใด ทุกประโยคที่เป็นตรรกะต้องถูกหรือไม่ก็ผิดไปเลย

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าคิดว่า objection ที่ว่าด้วยความไม่เกี่ยวข้องกับหลักเหตุผลที่ Audi ยกมานั้นฟังดูไม่ค่อยขึ้นเท่าไร เพราะในการสนับสนุนความเชื่อตามแนวคิดของ สหนัยนิยมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำหลักการพิจารณาว่าด้วยความสอดคล้องเข้ามาพิจารณาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากพูดถึงหลักการอธิบายกันได้ (model ของ explanation ในสหนัยนิยม) นั้นหลักตรรกะจะสำคัญยิ่งต่อการพิจารณาว่าความเชื่อใดจะสามารถอธิบายความเชื่อใดได้บ้าง เช่น กลุ่มความเชื่อที่จะมาสนับสนุนประโยคที่ว่า สัตว์เลี้ยงบางตัวเป็นหมานั้น ก็ต้องผ่านการพิจารณาตามหลักเหตุผลว่ามันเหมาะหรือไม่ที่จะนำมาอธิบายว่าความเชื่อนั้นเกี่ยวกับหมาและสัตว์เลี้ยงได้อย่างไร ไม่ใช่ว่านำความเชื่อที่ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกมาสนับสนุนความน่าเชื่อถือของหมาและสัตว์เลี้ยง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าสหนัยนิยมไม่ได้ทิ้งหลักการสนับสนุนทางเหตุและผลไปโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการใช้หลักเหตุผลในแง่มุมที่ไม่ตรงกับที่ Audi เข้าใจนัก นั้นก็คือความเข้าใจว่าหลักตรรกะเป็นอิสระอยู่แล้วจากความเชื่อ ส่วนสหนัยนิยมนั้นมีการสนับสนุนความเชื่อจากความสอดคล้องอื่น แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับ Audi ในที่นี้ก็คือความสอดคล้องดังกล่าวยังไงแล้วก็ยังต้องอิงหลักการของเหตุผลหรือตรรกะอยู่ดี และยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ายังคิดว่าสหนัยนิยมเป็นทฤษฏีที่สนับสนุนการใช้เหตุผลมากกว่า foundationalism อีกด้วยซ้ำเพราะความเชื่อหรือระบบความเชื่อนั้นขึ้นอยู่กับความสอดคล้องที่ต้องอิงการใช้เหตุผลอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังเห็นว่า objection เกี่ยวกับ isolation ของข้อมูลทางผัสสะนั้นยากกว่าที่จะป้องกัน และเป็นปัญหาที่สำคัญกว่าปัญหาเรื่อง isolation จากหลักตรรกะอีกด้วยซ้ำ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook