บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์จากมุมมองสตรีนิยม

เศรษฐศาสตร์คืออะไร
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจากมุมมองสตรีนิยม
กระแสการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ: กระแสที่มืดบอดต่อประเด็นเพศภาวะ
ความจำเป็นในการบูรณาการสตรีศึกษาเข้ากับการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
บรรณานุกรม

เศรษฐศาสตร์คืออะไร?

“เศรษฐศาสตร์เป็นราชินีของสังคมศาสตร์ เป็นศิลป์ที่เก่าแก่ที่สุด แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ใหม่ที่สุดของศาสตร์ทั้งมวล” (Samuelson and Nordhaus, 1999 : 3)

แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “เศรษฐศาสตร์” (Economics) “นักเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกร” (Economist) หรือคำว่า “เศรษฐกิจ” (Economy) กันอย่างชินหู เมื่อเราถามตัวเราเองว่าเศรษฐศาสตร์คืออะไร? เราจะพบกับความยากลำบากที่จะตอบคำถามที่ว่านี้ เนื่องจากว่าเศรษฐศาสตร์ซึ่งก็เหมือนกับสาขาวิชาอื่นๆ ในสังคมศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวโยงพัวพันกับหลายสิ่งหลายอย่าง ยิ่งถ้าถามผู้คนทั่วไปที่มากหน้าหลายตา ก็ยิ่งจะพบคำตอบที่แตกต่างมากมาย แม้กระทั่งการถามนักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันเอง ก็จะพบปัญหาเดียวกัน นั่นคือความลำบากที่จะให้คำตอบที่เฉพาะเจาะจงได้ ในบรรดาคำนิยามที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ศาสตราจารย์พอล แซมมวลสัน และศาสตราจารย์นอร์ดัส (Samuelson and Nordhaus, 1999) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ได้รวบรวมคำนิยามที่เป็นนิยมอยู่ 5 นิยามด้วยกันดังนี้

  1. เศรษฐศาสตร์คือการศึกษากิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิดและการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คน
     
  2. เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในเศรษฐกิจทั้งมวล - แนวโน้มราคา ผลผลิต การว่างงาน เมื่อมีการศึกษาจนเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ แล้ว เศรษฐศาสตร์จะช่วยในการพัฒนานโยบายเพื่อที่รัฐบาลจะได้นำไปใช้เพื่อเกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจ
     
  3. เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการเลือก เป็นวิชาที่ศึกษาว่าผู้คนเลือกที่จะใช้ทรัพยากรในการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด (ที่ดิน แรงงาน เครื่องมือ และความรู้ทางเทคนิค) อย่างไร เพื่อที่จะผลิตสินค้าต่างๆ (เช่น ข้าว เนื้อ เสื้อผ้ากันหนาว ถนน และอาวุธยุทโธปกรณ์) ตลอดจนศึกษาว่ามีการจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าที่ผลิตขึ้นเหล่านี้อย่างไรแก่สมาชิกในสังคมเพื่อจะได้ใช้ในการบริโภค
     
  4. เศรษฐศาสตร์คือการศึกษาว่ามนุษย์ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดการกิจกรรมการบริโภคและการผลิตอย่างไร
  5. เศรษฐศาสตร์คือการศึกษาเกี่ยวกับเงิน ดอกเบี้ย ทุน และความมั่งคั่ง

แม้ว่าคำนิยามเหล่านี้จะดูเข้าท่า แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากได้ตกลงที่จะใช้คำนิยามข้างล่างนี้ให้เป็นคำนิยามทั่วไปของคำว่า “เศรษฐศาสตร์”

“เศรษฐศาสตร์คือการศึกษาวิธีการที่ผู้คนและสังคมเลือกที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ในการผลิตสินค้าต่างๆ และแจกจ่ายสินค้าเหล่านี้เพื่อการบริโภคอย่างไร ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต ทั้งระหว่างผู้คนและกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม” (Samuelson and Nordhaus, 1999 : 4)

 

แต่หากจะตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วเศรษฐศาสตร์ถือกำเนิดมาเมื่อใด? อย่างที่อ้างไว้ข้างต้น แซมมวลสันและนอร์ดัสกล่าวว่า เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างใหม่ กล่าวคือเศรษฐศาสตร์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปีเศษเท่านั้น โดยคำว่า “เศรษฐศาสตร์” ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปีคริสต์ศักราช 1890 โดยอัลเฟรด มาร์แชล (Alfred Marshall) ในหนังสือ “Principles of Economics” อัลเฟรดนิยามคำว่า “เศรษฐศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่สำรวจตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ในธุรกิจธรรมดาของชีวิต” (อ้างใน กนกศักดิ์ แก้วเทพ, 2545 : 369) แต่ถ้าพิจารณาตามเนื้อหาของวิชาตามประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่ามีการพูดถึงศาสตร์ในการผลิต บริโภคและการจัดการทรัพยากรลักษณะเดียวกันนี้ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของอดัม สมิธ (Adam Smith) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “The Wealth of Nations” ในปีคริสต์ศักราช 1776 ที่ใช้หลักการ “Laissez Faire” ในการอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ สมิธเชื่อว่าผู้คนทุกคนมีเหตุผล และผู้คนใช้หลักเหตุผลในการเลือกตัดสินใจกระทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของตน แนวคิดนี้ภายหลังกลายเป็นสมมติฐานพื้นฐานของทฤษฏีคลาสิก (Classic) และทฤษฎีคลาสิกใหม่ (neo-classic) นอกจากนั้น สมิธยังเสนอทฤษฏีความสัมพันธ์ของการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) และประสิทธิผล (Productivity)

นอกจากอดัม สมิธแล้ว งานของ คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) เรื่อง Das Kapital ที่ตีพิมพ์ในปีคริสต์ศักราช 1867 ซึ่งวิพากษ์การขูดรีดแรงงานส่วนเกินของชนชั้นนายทุนที่กระทำต่อชนชั้นกรรมกร ก็นับได้ว่าเป็นงานทางเศรษฐศาสตร์ที่พูดถึงการผลิต วิธีการผลิต และแนวทางในการจัดสรรและเลือกใช้ทรัพยากรของคนแต่ละชนชั้น หากแต่ว่าผู้คนในยุคนั้นรู้จักศาสตร์เหล่านี้โดยทั่วไปว่าคือเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political economy) ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน (2534) เสนอว่าเหตุผลที่มีการเปลี่ยนชื่อวิชาดังกล่าวนั้นเป็นเพราะการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ได้เพิ่มความสำคัญของการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจและวิธีการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นนี้เราอาจจะกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ได้ว่า เศรษฐศาสตร์เท่าที่ผ่านมาถูกนิยามว่าเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร (Resources) ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อใช้ในการผลิต (Produce) สินค้าและบริการ (Goods and Services) เพื่อการบริโภค (Consumption) และตอบสนองความต้องการ (Demand) ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดของมนุษย์ (People)

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายกระแส กนกศักดิ์ แก้วเทพ (2536) ได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐศาสตร์สามารถแบ่งอย่างหยาบๆ ออกได้เป็น 2 กระแสหลักๆ คือเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (ซึ่งส่วนมากคนจะเหมารวมเอาว่าเป็นค่ายคลาสิกใหม่) และเศรษฐศาสตร์กระแสรอง กนกศักดิ์ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมุ่งศึกษาระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ให้ความสำคัญกับอุปสงค์ อุปทาน และมือที่มองไม่เห็น เขาเหล่านี้มักจะมีความเห็นเห็นขัดแย้งกับนักเศรษฐศาสตร์ทางเลือกที่เชื่อในเศรษฐศาสตร์กระแสรอง เช่น พวกที่เชื่อว่าระบบตลาดมีข้อจำกัด และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงหรือเศรษฐกิจชุมชน อย่างไรก็ดี ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้มุมมองสตรีนิยมในการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐศาสตร์แนวดังกล่าวถูกนำมาใช้ในประเทศส่วนใหญ่ในโลก กล่าวคือเป็นแนวที่กำลังมาแรง

หากจะตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์นั้นถือกำเนิดมาอย่างไร? เราคงจะได้คำตอบที่ไม่ต่างจากการศึกษาวิชาอื่นๆ ในสาขาสังคมศาสตร์มากนัก นั่นคือเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เป็นผลิตผลจากการรวบรวมประสบการณ์ของมนุษย์ วันรักษ์ (2534) เสนอว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ถือกำเนิดจาก 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือแนวทางประสบการณ์นิยม (Empiricism) และแนวทางวัตถุนิยมประวัติศาสตร์และวิภาษวิธี (Historical and Dialectical Materialism) แต่สำหรับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้น ทฤษฎีต่างๆ มักจะประกอบสร้างขึ้นจากแนวประสบการณ์นิยม นั่นคือรากฐานแห่งความรู้ได้มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทฤษฎีโดย 1. วิธีการนิรนัย กล่าวคือการศึกษาพฤติกรรมจากกรณีทั่วไป ผ่านการตั้งข้อสมมติและสมมติฐาน สรุปสาระสำคัญจากสมมติฐานโดยการใช้ลำดับแห่งเหตุผล และทดสอบความถูกต้องของทฤษฏี หรือ 2. วิธีการอุปนัย โดยการศึกษาจากกรณีย่อยต่างๆ ผ่านการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริง หาข้อสรุปเพื่อหาความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ และทดสอบความถูกต้อง ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าทฤษฎีที่ได้จากการศึกษาไม่ว่าจะเป็นแบบนิรนัยหรืออุปนัย เราจะเห็นได้ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีรากฐานจากประสบการณ์ของมนุษย์ที่ต้องผ่านการตีความจากข้อมูลที่เก็บมาเป็นหลักฐานโดยผู้ที่เรียกตนว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เพื่ออธิบายแง่มุมของมนุษย์กลุ่มที่ถูกศึกษาอันเกี่ยวข้องกับการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคสินค้าและบริการ
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook