บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

เศรษฐศาสตร์จากมุมมองสตรีนิยม

เศรษฐศาสตร์คืออะไร
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจากมุมมองสตรีนิยม
กระแสการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ: กระแสที่มืดบอดต่อประเด็นเพศภาวะ
ความจำเป็นในการบูรณาการสตรีศึกษาเข้ากับการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
บรรณานุกรม

เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจากมุมมองสตรีนิยม

นักสตรีนิยมได้วิพากษ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่ามีความลำเอียงทางเพศมาช้านาน แมรี่ วูลสโตนคราฟท์ (Mary Wollstonecraft) นักสตรีนิยมชาวอังกฤษโต้เรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศของผู้หญิงในหนังสือ “The Vindication of the Rights of Woman” ที่ตีพิมพ์ในคริสต์ศักราช 1792 หรือในยุคสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย เธอชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายในประเทศอังกฤษว่าเป็นสิ่งที่สังคมประกอบสร้างขึ้น การที่ผู้หญิงไม่อาจจะพัฒนาตนเองให้มีความสามารถเท่าเทียมผู้ชายและต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อพ่อและสามีนั้น เป็นเพราะสังคมมีอคติต่อผู้หญิงและไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ศึกษาเล่าเรียนเช่นเดียวกับผู้ชายตั้งแต่แรก เธออ้างว่าแท้จริงแล้วเมื่อยังเด็ก ผู้หญิงมีความสามารถและมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้เหมือนกับผู้ชายหากแต่ถูกสังคมขีดและกีดกันไม่ให้ผู้หญิงพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หลังจากงานชิ้นสำคัญของแมรี่ได้ถูกตีพิมพ์ นักสตรีนิยมทั้งที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรปก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง งานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของ จอห์น สจ๊วต มิลส์ (John Stuart Mills) เรื่อง “The Subjection of Women” ที่ตีพิมพ์ในคริสต์ศักราช 1869 อภิปรายว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศโดยผู้ชาย แต่งานที่วิพากษ์ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นระบบถูกเขียนขึ้นโดย แชลอทท์ เพอร์คินซ์ กิลแมน (Charlotte Perkins Gilman) นักสตรีนิยมชาวอเมริกันเรื่อง “The Women and Economics The Economic Factor Between Men and Women as a Factor in Social Evolution” ราวคริสต์ศักราช 1898 หนังสือเล่มดังกล่าววิพากษ์ทุกแง่ทุกมุมของความลำเอียงทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเรื่องนิยามของงาน สภาพการพึ่งพาของผู้หญิงต่อผู้ชายที่ประกอบสร้างโดยสังคม การแบ่งงานกันทำระหว่างเพศ ความเป็นแม่ ความเป็นเมีย ฯลฯ (Degler, 1966)

ในประเทศไทยเอง วิวาทะเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานครั้งแรกๆ ในช่วงดอกไม้บาน หรือประมาณ พ.ศ. 2516-2517 เช่น งานเขียนของจิระนันท์ พิตรปรีชา เรื่อง “โลกที่สี่ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหญิงไทย” ที่ตีแผ่ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทวิมาตรฐานที่ครอบผู้หญิง ความคาดหวังที่จะให้ผู้หญิงทำหน้าที่ทางสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากชาย การรับบทบาทกำลังสองของผู้หญิง (Double Burden) แต่งานชิ้นสำคัญในประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นความเป็นอคติทางเพศต่อการให้คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจคืองานของ แล ดิลกวิทยรัตน์ “มดลูกก็ปัจจัยการผลิต” ที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2526 โต้ว่าการที่เศรษฐศาสตร์ไม่นับงานของสตรีที่ทำในบ้านนั้นผิดยิ่งนัก มดลูกแท้จริงแล้วก็คือปัจจัยการผลิตแรงงานดีๆ นี่เอง กนกศักดิ์ แก้วเทพ ก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์อีกคนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับความไม่เที่ยงธรรมในเศรษฐศาสตร์กระแสชาย โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของการเก็บตัวเลขสถิติเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ละเลยงานที่ผู้หญิงทำ (กนกศักดิ์, 2545)

แต่ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จะรุนแรงหรือมีมากจนส่งผลบางประการที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น มีการยอมรับให้ผู้หญิงออกมาเรียนหนังสือ หรือได้ออกมาทำงานนอกบ้าน แต่หากพิจารณาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ข้อวิพากษ์บางประการก็ยังเป็นจริงในสภาพสังคมปัจจุบัน คำถามที่ยังอาจจะคาใจอยู่คือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? หากพิจารณาโดยผิวเผินแล้ว วิชาเศรษฐศาสตร์มักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นกลาง (Neutral) มากที่สุดในบรรดาสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ทั้งหมด (Krishnaraj and Deshmukh, 1993) มีการกล่าวอ้างว่าเป็นศาสตร์ที่มีความเป็นภาวะวิสัยสูง คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์มักจะเป็นการอธิบายในรูปแบบของสมการ กราฟ และหน่วยทางคณิตศาสตร์หรือสถิติที่สามารถตรวจสอบได้ บุคคลที่ปรากฎตัวในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะในเศรษฐศาสตร์คลาสิกใหม่ จะถูกกล่าวถึงในฐานะปัจเจกชน เช่น ในฐานะของผู้ผลิตหรือผู้บริโภค หรือผู้ที่สามารถตัดสินใจด้วยเหตุและผลและคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองสูงสุด ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จะไม่ให้ความสนใจว่าผู้ผลิตหรือผู้บริโภคเหล่านั้นจะเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กระมัง ข้อโต้แย้งของนักสตรีนิยมที่มีฐานคิดที่เป็นอัตตนิยม (แม้จะมีหลักฐานมายืนยันและปรากฏให้เห็นในสังคม) ยังคงถูกมองโดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากว่าเป็นเพียงข้อยกเว้นของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เท่านั้น

วิวาทะเรื่องอัตตวิสัยและภาวะวิสัยนี้มีให้เห็นอยู่เป็นนิจ และเป็นปัญหาหลักที่นักสตรีนิยม เช่น ไดแอน เอลสัน (Diane Elson, 1992, 1993, 1994, 1995 และ 1998) รูธ เพียร์สัน (Ruth Pearson, 1998) พาเมล่า สปาร์ (Pamela Sparr, 1994) และ กนกศักดิ์ (2545) ตั้งคำถามและโต้ความเป็นภาวะวิสัยของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์อยู่เสมอ สปาร์อ้างว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แท้จริงแล้วไม่ได้มีความเป็นกลางอย่างที่อ้าง ทั้งนี้อคติก็เกิดจาก 1. ตัวผู้ศึกษา (นักเศรษฐศาสตร์ผู้วางรากฐานทฤษฎีต่างๆ ที่ใช้ทุกวันนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย) 2. ผู้ถูกศึกษาซึ่งแต่เดิมส่วนมากจะเป็นผู้ชายด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะสมมติฐานเบื้องต้นนั้นเป็นสมมติฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและ 3. วิธีการศึกษาเช่นคำถามและสมมติฐานเบื้องหลังคำถามที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ชาย สปาร์อธิบายต่อไปด้วยว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่สร้างด้วยความไม่เป็นกลางนี้จึงสามารถอธิบายได้กับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ชายแต่ไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมที่มีผู้หญิงอยู่ครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริงได้



พาล์มเมอร์ (Palmer, 1992) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้เสนอว่าด้วยเพศสรีระ (Sex) ที่ต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย และการหล่อหล่อมและผลิตซ้ำทางสังคม (Social reproduction) ในเรื่องบทบาททางเพศ ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายถูกกำหนดบทบาทหน้าที่ทางสังคมให้เป็นผู้รับผิดชอบต่อกิจกรรมที่ต่างกัน เช่น ผู้หญิงต้องรับผิดชอบงานบ้าน ในขณะที่ผู้ชายต้องรับผิดชอบหาเลี้ยงครอบครัว พาล์มเมอร์ (อ้างแล้ว, 1992) ยกตัวอย่างอันตรายของความไม่เป็นกลางทางเพศในระบบตลาดและความเพิกเฉยต่อสภาพความเป็นจริงทางสังคมของครัวเรือนว่าอาจส่งผลให้นโยบายทางเศรษฐกิจไม่บรรลุเป้าประสงค์ไว้ว่า ในยามที่มีอุปสงค์ต่อแรงงานที่เพิ่มขึ้น โรงงานอาจจะเพิ่มค่าแรงให้เพื่อเป็นการดึงดูดให้ “ผู้ที่ว่างงาน” (ตามความหมายของนักเศรษฐศาสตร์) ซึ่งก็คือผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านออกมาทำงาน แต่ถ้าหากเจ้าของโรงงานเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานบ้านและเลี้ยงดูบุตรแล้ว ต่อให้มีการเพิ่มค่าจ้างแรงงานเท่าใด ผู้หญิงเหล่านี้ก็จะไม่ตอบสนองต่อราคาค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น Palmer (1992) อธิบายปรากฎการณ์นี้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงจะสามารถออกมาทำงานได้หากเธอยอมเสียภาษีการผลิตซ้ำ “Reproductive tax” จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ถ้านักเศรษฐศาสตร์ยังคงคลำอยู่ในความมืดและยึดถือสมมติฐานดั้งเดิมว่าทุกคนเป็นปัจเจกที่มีเหตุผลดังที่สมิธได้เสนอไว้ จะอาจจะจบลงด้วยบทสรุปที่ว่าผู้หญิงเหล่านี้ต้องการและเลือกที่จะเลี้ยงดูบุตรเนื่องจากเธอมีความเชี่ยวชาญหรือมีความชอบส่วนตัวที่จะเลี้ยงดูบุตรและทำงานบ้าน เฟล์ดแมน (Feldman, 1992) ยกตัวอย่างผู้หญิงอิสลามที่ถูกคาดหวังทางวัฒนธรรมและสังคมให้อยู่ในบ้าน (Para) ของตัวเอง แม้เธออยากจะออกมาร่วมเป็นแรงงานการผลิตอย่างเป็นทางการเท่าใดก็ไม่สามารถทำได้ และหากนักเศรษฐศาสตร์ผู้ไม่เข้าใจเรื่องความแตกต่างทางเพศและวัฒนธรรมอันนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจที่อาจจะคาดหวังการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงอาจไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ได้

ศาสตราจารย์ไดแอน เอลสัน (Diane Elson, 1994 และ 1998) โต้แย้งเพิ่มเติมด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้ว ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์นั้นไกลเกินกว่าข้ออ้างที่ว่าเป็นศาสตร์ที่เป็นกลางอยู่ลิบลิ่ว ไดแอน ชี้ให้เห็นว่าความมีค่านิยม (values) ในวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นมีให้เห็นกันอย่างดาษดื่น เธอยกตัวอย่างความล้มเหลวของนโยบายการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการผลิตผลิตผลทางการเกษตรเพื่อการส่งออกในประเทศแถบอาฟริกา โดยมีราคาเป็นเครื่องจูงใจ ผลปรากฎว่าไม่ว่าราคาจะเพิ่มไปเท่าใด ผู้หญิงแม่บ้านที่ส่วนมากมีลูกติดจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าลูกของเธอไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับราคาพืชผักที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมราคา เธอไม่สามารถละทิ้งลูกหลานของเธอเพื่อไปปลูกพืชผักเหล่านั้น และกลับมาเลี้ยงดูลูกหลานของเธอเมื่อราคาพืชผักไม่ดีได้ ในประเด็นเดียวกันนี้ ไนลา คาเบียร์ (Naila Kabeer, 1994) นักเศรษฐศาสตร์สตรีนิยมชาวบังคลาเทศ ยังได้เสนอด้วยว่า ระบบเศรษฐกิจนั้นแท้จริงแล้วถูกอิทธิพลของความเป็นอคติทางเพศที่ฝังตัวอยู่ในระบบสังคม วัฒนธรรมและการเมืองด้วย เธอยกเหตุการณ์ว่า “ถ้าพรุ่งนี้พระเจ้าประกาศให้ผู้หญิงสามารถทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ชายและได้รับเงินเดือนมากพอกับผู้ชาย หากเราลองถามผู้ชายในสังคม เราจะพบว่ามีผู้ชายน้อยคนนักที่จะยอมลาออกจากงานมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก”

อีกประเด็นหนึ่งที่วิชาเศรษฐศาสตร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากคือการนิยามความหมายของคำทางเทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “งาน” (Work) ดูเหมือนจะเป็นคำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ามีอคติทางเพศสูงและที่ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริง ลอร์เดส เบเนอร์เรีย (Lourdes Beneria, 1995) นักเศรษฐศาศตร์แนวสตรีนิยมได้โต้แย้งไว้ว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากเพิกเฉยต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมที่ไม่มีมูลค่าแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ (Exchange Value) แต่มีคุณค่า (Use Value) ต่อผู้คนและสังคม กิจกรรมที่ไม่มีมูลค่าแลกเปลี่ยนเหล่านี้มักจะมองว่าไม่ใช่ “งาน” ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ กนกศักดิ์ (2545) เสนอเพิ่มเติมด้วยว่ากิจการงานนอกระบบ (Informal Work) เช่น งานรับจ้างเย็บผ้าเหมาโหล ซึ่งส่วนมากจะกระทำโดยผู้หญิงก็ไม่ถูกนับรวมตามนิยามคำว่างานตามหลักเศรษฐศาสตร์ด้วย กนกศักดิ์เห็นว่างานเหล่านี้น่าจะถูกนับรวมเพราะแม้จะไม่เกิดขึ้นในตลาดแต่ก็มีมูลค่าการแลกเปลี่ยนเพียงแต่ไม่เป็นทางการเท่านั้น

คาโรไลน์ โมเซอร์ (Caroline Moser, 1989) นักสตรีนิยมเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เสนอว่าแท้จริงแล้วทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ควรจะรวมเอากิจกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอเสนอว่างานสามารถถูกแบ่งได้เป็น 3 ชินด นั่นคืองานทางการผลิต (Productive Work) งานทางการผลิตซ้ำ (Reproductive Work) และงานของชุมชน (Community Work) เศรษฐศาสตร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ถือนับเอาเฉพาะงานทางการผลิตเท่านั้น ที่มีมูลค่าแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและเกิดขึ้นในระบบตลาด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว งานที่เกิดขึ้นเพื่อการผลิตซ้ำ เช่น งานบ้าน งานเลี้ยงลูก การคลอดลูกเหล่านี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเหล่านี้มีความสำคัญต่อการผลิตซ้ำและดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ การรักษามูลค่าของแรงงานทางเศรษฐกิจ ดังที่แล ดิลกวิทยรัตน์ เคยกล่าวไว้ว่ามดลูกของผู้หญิงก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตแรงงานให้กับระบบเศรษฐกิจ หากถือเช่นนี้แล้ว นับว่าทฤษฎีทางเศรษฐกิจก็คำนวณเรื่องของงานผิดพลาดไปมากเลยทีเดียว (แล, 2526)

สำหรับแนวทางการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่ว่าจะใช้วิธีการนิรนัยหรืออุปนัยนั้น ก็ถูกวิพากษ์ว่าเป็นการศึกษาจากประสบการณ์ของผู้ชายทั้งสิ้น (กนกศักดิ์, 2545) แต่ทึกทักเอาว่าประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถใช้อธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงได้เช่นกัน นอกจากนี้สปาร์ (1994) ยังเสนอด้วยว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ยังมีความอคติทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม เนื่องจากทฤษฎีส่วนมากผลิตขึ้นบนประสบการณ์ของประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

ความไม่เป็นกลางอย่างแท้จริง สมมติฐานเบื้องต้นที่มีอคติ และคำนิยามศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ส่งผลให้วิธีการศึกษาและที่มาที่ไปของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไม่สอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางสังคม หากเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ที่มีการศึกษาเพื่อให้มีการสนับสนุนเชิงนโยบายในการจัดสรรทรัพยากรแล้วดังอ้าง การที่ทฤษฎีไม่สามารถจัดการหรือจับภาพที่แท้จริงของสังคมอาจส่งผลทางลบต่อผู้คนในสังคมเอง ในกรณีความมืดบอดทางเพศภาวะ ผู้ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบในด้านลบจากนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ก็คงจะไม่พ้นผู้หญิง เด็กผู้หญิง และคนแก่ผู้หญิง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook