บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สมุนไพร

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร

นายจารุพงศ์ พลเดช

สมุนไพรเป็นยารักษาโดยการนำเอาวัสดุธรรมชาติมาทำการรักษาร่างกายที่มีโรคภัยเกิดขึ้น เป้าหมายหลักของการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคคือ เพื่อเป็นแรงเสริมให้ร่างกายสามารถปรับตัวเองเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ เยียวยาตนเอง ดังนั้นการใช้สมุนไพรถูกกับโรคจึงอาจช่วยปรับเปลี่ยนและแก้ไขความไม่สมดุลต่าง ๆ ภายในร่างกาย อันทำให้เกิดโรคนั้น ๆ ได้ และเป้าหมายของการบำบัดด้วยแนวคิดแบบองค์รวมเช่นนี้จึงมิใช่เพียงการปลดเปลื้องหรือบรรเทาความไม่สบายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็นการมุ่งเน้นให้สุขภาพโดยรวมของเราดีขึ้น เพื่อให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ทำได้

ตามปกตินอกจากหมอยาสมุนไพรจะจ่ายยาให้คนไข้แล้ว ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารที่ควรกินของแสลง วิธีปฏิบัติตนให้ถูกสุขอนามัยตลอดจนการลดความเครียดในชีวิตประจำวันด้วย เป้าหมายสำคัญของวิธีการเช่นนี้คือ การบำบัดโรคหรืออาการที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นใหม่ได้อีก

การบำบัดด้วยยาสมุนไพรนั้นมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นที่รู้กันดีว่า การรักษาด้วยวิธีนี้ เฟื่องฟูมากในอาณาจักรโบราณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไอยคุปต์ กรีก หรือโรมัน อาจกล่าวได้ว่า ยุคทองของยาสมุนไพรในโลกตะวันตกเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการพิสูจน์ว่าสมุนไพรจำนวนมากที่เคยใช้กันมาแต่โบราณนั้นมีคุณสมบัติทางยาจริง แต่ถึงอย่างนั้นยังคงมีสมุนไพรอีกจำนวนมากที่ยังรอการหาคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ว่าจะใช้ได้ผลจริงดังที่เชื่อกันมาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกระเทียมที่ใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหรือใบขี้เหล็กที่ใช้เป็นยาคลายเครียด ซึ่งเพิ่งพบว่าอาจทำให้ตับมีปัญหาได้

เนื่องจากมีข้อมูลจากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากมาช่วยยืนยันสรรพคุณของยาสมุนไพรบางชนิดเช่นนี้ อุตสาหกรรมยาทั่วโลกจึงหันมาให้ความสนใจกับพืชสมุนไพรมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันบุคลากรในวงการอุตสาหกรรมยาต่างง่วนอยู่กับการศึกษาค้นคว้า “พฤกษเคมีภัณฑ์” อันเป็นสารองค์ประกอบนับแสน ๆ ชนิดที่มีอยู่ในอาณาจักรพืช เพื่อค้นหายาใหม่ ๆ สำหรับบำบัดรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยของมวลมนุษยชาติ

สมุนไพรบำบัดโรคได้อย่างไร

แนวคิดในการบำบัดด้วยสมุนไพรนั้นแตกต่างจากการบำบัดด้วยยาแผนปัจจุบันหลายอย่าง เนื่องจากเป้าหมายของการใช้ยาสมุนไพรอยู่ที่การกระตุ้นร่างกายให้ปรับตัวเองสู่สมดุลปกติ มากกว่าจะแก้อาการของโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น เช่น แพทย์แผนปัจจุบันจะแนะนำให้ทานยาลดไข้ เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล แต่หมอยาสมุนไพรจะเห็นว่าบางครั้งอาการไข้ที่เกิดขึ้นก็มีประโยชน์ เพราะเป็นกลไกป้องกันโรคตามธรรมชาติของร่างกาย ความเชื่อเช่นนี้ได้รับการสนับสนุนจากการค้นพบว่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อโรคหลายชนิดจะถูกทำลายเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ วิธีปฏิบัติของหมอยาสมุนไพรเมื่อผู้ป่วยเป็นไข้คือกระตุ้นให้เหงื่อออกโดยไม่ทำให้ไข้ลดลง และอาจให้ยาเพื่อป้องกันไม่ให้ไข้สูงเกินไปจนเป็นอันตรายได้

เช่นเดียวกับกรณีอาหารเป็นพิษ หมอยาสมุนไพรจะเห็นว่าอาการอาเจียนและท้องเสียที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกลไกตอบสนองที่มีประสิทธิภาพของร่างกายคือ ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดจุลชีพที่เป็นอันตรายออกจากทางเดินอาหารได้โดยเร็วที่สุด จะเห็นได้ว่าการรักษาเช่นนี้แตกต่างจากหมอแผนปัจจุบันที่มักให้ยาแก้ท้องเสียและยาแก้อาเจียน โดยหมอยาสมุนไพรจะเน้นเพียงควบคุมอาการที่เกิดขึ้น ด้วยการใช้สมุนไพรที่ยับยั้งการดูดซึมของทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวการที่ทำให้เกิดพิษถูกดูดซึมและไหลเวียนเข้าสู่กระแสโลหิต และแม้ว่าหมอยาสมุนไพรจะแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับหมอแผนปัจจุบันแต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ หมอยาสมุนไพรจะไม่ให้ยาที่มีผลยับยั้งอาการท้องเสียและอาการอาเจียนนั้นหายขาดในทันที

สมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน

ยาแผนปัจจุบันสำคัญหลายอย่างที่รู้จักกันดีและยังคงใช้กันอยู่ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีกำเนิดมาจากสมุนไพร แม้ว่าปัจจุบันยาเหล่านี้บางตัวอาจได้จากวิธีเคมีสังเคราะห์แทนที่เคยสกัดจากสมุนไพร เพราะทำได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่ามาก แต่ยาบางตัวยังคงจำเป็นต้องสกัดจากแหล่งธรรมชาติด้วยเหตุผลเดียวกัน

แอสไพริน เป็นอนุพันธุ์ของกรดชาลิไชลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี มีคุณสมบัติแก้ปวด ต้านการอักเสบ และลดไข้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโครงสร้างเคมีอันเป็นต้นแบบของยานี้เป็นครั้งแรกในเปลือกต้นสนุ่นขาว ปัจจุบันยังพบอนุพันธุ์กรดซาลิไซลิกจากสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิด รวมทั้งในเปลือกต้นสนุ่นและกำลังเสือโคร่ง

ไดจอกชิน สารที่สกัดได้จากใบต้นปลอกนิ้วเทพี นำมาผ่านปฏิกิริยาเคมีง่าย ๆ เพียงขั้นตอนเดียว จะให้ไดจอกชินอันเป็นยารักษาผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะบางประเภทและผู้ป่วยภาวะหัวใจล้ม ยาชนิดนี้ยังคงใช้กันมากในวงการแพทย์แผนปัจจุบันอุตสาหกรรมยาที่ผลิตยานี้ป้อนตลาดโลกยังคงต้องสกัดจากแหล่งธรรมชาติ เพราะการสังเคราะห์ทางเคมีทำได้ยากและสิ้นเปลืองมากกว่า

มอร์ฟีน เป็นยาแก้ปวดที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง แม้มีฤทธิ์เสพติด แต่มีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีมากจึงยังคงใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันตลอดมา โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงยานี้สกัดได้จากฝิ่น โดยเป็นยางที่ได้จากผลแก่จัดของต้นฝิ่น

ควินิน เป็นยาแก้ไข้ป่าหรือไข้จับสั่นที่ใช้กันมานับร้อยปีแล้ว สกัดได้จากเปลือกต้นชิงโคนาหลายชนิด และปัจจุบันยังคงต้องสกัดจากธรรมชาติ

ยาเม็ดคุมกำเนิด ตัวยาในยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นเป็นสารที่มีโครงสร้างเคมีคล้ายสารสเตอรอยด์ ปัจจุบันใช้สารที่พบในหัวกลอยและหัวเอื้องหมายนาเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ตัวยาชนิดนี้

วินคริสตีนและวินบลาสตีน สารสองตัวคือ วินคริสตีนและวินบลาสตีน เป็นยาต้านมะเร็งที่สำคัญ และยังคงใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบัน (มักใช้ร่วมกับยาอื่น) สกัดได้จากต้นแพงพวยฝรั่ง

ข้อดีของการใช้สมุนไพร

วิธีการที่การแพทย์สมัยใหม่นำมาใช้กับสมุนไพรคือ การค้นหา “สารแสดงฤทธิ์” ในสมุนไพรจากนั้นจึงใช้วิธีการอื่น เช่น เคมีสังเคราะห์เพื่อสร้างสารเช่นเดียวกันนั้นขึ้นมา แล้วจึงนำไปเตรียมให้เป็นรูปแบบยาที่ต้องการ วิธีการเช่นนี้แตกต่างกับวิธีของหมอยาสมุนไพร ซึ่งเชื่อว่าการใช้สมุนไพรที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปเลยจะให้ผลดีกว่า เนื่องจากสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมุนไพรอย่างสมดุลนั้นคือการผสมผสานสำหรับการบำบัดรักษาที่สมบูรณ์และหมดจดจากธรรมชาติ หมอยา

สมุนไพรเชื่อว่า ผลรวมที่ได้จากสารหลาย ๆ ตัว ในสมุนไพรย่อมดีกว่าการใช้สารตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว ทั้งยังเชื่อด้วยว่า สารองค์ประกอบทั้งหลายในสมุนไพรนั้นจะช่วยถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยสารบางอย่างอาจช่วยลดผลที่ไม่พึงประสงค์ หรือผลที่อาจก่อให้เกิดอันตรายของสารอื่น ทำให้สามารถแสดงฤทธิ์ได้แรงขึ้นอีกมากส่วนกรณีการรักษาโรคโดยใช้ตัวยาที่แยกสกัดออกมารจากสมุนไพรนั้น หมอยาสมุนไพรมีความเห็นต่างออกไปว่าสารสกัดเหล่านั้นมิอาจทดแทนพลังบำบัดอันนุ่มนวลของสมุนไพรได้ เช่นเดียวกับที่วิตามินและเกลือแร่ไม่สามารถชดเชยการกินอาหารตามปกติได้เลย และที่สำคัญกว่านั้นคือ การใช้สมุนไพรปลอดภัยกว่ามาก เพราะมีตัวยาที่แสดงฤทธิ์อยู่ในขนาดต่ำกว่าสารแสดงฤทธิ์ที่สกัดออกมาจากสมุนไพรแล้ว

สมดุลธรรมชาติ

กรณีกรดซาลิไซลิกอันเป็นตัวยาที่แสดงฤทธิ์ในแอสไพรินนั้น เป็นตัวยาหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ายาสมุนไพรที่ยังไม่แปรรูปน่าจะดีกว่าสารแสดงฤทธิ์ที่สกัดออกมาโดด ๆ เพราะถ้าเรากินแอสไพรินในขนาดปกติจะมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเช่น อาการปวดท้องเนื่องจากเป็นแผลและมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าใช้เปลือกต้นสนุ่นซึ่งเป็นสมุนไพรทีมีอนุพันธ์ของกรดซาลิไซลิกอยู่เช่นเดียวกับแอสไพริน ร่างกายยังคงได้รับตัวยาแก้ปวดนี้แต่จะได้สารอื่นที่มีฤทธิ์ต้านฤทธิ์กรดไปพร้อมกัน ซึ่งจะไปหักล้างกับผลระคายเคืองกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดซาลิไซลิก ดังนั้นเปลือกต้นสนุ่นจึงเหมาะสำหรับใช้แก้ปวดในผู้ป่ายที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดกระเพาะอาหาร ในขณะที่ไม่ควรใช้แอสไพรินกับผู้ป่วยเหล่านี้

ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการใช้สมุนไพรคือ ในธรรมชาตินั้นจะไม่มีพืชต้นใดที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกับอีกต้นหนึ่งทุกประการ แม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกันก็ตาม ดังนั้นโอกาสที่จุลชีพ เช่น พวกแบคทีเรียและไวรัส จะดื้อยาสมุนไพรจึงเกิดขึ้นได้ยากเช่นเดียวกับโอกาสที่ผู้ป่วยจะแพ้ยาสมุนไพร ขณะที่ทั้งการดื้อยาและการแพ้ยานั้นกลับพบบ่อยกว่าในการบำบัดด้วยยาแผนปัจจุบัน

ยาสมุนไพรรักษาอะไรได้บ้าง

เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการบำบัดแตกต่างกัน ดังนั้นประสบการณ์และทักษะความชำนาญของหมอในการใช้ยาสมุนไพรจึงสำคัญมาก นอกจากนี้เนื่องจากไม่มีสมุนไพรเดี่ยว ๆ ชนิดใดที่จะแก้โรคหรืออาการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะได้การรักษาผู้ป่วยแต่ละคนจึงอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขที่ต่างกัน เช่น ผู้ป่วยสองคนที่มีอาการติดเชื้อในทรวงอกเหมือนกัน อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างเดียวในการรักษา

ยาสมุนไพรสามารถใช้บำบัดอาการและโรคหลายอย่างได้ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศในสตรีโดยเฉพาะในกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน และภาวะหมดประจำเดือน ซึ่งจะตอบสนองการใช้ยาสมุนไพรได้อย่างดี รวมทั้งยังสามารถบำบัดความเครียด ความกระวนกระวายใจ ภาวะหดหู่ใจ รวมทั้งปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อันเป็นผลพวงจากปัญหาเหล่านี้อาจตอบสนองต่อการใช้ยาสมุนไพรได้ดีเช่นกัน

ยาสมุนไพรยังอาจช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อซ้ำ ๆ รวมทั้งใช้ได้ผลดีกับกลุ่มความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ และโรคที่เกิดกับข้อต่อ เช่น โรคข้อเสื่อม นอกจากนั้นยังช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงแขนและขามากขึ้นด้วย

ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดกับผิวหนังนั้น การใช้ยาสมุนไพรอาจให้ผลตอบสนองแตกต่างกัน เช่น การรักษาสิวอาจต้องใช้ยาสมุนไพรหลายชนิดร่วมกัน โดยเฉพาะสมุนไพรที่ช่วยเร่งการกำจัดของเสียในร่างกายโดยไปกระตุ้นการทำงานของตับไต และต่อมน้ำเหลืองยาสมุนไพรหลายชนิดที่ใช้ร่วมกันนี้ อาจใช้ได้ตลอดการรักษา หรืออาจจำเป็นต้องเพิ่มยาตัวอื่นเสริมเข้าไปในบางช่วง และถ้าผู้ป่วยมีอาการแย่ลงในช่วงที่เครียดก็อาจต้องให้ยาคลายเครียดเสริมเข้าไปด้วย

แม้ว่ายาสมุนไพรไม่สามารถใช้รักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูกหัก หรือหมอนรองกระดูกสันหลังหลุดหรือเคลื่อน แต่ยาสมุนไพรก็อาจจะช่วยเสริมกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายอันเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าวได้

ยาสมุนไพรปลอดภัยไหม

ยาสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ใช้กันทั่วไป โดยเฉพาะที่ใช้กันมาแต่โบราณ อาจมีความปลอดภัยสูงเช่นเดียวกับยาบำรุงร่างกายและผลิตภัณฑ์แสริมอาหารสมุนไพรบางอย่าง เช่น ขมิ้นชัน และบอระเพ็ด ใช้กันมาแต่โบราณ ส่วนบางอย่าง เช่น ขิง พริก กระเทียม ถือเป็นอาหารที่กินกันประจำจึงเชื่อได้ว่าปลอดภัยแน่

แต่ความชื่อที่ว่า อะไรก็ตามที่เป็นของธรรมชาติ จะไม่เป็นพิษเป็นภัยนั้นก็ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว แม้ยาบางอย่างที่หมอยาสมุนไพรใช้ เช่น สลอดและยาดำ จะมีสรรพคุณโดดเด่นและใช้ได้ผลดีมาก แต่ถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ ดังนั้นจึงต้องระวังด้วยว่า การใช้สมุนไพรบางชนิดอย่างไม่ถูกต้องก็อาจทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้

ไปพบหมอยาสมุนไพรครั้งแรก

การปรึกษาหมอยาสมุนไพรหรือ “หมอพฤกษบำบัด” ครั้งแรกอาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง หรือนานกว่านั้น เพราะนอกจากการวินิจฉัยอาการที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้ว หมอยาสมุนไพรยังต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับตัวคนไข้ รวมทั้งปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนจะแนะนำวิธีการรักษาตัวอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคลส่วนการพบหมอครั้งต่อไปจะใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

หมอยาสมุนไพรทุกคนจะให้ความสำคัญกับการซักประวัติผู้ป่วยใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ ประวัติการรักษาพยาบาล รายละเอียดของการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ทำให้คนไข้ต้องมาหาหมอ ตลอดจนระยะเวลาที่ทำให้คนไข้มีอาการดังกล่าว นอกจากนั้นหมอจะซักถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกายพักผ่อน โดยเฉพาะเรื่องการนอนหลับ และอาจถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไปที่อาจทำให้ทราบถึงสาเหตุของความเครียด เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพจิตใจของคนไข้ได้อีกด้วย

หมอยาสมุนไพรอาจตรวจร่างกายคนไข้โดยใช้เทคนิคเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไป เช่น อาจวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดันชนิดที่มีแผ่นพันต้นแขน อาจใช้หูฟังเพื่อฟังเสียงหัวใจและปอด หรือถ้าเห็นว่าจำเป็น ก็อาจตรวจปัสสาวะแบบง่าย ๆ จนในที่สุดหมอพร้อมที่จะรักษาคนไข้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การบำบัดด้วยยาสมุนไพรจะกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามลักษณะการออกฤทธิ์ของสมุนไพรโดยเฉพาะเมื่อใช้บำบัดโรคเรื้อรัง ยาสมุนไพรจะใช้ผลการบำบัดช้ากว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะตัวยาที่แสดงฤทธิ์มีความเข้มข้นน้อยกว่ามาก โดยทั่วไปคนไข้จะประมาณช่วงเวลาของการรักษาด้วยยาสมุนไพรได้คร่าว ๆ ว่า ถ้าเป็นโรคหรืออาการนั้น ๆ มาหนึ่งปีแล้วจะต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการรักษาโรคให้หายขาด

แนวคิดแบบจีน

การแพทย์แผนจีนซึ่งมีการใช้ยาสมุนไพรจำนวนมากนั้น สามารถสืบประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ถึง 200 ปีก่อนคริสตกาล ตำราแพทย์โบราณเล่มหนึ่งชื่อหวางตี้เน่ยจิง (ตำราเวชศาสตร์ของจักรพรรดิหวาง) ได้บันทึกความเชื่ออันเป็นปรัชญาพื้นฐานสำคัญของการแพทย์แผนจีนไว้ว่า “ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลย่อมประกอบด้วยหยินและหยาง” หยินและ หยางเป็นเป็นเอกภาพและสมดุลภาพของคู่ตรงกันข้ามที่ขาดซึ่งกันและกันไม่ได้ เช่นกลางวันกับกลางคืน ผู้ชายกับผู้หญิง ร้อนกับเย็น ความไม่สมดุลของหยินและหยางนี่เองที่เป็นสาเหตุแห่งโรค เช่นแพทย์แผนจีนจะอธิบายอาการไข้ว่า เกิดจาก หยางมากเกินไปส่วนอาการหนาวสั่นนั้น แสดงว่ามีหยินมากเกินไป

แพทย์แผนจีนจะสืบหาความผิดปกติอันทำให้เกิดการขาดสมดุล การวินิจฉัยอาจทำโดยการตรวจชีพจร ตรวจลิ้น หรือวิธีการอื่น ๆ อันจะช่วยบ่งชี้พยาธิสภาพของผู้ป่วย ในหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรจีนที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งหมอจีนมักใช้เป็นตำรับยาหลัก แล้วจึงเพิ่มเครื่องยาชนิดอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับตำรับยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน ตำรายาที่รู้จักกันดีขนานหนึ่งคือ ยาต้มของสี่อย่างที่ใช้รักษาความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศในสตรี

ยาจีนส่วนใหญ่มักปรุงโดยการนำเครื่องยาสมุนไพรหลายชนิดมาต้มรวมกันในน้ำเดือดราว 20 นาที หรือนานกว่านั้น แล้วรินน้ำดื่ม ซึ่งโดยทั่วไปมักดื่มขณะที่ยังร้อนอยู่

การกินยาสมุนไพร

ยาสมุนไพรนั้นอาจเตรียมเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น เป็นของเหลว ซึ่งยาสมุนไพรที่สำคัญในรูปแบบนี้คือ ยาสกัดด้วยเหล้าและน้ำที่เรียก “ทิงเจอร์” นอกจากนี้ยังมียาชงจากสมุนไพรแห้งยาต้ม ซึ่งมักใช้กับสมุนไพรที่แข็งหรือเหนียว เช่นส่วนของรากไม้และเปลือกไม้ หรืออาจเตรียมในรูปแบบของแข็งหรือกึ่งของแข็ง เช่น ยาเม็ด ยาเหน็บ ยาครีม ยาขี้ผึ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเตรียมได้จากสมุนไพรบางชนิดอาจไม่ชวนกินนัก แต่หมอยาสมุนไพรเชื่อว่า รสชาติของสมุนไพรนั้นมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคต่าง ด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฟ้าทลายโจร หรือบอระเพ็ดนั้นมีรสขม แต่รสขมนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้หลั่งน้ำย่อยออกมา พืชที่มีรสขมหลายชนิดจึงถูกใช้เป็นยาขมสำหรับเจริญอาหาร ซึ่งวิธีการเช่นนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ให้กันมานานนับศตวรรษแล้ว

เราอาจเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยเพื่อกลบรสชาติที่ไม่น่ากินของยาสมุนไพร เด็ก ๆ อาจกินยาสมุนไพรยากสักหน่อย เพราะรสและกลิ่นไม่ชวนกิน แต่คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยโดยการผสมยาเหล่านี้ลงไปในเครื่องดื่มอร่อย ๆ เช่น นม หรือน้ำผลไม้ เพื่อให้เด็กกินยาได้ง่ายขึ้น

บันทึกความทรงจำ 20 มิถุนายน 2551

 

กานพลู
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
หางไหลกำจัดศัตรูพืช
สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น
สมุนไพรแก้ท้องผูก
สมุนไพรน่ารู้
สมุนไพรเพื่อความงาม
สมุนไพรเพื่อวัยสูงอายุ
สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
สมุนไพรลดความอ้วน
สมุนไพรใกล้ตัว
สมุนไพรกับชีวิตประจำวัน
สมุนไพรแก้อาการหวัด
สมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า
รางจืดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรไทย ต้านโรคมะเร็ง
สมุนไพรไล่แมลง
ประโยชน์และโทษ สรรพคุณสมุนไพรจีน
น้ำตะไคร้
ทำยาอมสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพร
การแปรสภาพสมุนไพร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร
ยาสมุนไพร
สมุนไพรพื้นบ้าน
ชะคราม วัชพืชสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระในป่าชายเลน
บทบาทของพืชสมุนไพร
มะรุม
หญ้าปักกิ่ง
สมุนไพรยอบ้าน
สมุนไพรและเครื่องเทศ
สะระแหน่
มะระขี้นก
สมุนไพรขิง
แคลเซียมจากพืชสมุนไพร
เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook