บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สมุนไพร

สะระแหน่

นางสาวสีตีมารียัม เจ๊ะแน
คณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ชื่อสามัญ : Menthe kitchen mint
ชื่อท้องถิ่น /ชื่อพื้นเมือง : หอมด่วน หอมเดือน ( ภาคเหนือ ) มักเงาะ สะแน่ ( ภาคใต้ ) สะระแหน่สวน ( ภาคกลาง ) ป้อห่อ สะระแหน่สวน ( ภาคกลาง ) มักเงาะ สะแน่ ( ภาคใต้ ) หอมด่วน หอมเตือน ( ภาคเหนือ )
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Metha cordifolia Opiz., Mentha aruensis Linn Metha cordifolia Opiz.,M. viridis Linn. (Common spearmint),M. piperita (Peppermint Oil, Lamb Mint Oil Brandy, Mint Oil, American ( รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ 2540 )
Family / วงศ์ : LABIATAE

แม้จะดูคุ้นเคยกับชีวิตคนไทยเป็นอย่างดี แต่สะระแหน่ก็ไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนบ้านเรา แต่กลายเป็นพืชที่มีการนำเข้ามาจากยุโรป ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541)

สะระแหน่ คือ มินต์สำหรับทำอาหารเป็นผักที่มีกลิ่นดีที่ถ้าขาดไปอาหารหลายอย่างคงหมดคนนิยมไปเลย ( คณะทำงานรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผักในโครงการหนูรักผักสีเขียว,2540 ) นิยมใช้ รับประทาน หรือจะใช้เป็นยารักษาโรคก็ได้ และใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารจำพวกลาบน้ำตกซุปซึ่งจะทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น และเพิ่มกลิ่นให้ยิ่งน่ารับประทาน ( ชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , 2546 )

ประวัติและที่มาของชื่อสะระแหน่

ฝรั่งเรียกสะระแหน่ว่า ‘’มินท์” (mint ) และใช้มินท์เป็นสมุนไพรปรุงอาหารมาตั้งแต่สมัยกรีก สมัยโรมัน ตำนานโรมันเล่าว่า “มินทา“ หรือ “มินเท” เป็นชื่อนางฟ้าองค์หนึ่งอันเป็นที่รักใคร่สุดสวาทของเทพเจ้าพลูโต ต่อมาพลูโตเสกนางให้กลายเป็นพืช ซึ่งก็คือต้นมินท์นั่นเอง (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์,2545 )

สะระแหน่เป็นพืชดั้งเดิมของทวีปยุโรปในตะวันออกกลาง และพบได้ในหลายภาคของโลกรวมทั้งประเทศไทย (กลั่นแก่น , 2541) ใช้แพร่หลายในอารยธรรมอียิปต์ กรีก และโรมันโบราณมาก่อน (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์,2545 ) ทอง หงษ์วิวัฒน์,( 2545 ) ในคอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้าของนิตยสารหมอชาวบ้านอ้างว่าสะระแหน่ถูกนำเข้ามาในเมืองไทย ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยชาวอีตาเลียน ชื่อนายสะระนี่ คนไทยจึงตั้งชื่อผักนำเข้าชนิดนี้ตามชื่อของคนนำมา และแปลงให้ถูกลิ้นคนไทย เป็น “ สะระแหน่ ”

ดังนั้นเองในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล่ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2416 ในช่วงรัชกาลที่ 4 จึงไม่ปรากฏการบันทึกเรื่องราวของสะระแหน่เอาไว้ซึ่งก็น่าจะยังไม่มีในเมืองไทย และก็คงเป็นไปตามคำกล่าวของอาจารย์อินทรี จันทรสถิตนั่นเอง ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

สะระแหน่เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี ลำต้นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล มีกิ่งก้านแตกแขนงออกมากมาย เลื้อยคลานไปตามพื้นดิน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามกันกว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 2-3 ซม. ( คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ) รูปรีค่อนข้างกว้าง ผิวใบย่น ขอบใบหยักฟันเลื่อยตลอด ปลายใบปลายใบแหลม มีรูปร่างลักษณะป้อม ๆ สีเขียว ( กลั่นแก่น , 2541, รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ 2540 ) ดอก ช่อ ดอกสีชมพูอมม่วง ออกเป็นช่อที่ปลายดอก ( พรพรรณ ,2542 ) ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ผล เป็นผลแห้ง ไม่แตก ( คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ) ทุกส่วนของลำต้นมีกลิ่นหอม ( กลั่นแก่น , 2541) ราก เป็นระบบรากฝอย มีรากตื้น ( รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ 2540 )และรากสั้น ( ชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , 2546 )

สะระแหน่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับกะเพรา โหระพา และแมงลัก อยู่ในสกุลเบซิล ( basils) (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, 2545 ) แต่อยู่กันคนละสกุล ( Genas ) สะระแหน่อยู่ในสกุลมินต์ เพราะเป็นพืชที่มีน้ำมันหอมระเหยอันประกอบด้วยสารเมนทอล ( menthol ) อยู่สูง

ชื่อวิทยาศาสตร์แต่เดิมของสะระแหน่แต่เดิมใช้คำว่า Mentha aruensis Linn แต่ก็มีบางท่านแย้งว่า M.aruensis นั้นเป็นชื่อของมินต์ญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากสะระแหน่ของเรามาก( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) Mentha มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ชนิดที่ใช้ทำอาหาร เรียกว่า garden mint หรือspearmint มินท์มีกลิ่นหอมเย็นเพราะมีสารเมนทอล แต่ที่ใช้กินกันไม่มีเมนทอลมากนัก มินท์ที่นำไปสกัดเอาเมนทอลเป็นพันธุ์เฉพาะที่มีปลูกมากในญี่ปุ่น ( ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, 2545 ) พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานจึงใช้คำว่า Mentha cordifolia Opiz ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541)

คุณสมบัติในการใช้รักษาโรคของใบสะระแหน่

  1. แก้อาการอาหารไม่ย่อย โดยใช้ใบสะระแหน่ต้มกับน้ำดื่ม
  2. แก้หวัด ขับเหงื่อลดความร้อนในร่างกาย
  3. อาการปวดศีรษะในฤดูร้อนอากาศอบอ้าว ทำให้มีอากาศร้อนในเป็นแผลในปากหรือบางราย มีเลือดกำเดาไหล ก็ใช้ใบสะระแหน่ต้มใส่เกลือเล็กน้อยดื่ม
  4. เด็กเล็ก ๆ เป็นหวัด น้ำมูกไหล จามไอบ่อย ๆ หรือจะเป็นไข้หวัด ก็ใช้ใบสะระแหน่ต้มกับเต้าหู้ ดื่ม
  5. อาการเจ็บตาในช่วงฤดูร้อนก็ใช้ใบสะระแหน่ 2 ตำลึงต้มกับหมู เป็นน้ำซุปรับประทาน ( ชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , มีนาคม 2546 )
  6. ขับลม ฆ่าเชื้อโรค ระงับอาการเกร็งของกระเพาะอาหารและลำไส้
  7. สกัดน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมหลายอย่าง ใช้ปรุงอาหาร
  8. ช่วยแต่งกลิ่นให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น ( รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ 2540 )

สารอาหารและสารสำคัญที่ค้นพบ

สะระแหน่กลิ่นหอม เพราะมีน้ำมันหอมระเหยหรือ “ เอสเซนชั่น ออย์ “ ผสมอยู่ในใบ ( ยุวดี จอมพิทักษ์,2545 ) และลำต้นมี ซึ่งประกอบด้วยสารเมนทอล ( Menthol ) ไลโมนีน ( Limonene ) นีโอเมนทอล ( Neomenthol ) เป็นต้น อยู่ในใบและลำต้น ( ยุวดี จอมพิทักษ์ ,2545 )

จากผลการวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลว่า สะระแหน่ 100 กรัม ให้เบต้า แคโรทีน สูงถึง 538.35 ไมโครกรัม เทียบหน่วยเรตินัล ให้วิตามินซี 88 มิลลิกรัม และให้แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) ยุวดี จอมพิทักษ์ ( 2545 ) ได้วิเคราะห์หาสารอาหารแร่ธาตุต่าง ๆ ของใบสะระแหน่แล้วปรากฏออกมาว่ามีเกลือแร่และวิตามินต่าง ๆ ที่โดดเด่น ดังนี้

วิตามิน เอ มากถึง ร้อยละ 16,585 หน่วย
วิตามินซี ร้อยละ 88 มิลลิกรัม
พลังงาน ร้อยละ 47 แคลอรี่
แคลเซียม ร้อยละ 40 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส ร้อยละ 7 มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 6.8 กรัม
ธาตุเหล็ก ร้อยละ 4.8 มิลลิกรัม
โปรตีน ร้อยละ 3.7 กรัม
กาก ร้อยละ 1.2 กรัม
ไทอะมิน ร้อยละ 0.13 กรัม
ไรโปฟลาวิน ร้อยละ 0.29 กรัม
ไขมัน ร้อยละ 0.6 กรัม
ไนอะซิน ร้อยละ 0.7 กรัม

บทบาททางอาหาร

สะระแหน่ในอาหารไทยมักใช้เป็นใบสดและใส่ในอาหารเย็นที่ปรุงสุกมาแล้ว ใบสะระแหน่ใช้ในอาหารประเภทลาบและยำเท่านั้น ไม่นำใบสะระแหน่ไปผัดเหมือนใบกะเพรา หรือใส่ในแกงที่ปรุงมาร้อน ๆ กลิ่นหอมเย็นของใบสะระแหน่ประสานคล้องจองกับรสแซบจากพริกและรสเปรี้ยวจากมะนาว กลายเป็นนาฏกรรมอาหารไทยที่รสกลมกล่อมไม่เหมือนใคร ลาบทุกชนิดและยำส่วนใหญ่ขาดใบสะระแหน่ไม่ได้เลย หากขาดใบสะระแหน่ ลาบก็เหมือนขาดใจไปด้วย ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) เพราะกลิ่นของสะระแหน่ที่มีรสฉุนเผ็ดกว่าผักปรุงรสทั่วไป คนไทยจึ่งนิยมใช้สะระแหน่ในฐานะเครื่องปรุงกลิ่นอาหารมากกว่าจะใช้กินเป็นผักโดยตรงใช้ดับกลิ่นคาวเนื้อหรือปลา อาหารจำพวกยำต่าง ๆ และจำพวกลาบต่าง ๆ ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541)

บทบาททางด้านยาหรือสรรพคุณทางยา

สะระแหน่เข้ามาอยู่เมืองไทยได้ร้อยกว่าปีแล้ว จนปรับตัวเข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) สะระแหน่เป็นผักที่มีกลิ่นหอม ซึ่งสามารถนำความหอมมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้ที่เรียกว่า อะโรมาเทอราบี ( aromatherapy ) นั่นเอง ( นวลศรี รักอริธรรม,2545 ) แพทย์แผนไทยได้นำเอาสะระแหน่มาปรุงเป็นยารักษาโรคหลายขนานโดยระบุสรรพคุณเอาไว้ว่า กลิ่นฉุน หอมร้อน สรรพคุณแก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด ขับผายลม ขับเหงื่อขับลม ถอนพิษไข้ แก้แน่น แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม ฯลฯ ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) กลิ่นหอมเย็นของใบสะระแหน่ช่วยให้สดชื่นปลอดโปร่ง สมองแจ่มใส แก้ปวดหัวและเป็นหวัดเป็นไข้ได้ ( ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์,2545 ) โดยนำใบสะระแหน่มาขยี้แล้วทาขมับกลิ่น ของสะระแหน่ซึ่งจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย หายเครียด ได้ นอกจากนี้สะระแหน่นำมารับประทาน หรือนำมาชงน้ำดื่มเพื่อช่วยย่อยอาหาร น

อกจากนี้ยังใช้เป็นกระสายแทรกแก้โรคเด็ก เช่น ซางซัก และช่วยให้ผายลมได้ดี ลดอาการท้องขึ้นท้องเฟ้อ ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) น้ำคั้นจากต้นและใบดื่มแก้ปวดมวนในท้อง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม หรือกินสดเพื่อดับกลิ่นปาก ขับเหงื่อ นอกจากนี้ยังช่วยฆ่าเชื้อ ระงับอาการเกร็งของกระเพาะอาหารและลำไส้ ในสะระแหน่ประกอบด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินซี แคลเซียม และ ธาตุเหล็ก

บทบาททางด้านอื่น

สะระแหน่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มากสามารถสกัดออกมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมยา เนื่องจากสะระแหน่เป็นพืชในสกุลมินต์จึงมีกลิ่นคล้ายเมนทอล อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของลูกอมประเภทรสเย็นทั้งหลาย เพราะกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสะระแหน่จึงมีคนคิดทำทอฟฟี่สะระแหน่ขึ้น ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) ประกอบอาหารบางอย่างรวมทั้งเครื่องดื่มบางชนิด ( ยุวดี จอมพิทักษ์ ,2545 )

การเตรียมดิน

ถ้าจะปลูกสะระแหน่ในภาชนะ เช่น กระถาง ลังไม้ หรือจะปลูกเป็นสวนหย่อมประดับบ้าน ปลูกในแปลงประดับสวนเล็ก ๆ ที่ใช้เนื้อที่ปลูกไม่มากนัก ควรใช้ดินผสมที่มีส่วนผสมของดิน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วนำไปใช้ปลูกได้

แต่ถ้ามีเนื้อที่พอสมควรที่จะปลูกเป็นแปลง ๆ ไว้ข้างบ้านได้ก็ควรเตรียมดิน โดยขุดดินขึ้นมาตากแดดไว้ประมาณ 7 วัน จนดินร่วงแตก และเอาปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักโรยทับลงไป โรยปูนขาวทับบาง ๆ อีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 3 วัน จึงกลับดิน พรวนดินและคลุกเคล้าดิน ให้ร่วนเข้ากันดี ถ้าดินเป็นดินเป็นดินเหนียวมาก ควรเติมทรายลงไปผสมด้วยซักเล็กน้อย พอให้ดินร่วงซุยขึ้น( กองบรรณาธิการ “ ฐานเกษตรกรรม”,2545 )

การปลูก

มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลยในหมู่คนไทยบางกลุ่มที่เกี่ยวกับสะระแหน่ว่าสะระแหน่ไม่ชอบผู้หญิงมีประจำเดือน เวลาให้หญิงมีประจำเดือนไปเด็ดยอดสะระแหน่ สะระแหน่ทั้งกอจะเฉาตายไปหมด หรือไม่ก็อย่าได้ให้หญิงมีประจำเดือนเป็นคนปลูกสะระแหน่เป็นอันขาด เพราะ สะระแหน่จะไม่เจริญเติบโต เรื่องนี้น่าเป็นเรื่องเล่าออกจากปากหญิงมีประจำเดือนที่ขี้เกียจปลูกต้นไม้มากกว่า ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541)

การปลูกสะระแหน่นั้นจะใช้วิธีปักลงไปในแปลงปลูกเลย หรือจะชำในแปลงเพาะก่อนแล้วจึงย้ายมาปลูกก็ได้เช่นกัน แต่ข้อสำคัญคือต้องเตรียมดินให้ร่วงซุยเสียก่อน ( กองบรรณาธิการ “ ฐานเกษตรกรรม”,2545 ) ในการปลูกเลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ตัดยอดของลำต้นยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ปักจิ้มลงในแปลงเพาะชำ หรือแปลงปลูก ก่อปักชำต้องรดน้ำให้ชุ่ม ปักให้เอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มเพื่อรักษาความชื้นให้หน้าดิน เพราะสะระแหน่ชอบดินร่วงซุย ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ เมื่อแกลบผุก็จะกลายเป็นปุ๋ย ต้องการดินร่วนซุยแต่ไม่ต้องแสงแดดมากนัก ปลูกในที่ร่มรำไร( บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษา, 2546 ) สมัยโบราณชาวบ้านชอบปลูกสะระแหน่ในลังไม้หรือใส่กะลังมังตั้งไว้ไกล้กับบันไดบ้าน และมักใช้น้ำคาวปลารดต้นสะระแหน่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้แตกยอดและใบงาม

สะระแหน่ขยายพันธ์โดยใช้ไหลแยกไปปลูกบริเวณที่ต้องการและมีการนำมาปลูกในกระถางหรือในกระเช้าเป็นไม้แขวน ใช้เป็นไม้ประดับดูสวยงามดีอีกด้วย ( เมฆ จันทน์ประยูร, 2541) เก็บผลผลิตได้โดยใช้มีดคม ๆ ตัดส่วนยอด เมื่อตัดไปไม่นานก็จะแตกยอดใหม่ ( บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษา, 2546 )

การปฏิบัติดูแลรักษา

เมื่อสะระแหน่เจริญเติบโตจนเก็บยอดไปได้แล้ว ควรเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้บ้าง ไม่ควรใส่สารเคมี เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ต้นสะระแหน่เหี่ยวตาย การพรวนดินให้ต้นสะระแหน่ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะสะระแหน่เป็นพืชที่มีระบบรากตื้นที่แผ่กระจายอยู่ตามพื้นดิน ( กองบรรณาธิการ “ ฐานเกษตรกรรม”,2545 , รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ 2540 )

บรรณานุกรม

 

กานพลู
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
หางไหลกำจัดศัตรูพืช
สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น
สมุนไพรแก้ท้องผูก
สมุนไพรน่ารู้
สมุนไพรเพื่อความงาม
สมุนไพรเพื่อวัยสูงอายุ
สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
สมุนไพรลดความอ้วน
สมุนไพรใกล้ตัว
สมุนไพรกับชีวิตประจำวัน
สมุนไพรแก้อาการหวัด
สมุนไพรรักษาน้ำกัดเท้า
รางจืดสมุนไพรล้างพิษ
สมุนไพรไทย ต้านโรคมะเร็ง
สมุนไพรไล่แมลง
ประโยชน์และโทษ สรรพคุณสมุนไพรจีน
น้ำตะไคร้
ทำยาอมสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพร
การแปรสภาพสมุนไพร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพร
ยาสมุนไพร
สมุนไพรพื้นบ้าน
ชะคราม วัชพืชสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระในป่าชายเลน
บทบาทของพืชสมุนไพร
มะรุม
หญ้าปักกิ่ง
สมุนไพรยอบ้าน
สมุนไพรและเครื่องเทศ
สะระแหน่
มะระขี้นก
สมุนไพรขิง
แคลเซียมจากพืชสมุนไพร
เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook