บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท

ก.สหประชาชาติกับสิทธิมนุษยชน

เมื่อได้มีการก่อตั้งองค์กรสหประชาชาติขึ้นแล้ว กฎบัตรสหประชาชาติก็ได้ย้ำถึง เจตนารมณ์ขององค์การสหประชาชาติ ที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ 7 แห่ง ๆ แรกปรากฏในคำปรารภ อีก 6 แห่งปรากฏในมาตรา 1, 13, 55, 56, 62, 68

ต่อมาสหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2491 เพื่อแสดงเจตน์จำนงค์อันแน่วแน่ ของบรรดาประเทศสมาชิกขององค์กรสหประชาชาติ ที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เกิดผลอย่างจริงตาม เจตนารมณ์ ที่กำหนดไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และเพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับบรรดาประเทศสมาชิกที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดผลภายในประเทศของตน

อนึ่ง แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีคำจำกัดความแน่นอน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า สิทธิมนุษยชนคืออะไร ดังจะเห็นได้จากกฎบัตรสหประชาชาติ อันเป็นที่มาของการจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ก็มิได้ให้คำจำกัดความของคำว่า สิทธิมนุษยชน ไว้แต่อย่างใด ตลอดจนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ทั้งในระดับภูมิภาค อาทิของสภายุโรป (ปัจจุบันคือสหภาพยุโรป) ในระดับนานาชาติที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติสตรีทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 ฯลฯ ก็มิได้ ให้คำจำกัดความของคำว่า สิทธิมนุษยชนไว้ เช่นกัน

ดังนั้น คำว่าสิทธิมนุษยชนจึงมีความหมายในทางทฤษฎีหรือทางปรัชญา ปัจจุบันในทางปฏิบัติ จึงยังอยู่กับสถานการณ์ภายในประเทศ อาทิ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา ระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจการเมือง การปกครอง ฯลฯ ที่จะนำไปสู่ขึ้นอยู่กับการตีความ ความเข้าใจ การยอมรับความจริงใจของแต่ละประเทศที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตน และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง สหประชาชาติจึงมิได้ให้คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชนไว้ เพราะเป็นการยากยิ่งที่จะกระทำเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สถานการณ์ต่างๆ ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป

คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชน อาจต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน ดังเช่นในอดีตมีความคิดเพียงว่าสิทธิมนุษยชน ได้แก่ สิทธิของพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (Civil and Political Rights) เท่านั้น แต่ปัจจุบันได้ยอมรับว่า สิทธิมนุษยชน หมายความถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (Economic, Social and Cultural Rights) ด้วยเป็นต้น

การให้คำจำกัดความจึงน่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะในทางปฏิบัติที่แล้วมา สหประชาชาติได้เคยประสบปัญหาในการใช้มาตรการด้านกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบางประเทศก็ได้ถูกโต้แย้งว่า กรณีดังกล่าวไม่อยู่ในขอบข่ายของสิทธิมนุษยชนมาแล้ว ฉะนั้นสหประชาชาติจึงได้ใช้มาตรการส่งเสริมมนุษยชนในประเทศของตน ตามมาตรฐานกลางที่กำหนดขึ้นในรูปแบบของข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวข้างต้น โดยไม่จำต้องให้คำจำกัดความคำว่าสิทธิมนุษยชนไว้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี เป็นที่ยอมรับกันในทางทฤษฎีว่า คำว่าสิทธิมนุษยชนนั้น มีที่มาจากแนวความคิดอุดมคติเก่าแก่ของทางตะวันตกในเรื่องกฎหมายตามธรรมชาติ (Natural law) ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่มีลักษณะสำคัญ 3 ประการคือ เป็นกฎหมาย ที่ใช้ได้ไม่จำกัดเวลา ใช้ได้ทุกหนแห่งไม่จำกัดว่าต้องใช้ในรัฐใดรัฐหนึ่ง และอยู่เหนือกฎหมายของรัฐ คือ รัฐจะออกกฎหมายมาให้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายตามธรรมชาติมิได้ ทฤษฎีกฎหมายตามธรรมชาติจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงหลักแห่งธรรม ความยุติธรรมและความถูกต้องนั่นเอง

อนึ่ง สิทธิมนุษยชนก็ได้มีที่มาจากแนวความคิดอุดมคติเก่าแก่ของทางตะวันตกในเรื่องสิทธิตามธรรมชาติด้วย ซึ่งหมายถึงความคิดที่ว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน และพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์มาได้ให้สิทธิบางอย่างแก่มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และไม่มีใครจะล่วงละเมิดได้ เช่น สิทธิในชีวิตเสรีภาพ และสิทธิที่จะหาความสุข และรัฐทั้งหลายจะต้องกระทำทุกอย่างเพื่อให้มนุษย์มีสิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่ วิธีการเช่นนี้ทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์โลกที่ใช้เหตุผลยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดี และเชื่อว่าจะทำให้มนุษย์อยู่ในสังคมอย่างสันติ และมีความสุข

จากความคิดในเรื่องกฎหมายธรรมชาติและสิทธิทางธรรมชาตินี้เอง ได้วิวัฒนาการมาสู่การจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในที่สุด และการให้คำอธิบายถึงคำว่าสิทธิมนุษยชนก็คงต้องอธิบายจากความคิดในเรื่องกฎหมายตามธรรมชาติและสิทธิตามธรรมชาตินี้เอง

เมื่อได้มีการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ทวีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ ได้มีความร่วมมือกันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อพัฒนาบรรดามาตรการและกลไกทั้งในประเทศ และกลไกระดับนานาชาติให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินไปอย่างมีไปอย่างมีระบบในมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ ผิว ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม หรือสิทธิทางการเมืองการปกครอง ฯลฯ

สำหรับทางด้านองค์กรสหประชาชาตินั้น ก็ได้ดำเนินการให้มีการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักการที่บัญญัติในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน เช่น การจัดทำอนุสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อนำหลักการของปฏิญญาฯ มาดำเนินการให้สิทธิมนุษยชนได้มีผลเป็นสิทธิตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทุกแห่งในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 อนุสัญญาด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic Social and Cultural Rights) ซึ่งถือเป็นผลงานที่สำคัญยิ่งและวางรากฐานที่มั่นคง สำหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระยะไกล การจัดประชุมหรือสัมมนาระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านสิทธิจากนานาชาติในอันที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกำหนดนโยบาย และแผนปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน แล้วจัดทำเป็นปฏิญญาหรือการแถลงการณ์ร่วมกัน เช่น การประชุมระดับโลก เรื่องที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย หรือการประชุมที่กรุงปักกิ่ง เป็นต้น ฯลฯ นอกจากนั้น สหประชาชาติยังได้เข้าไปมีบทบาทโดยตรงและต่อเนื่องเพื่อดำเนินการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการยุติเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปยุโรป เอเซีย กลุ่มลาตินอเมริกาและในอาฟริกา เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียเฮอร์เซโกวีน่า โดยใช้มาตรการทางการทูต ทางเศรษฐกิจหรือทางทหาร เพื่อจัดการกับปัญหาความรุนแรงดังกล่าว รวมทั้งการจัดตั้งศาลอาชญากรสงครามเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เช่นเหตุการณ์ในบอสเนีย เฮอร์เซโกวีน่า ในประเทศรวันดา รวมทั้งผู้นำกลุ่มเขมรแดงที่ได้ถูกกล่าวหาว่าทำการทารุณกรรฆ่าประชาชนเขมรเป็นจำนวนนับล้านคนในสมัยที่มีอำนาจปกครองประเทศ เป็นต้น ฯลฯ

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น ได้ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกที และหลายครั้งได้ถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญเพื่อต่อรองทางการเมือง ในการพิจารณาติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตหรือทางการค้ากับประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศของตน ดังเช่น กรณีของสหภาพยุโรป ไม่ยอมให้ผู้นำพม่าเดิมเข้าประเทศตน หรือไม่ซื้อหาสินค้าจากประเทศหลายประเทศในเอเซียที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานเด็กขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเป็นต้น ฯลฯ

ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้น ในปัจจุบันรัฐใดรัฐหนึ่งไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า เป็นเรื่องที่ตกอยู่เขตอำนาจภายในของรัฐของตนโดยเด็ดขาดเหมือนแต่ก่อนแต่ได้วิวัฒนาการมาเป็นสิทธิระหว่างประเทศ (International Rights) ซึ่งรัฐที่เป็นภาคีแห่งข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน อาจอ้างข้อตกลงนั้น ๆ เข้ามาตรวจสอบ หรือมีมติให้ใช้มาตราการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนอันเกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ข. ประเทศไทยกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเทศไทยนั้น ได้ร่วมลงมติรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ต้น แม้ปฏิญญาสากลดังกล่าวจะมิได้มีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ อันจะก่อให้เกิดพันธะกรณีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม ประเทศไทยก็ได้พยายามปฏิบัติการให้เป็นไปตามหลักกฎหมายพื้นฐานที่กำหนดไว้ในปฏิญญาดังกล่าวด้วยดีตลอดมา เช่น

1. การพัฒนากลไกภายในประเทศ

ประเทศไทยได้พยายามพัฒนากลไก เช่น กฎหมายในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น อาทิ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งนับเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการร่างอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่เคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทย

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่คุ้มครองในหมวดที่ 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และในหมวดที่ 8 ว่าด้วยศาลไว้อย่างก้าวหน้าทันสมัย มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับมาตรฐานของสหประชาชาติที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนั้น มีหลายเรื่องไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนมาของไทย เช่น

(1) การกำหนดแนวทางในการใช้อำนาจรัฐ เช่น การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (มาตรา 26) หรือสิทธิและเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยาย หรือโดยการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ยอมรับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐโดย ตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา 27) หรือการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ต้องกระทำโดยกฎหมาย แต่จะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ (มาตรา 29 วรรคแรก) ฯลฯ

(2) การกำหนดขั้นตอนและวิธีการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่น บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลได้ (มาตรา 28 วรรคสอง) สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองสิทธิและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ (มาตรา 56) สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการปกครอง อันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน (มาตรา 60) สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร (มาตรา 61) สิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเมิดการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานนั้น (มาตรา 62)

(3) การจัดตั้งกลไกใหม่เพื่อสอดส่อง ตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีที่มีหรือ อาจมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (มาตรา 196 - 198) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (มาตรา 199 - 200) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (มาตรา 297 - 311) ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 255 - 270) ศาลปกครอง (มาตรา 276 - 280) เป็นต้น ฯลฯ

2. การร่วมมือระหว่างประเทศ

ทางด้านต่างประเทศนั้น ประเทศไทยได้ให้ความสนใจในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือแนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศ อันเกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยชนทั้งโดยอ้อมหรือโดยตรงหลายฉบับ อาทิ

2.1 ด้านสิทธิมนุษยชนโดยอ้อม ได้แก่ข้อตกลงระหว่างประเทศทางด้านมนุษยธรรมคือ อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้บาดเจ็บและป่วยในกองทัพในสนามรบมีสภาวะดีขึ้น ค.ศ. 1949 อนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้สังกัดในกองทัพขณะอยู่ในทะเล ซึ่งบาดเจ็บป่วยไข้ และเรือต้องอับปางมีสภาวะดีขึ้น ค.ศ. 1949 อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก ค.ศ. 1949 อนุสัญญาเจนีวาเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเมืองในเวลาสงคราม ค.ศ. 1949

2.2 ด้านสิทธิมนุษยชนโดยตรง ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี ค.ศ. 1952 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1985 อนุสัญญาภายใต้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ 11 ฉบับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ซึ่งเข้าเป็นภาคีมีผลทางกฎหมายเมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2540 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 ของสหประชาชาติซึ่งมีผลตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ด้วยแล้ว

อนึ่ง ยังมีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ ที่ประเทศไทย ยังมิได้เข้าเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่น ๆ ที่ไร้มนุษยธรรมอย่างป่าเถื่อน หรือการลงโทษที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Convention Against Torture and Other Cruel Inhuman or Degarding Treatment or Punishment - CAT) เป็นต้น ฯลฯ

2.3 แนวทางปฏิบัติระหว่างประเทศอันเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เช่น ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (รับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2529) ปฏิญญาแห่งเวียนนาและแผนปฏิบัติการ (รับรองเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1993) ในการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาแห่งโลกว่าด้วยการอยู่รอดของเด็ก การปกป้องและการพัฒนาเด็ก (World Declaration on the Survival Protection and Development of Children) ฯลฯ

ค. การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน

จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวแล้วในข้อ ก - ข จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้มีความสำคัญมากขึ้นตลอดเวลา และประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทด้านนี้ โดยดำเนินการได้ผลเป็นที่น่าพอใจตามสมควร และภาครัฐและภาคเอกชนต่างร่วมมือกัน ในการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

1. ที่มาของการจัดทำ

ปัจจุบันมีความคิดว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย หากจะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็จำต้องจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทระดับชาติขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังมีลักษณะต่างคนต่างทำโดยยังมิได้มีการประสานงานกันเท่าที่ควร อาทิ การคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี มีองค์กรภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานอัยการสูงสุด ฯลฯ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม มีองค์กรภาครัฐหลายแห่งเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ฯลฯ สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา มีหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร องค์การปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีความอิสระ ในการดำเนินการตามกฎหมาย ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นการกำหนดขึ้นโดยภาครัฐเป็นผู้จัดทำแต่ฝ่ายเดียว ทำให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนยังมีวิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างขวางเท่าที่ควร เพราะเป็นไปตามกระบวนการของทางราชการโดยแท้ว่าจะเห็นสมควรอย่างใด และอำนวยความสะดวกแก่ภาครัฐมากน้อยเพียงใด จึงทำให้ขาดความสมบูรณ์ในหลายกรณี

การดำเนินงานที่มีลักษณะต่างคนต่างทำดังกล่าวนี้ ทำให้การกำหนดนโยบาย แผนปฏิบัติการ การกำหนดเป้าหมาย การติดตามประเมินผล ฯลฯ ขาดความชัดเจน ไม่มีเอกภาพและอาจเกิดความขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันได้เสมอ การดำเนินงานจึงไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการฉลองครบรอบ 50 ปี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี จึงได้มีมติให้มีการจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชนด้าน และต่อมานายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้าน สิทธิมนุษยชน โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานคณะกรรมการดังกล่าว

ต่อมาคณะกรรมการฯ ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นสองคณะคือ คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และคณะอนุกรรมการรวบ รวมข้อมูลและเอกสารต่างๆ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อ รายงานข้อมูลต่างๆ ประกอบการ จัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บท คณะอนุกรรมการทั้งสองคณะได้ดำเนินการ ตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และเสนอรายงานต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

คณะกรรมการพิจารณาแล้วได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นเพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

คณะอนุกรรมการร่างนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนได้ ดำเนินการยกร่างโดยนำข้อมูลจากคณะอนุกรรมการทั้งสองคณะดังกล่าวข้างต้นมา พิจารณาประกอบกับข้อมูลด้านอื่นๆ จากนั้นจะจัดให้มีการจัดประชาพิจารณ์โดยคณะ อนุกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยเฉพาะเพิ่มเติม และได้จัดทำแล้วเสร็จตามที่ปรากฏ ในเอกสารฉบับนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญของประชาชน จึงควรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย อันเป็นการสอดคล้องกับมาตรา 59 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

เมื่อได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ก็จะทำการแก้ไข ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ครบสมบูรณ์มากที่สุด จากนั้นจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อ พิจารณา อนึ่ง การจะนำนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทนี้ไปใช้ปฏิบัติให้มีผลเป็นรูป ธรรมนั้น จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อประกาศใช้เป็นนโยบาย และแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อไป อันจะทำให้การ ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีระบบมีเอกภาพประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

2. กระบวนการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติแม่บทแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน

ในการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้คือ การกำหนดเป้าหมายว่าสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่พึงปรารถนาควรมีลักษณะอย่างใด และการกำหนดยุทธศาสตร์การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการให้รองรับเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งแยกพิจารณาตามลำดับได้ดังนี้

(ก.) สิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่พึงปรารถนา

เพื่อบรรลุผลสูงสุดในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย จะต้อง มีการพัฒนาปรับปรุงในกลไกหลายด้านพร้อมกัน อาทิ

(1) กลไกตามรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

ฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องศึกษาวิจัยสำรวจบรรดากฎหมายต่างๆ หากพบว่ามีการ ขัดหรือแย้ง กับข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี ก็ต้องดำเนินการยกเลิก หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าวให้มาก ที่สุดและโดยไม่ชักช้า และต้องสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยอยู่ตลอดเวลาว่าควรมีการตรา กฎหมายฉบับใดเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดความจำเป็นก็ควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้มีตรา กฎหมายดังกล่าว ฝ่ายนิติบัญญัติควรใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญและบรรดากฎหมายที่ เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ เร่งรัดฝ่ายบริหารให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในอันจะส่ง เสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องจัดให้มีการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง แต่สมาชิกรัฐสภาและบุคลากรขององค์กรต่างๆ ที่สังกัดฝ่าย นิติบัญญัติ

ฝ่ายบริหาร จะต้องมีความจริงใจและให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการ เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการแห่งปฏิญญา สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศด้าน สิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย เป็นภาคีโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อาทิ

ควรกำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรีว่านโยบายของรัฐบาลและของหน่วยงานของรัฐ ทุกแห่งต้อง ให้เคารพและต้องส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังสนับสนุนทาง ด้านงบประมาณ และอัตรากำลังบุคลากรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว

ควรให้ความรู้การศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับชั้นเพื่อให้มี การเคารพต่อสิทธิมนุษยชน ยอมรับในหลักการที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องส่งเสริมและคุ้ม ครองสิทธิ มนุษยชนให้แก่ประชาชน ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามอำเภอใจ มีทัศนคติ ที่ดีต่อการ เรียกร้องสิทธิของ ประชาชน ฯลฯ และกำหนดในประมวลจรรยาบรรณของ เจ้าหน้าที่รัฐ ทุกองค์กรให้มีหน้าที่ต้องเคารพและส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย เสมอ

กำหนดกลไกและมาตรการในการตรวจสอบ ทั้งทางด้านกฎหมาย ด้านการ บริหาร การปกครองเพื่อตรวจสอบป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน และหากมีการละเมิดจะต้องมีการดำเนินการ ทางวินัยและดำเนินคดีตามขั้นตอนของ กระบวนการ ยุติธรรมอย่างเข้มงวดและรวดเร็ว

ฝ่ายบริหารซึ่งมีบทบาทตามรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย จะต้องสำรวจ อยู่ตลอดเวลาว่า มีกฎหมาย กฎหรือระเบียบข้อบังคับใดที่ขัดหรือแย้ง กับปฏิญญาสากล ว่าสิทธิมนุษยชน บรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี หากพบว่ามีก็ต้องดำเนินการยกเลิกแก้ไขหรือปรับปรุงให้สอด คล้องกันโดยมิชักช้า

อนึ่ง ในฐานะที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้มีบทบาทเสนอร่างกฎหมายส่วนใหญ่ของ ประเทศ ก็ต้องสนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัยสำรวจว่ามีความจำเป็นจะต้องตรากฎหมาย หรือกฎ ระเบียบ ข้อบังคับใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญก็ควรดำเนินการโดยไม่ชักช้า ฝ่ายบริหารจะต้องส่งเสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ประชาชนได้เรียนรู้การ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง รักและห่วงแหน ปกป้องสิทธิ รวมทั้งเปิด โอกาสให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจมากที่สุด ทั้งในระดับรัฐบาล และในระดับท้องถิ่น โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่ดีได้ผู้แทนที่มีคุณภาพเพื่อ พัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพมากเพียงใด ก็จะช่วยให้การ ส่งเสริมและคุ้มครองมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝ่ายบริหารต้องประสานงานกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมมือกันในการ ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และควรพิจารณาเข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่าง ประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย ยังมิได้เป็นภาคี และไม่ควรตั้งข้อสงวนในการ เข้าเป็นภาคี จนเกินความจำเป็น กรณีที่ได้ตั้งข้อสงวนไว้แล้วเมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยน แปลงไป ก็ควร ทบทวนยกเลิกข้อสงวนโดยมิชักช้าด้วย

ฝ่ายบริหารจะต้องส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่าง จริงจัง ส่งเสริมให้มีความ รู้ด้านสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทุกคนอย่างกว้างขวางและ ต่อเนื่อง ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ โดยใช้ศักยภาพ ของเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อประโยชน์ในการให้ประชาชนได้รับข่าวสาร ได้รับ ความรู้ที่ทันสมัยและมีการตื่นตัวสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ

ฝ่ายบริหารจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้องค์กรทางธุรกิจทั้งในประเทศและธุรกิจ ข้ามชาติ ให้มีการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการแสวงหากำไร โดยขาด ความสำนึกและความรับ ผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้มีฐานะทาง เศรษฐกิจ ที่ด้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้มีการจัดทำประมวลจริยธรรม สำหรับองค์กรธุรกิจดังที่ปรากฏอยู่ในหลายประเทศในปัจจุบัน

ฝ่ายบริหารจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้มีบทบาทมาก ยิ่งขึ้นในการร่วมมือกับรัฐสอดส่องตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน แก้ไขเยียวยาผู้ที่ได้รับผลร้ายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมให้ประชาชนผู้ยากไร้ หรือ ผู้ด้อยโอกาสได้รับการคุ้มครองดูแล จากรัฐและสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียม กับบุคคลทั่วไป ทั้งนี้โดยรัฐให้การสนับสนุนด้าน งบประมาณตลอดจนการให้หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่รัฐสนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชน อย่างใกล้ชิดและจริงจังด้วย

ฝ่ายตุลาการ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก และได้ทำให้กระบวนการยุติธรรมประเทศไทย มีมาตรฐานทัดเทียมกับระดับสากลและการอำนวย ความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูง

จนกระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรตุลาการครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยแยก องค์กรตุลาการออกจากระทรวงยุติธรรมและได้จัดตั้งศาลเพิ่มขึ้นอีก 2 ศาลแยกออกจาก ศาลยุติธรรมคือ ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ

อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 26 ได้กำหนดกลไกการคุ้มครอง การใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไว้ว่า

"การใช้อำนาจรัฐโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำหนดกลไกให้ประชาชนสามารถขอรับการคุ้มครอง จากศาลไว้ในมาตรา 28 วรรคสองว่า
"บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ คดีในศาลได้"
คำว่า "ศาล" ตามมาตรา 28 วรรคสองหมายถึงศาลทุกประเภทคือ ศาลยุติธรรม ศาลทหาร ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น องค์กรตุลาการทุกประเภทดังกล่าวจึงควรดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ อาทิ

1. การนำบทบัญญัติและเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาพิจารณา ประกอบและปรับให้เข้ากับกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่น มาตรา 241วรรคแรกแห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า

"ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลย ย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวน หรือ การพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม"

ดังนั้น ศาลจะต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาในคดีอาญาด้วยความ รวดเร็ว ไม่ให้เกิดความล่าช้า อันจะทำให้จำเลยที่ไม่ได้รับการประกันตัวต้องถูกขังใน เรือนจำ ระหว่างการพิจารณาคดีเป็นเวลานานเกินควรกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพ ของ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา และมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับการ คุ้มครองตามมาตรา 26 อีกด้วย

2. ผู้พิพากษาหรือตุลาการควรให้ความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นพิเศษ ทั้งที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับรอง เช่น ประมวลกฎหมาย หรือพระราชบัญญัติฯลฯ และที่เป็นข้อตกลง ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย เป็นภาคี รวมทั้งแนวคำพิพากษาของศาลต่างๆ ในต่างประเทศ เพื่อจะได้นำมาใช้ เป็นแนวคิดในการดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาให้ทันสมัย และมีวิสัยทัศน์ ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

การดำเนินการตามข้อ 2 ควรกระทำโดยการจัดให้มีการฝึกอบรม การจัด สัมมนา การศึกษาดูงาน และการจัดให้มีห้องสมุดที่ทันสมัยไว้ให้ด้วย

3. องค์กรตุลาการทุกประเภท ควรมอบหมายให้นักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเป็นอิสระเป็นกลางอย่างแท้จริง ทำการวิเคราะห์วิจัยและประเมินผล การดำเนินงานรวมทั้งการพิจารณา พิพากษาของศาลทุกประเภท ทั้งด้านบทบัญญัติ ของกฎหมาย กระบวนการพิจารณาพิพากษาของศาลว่า มีความเหมาะสม สะดวกรวด เร็วมากน้อยเพียงใด วิเคราะห์แนวคำพิพากษาของศาลในทางวิชาการว่า มีแนวโน้มไป ในทางใดสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญมากน้อย เพียงใด รวม ทั้งบุคลาการคือผู้พิพากษาตุลาการว่า มีทัศนะมีความสนใจในความสำคัญต่อกระบวนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศ และตามมาตรฐานสากลมากน้อย เพียงใด ฯลฯ เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้รับมาทำการแก้ไขปรับปรุงระบบการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนโดยองค์กร ตุลาการให้มีประสิทธิภาพการวิจัยดังกล่าวการกระทำในทุกระยะ 3-5 ปี เพื่อจะได้ข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ

อนึ่ง ในกรณีที่เป็นไปได้ควรทำการวิจัยหน่วยงานอื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติ ธรรมทางอาญาด้วย คือ ตำรวจ อัยการ และราชทัณฑ์ในลักษณะเดียวกันด้วย เพื่อให้ ครบวงจร และจะเกิดประโยชน์อย่างสูงต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

(2) สิทธิมนุษยชนกับประชาชน

เป็นที่ยอมรับกันว่าการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและประชาชนใน ประเทศนั้นๆ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วย ดังจะเห็นได้จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ การร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่า มีความยุ่งยากอย่างสูง ในการพิจารณากำหนดว่า สิทธิประเภทใดที่ควรได้รับการบัญญัติไว้ในปฏิญญาฯ และ ควรกำหนดมาตรฐานกลางไว้ในระดับใดจึงจะเป็นที่ยอมรับกันได้ เพราะประชาชน ในแต่ละทวีปแต่ละประเทศต่างมีสภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อทางศาสนา วิถีการดำรงชีวิต ระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ฯลฯ ที่แตกต่างกัน สิทธิประเภทหนึ่งอาจจะเห็นว่า จำเป็นสำหรับประเทศ หนึ่ง แต่อีกหลายประเทศอาจจะเห็นว่า ไม่มีความสำคัญหรือยอมรับไม่ได้ และแม้ว่าได้ ประกาศใช้ปฏิญญาฯ มากว่า 50 ปีแล้ว ความแตกต่างกันในเรื่องดังกล่าว ก็ยังเป็น ปัญหาสำคัญที่ยังไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปได้

ดังนั้น สำหรับประเทศไทยก็มีสภาพเช่นเดียวกันว่า สภาพสังคมและวัฒนธรรม ประเพณี จะมีส่วนเอื้อหรือเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย เสมอ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

1. สภาพทั่วไปของสังคมไทย

กล่าวโดยทั่วไปสภาพสังคมไทยมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โดยเปิดกว้างยอมรับ วัฒนธรรมและขนบประเพณีจากภายนอกมาปรับใช้ในประเทศไทยให้เข้ากับสภาพ แวดล้อมและวิถีชีวิตของคนไทยได้อย่างกลมกลืน มีสันติ อบอุ่น และเอื้ออาทรต่อคนไทย และคนต่างชาติมาช้านาน ปราศจากความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าในเรื่องผิว เพศ ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงในหลายประเทศ แม้ ระเทศที่เจริญแล้ว คนไทยมีความยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนทางศาสนาที่ตั้งอยู่บนหลัก เหตุผลและนิยมเดินทางสายกลาง ยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ คนไทยทุกคนมาแต่โบราณกาล

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมไทยบางอย่างก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยต่อการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วยเช่นกัน อาทิ

- ความรักอิสรภาพหรือความเป็นไท

คนไทยส่วนใหญ่จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชา ใคร ไม่ชอบการควบคุมแบบเข้มงวดชอบอยู่โดยอิสระทั้งในการดำรงชีวิตและการทำงาน ดังนั้น จึงเกิดการกระทำตามใจตนเอง ละเลยต่อการเคารพกฎหมายและระเบียบวินัย รวมทั้ง การเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นซึ่งได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน และมีปัญหาในการ ทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อต่อรองหรือเพื่อใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ เช่น เสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบ และปราศจากอาวุธ (มาตรา 44) เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ ฯลฯ (มาตรา 45) การอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ฯลฯ หรือการมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษาและการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (มาตรา 46) เป็นต้น ฯลฯ

- ความรู้สึกมักน้อยหรือสันโดษพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ และแสวงหาความสุข แก่ชีวิต ด้วยวิธีง่าย ๆ

คนไทยส่วนใหญ่จะชอบชีวิตที่สันโดษมักน้อยประกอบอาชีพเพียงพอมีพอกิน ไม่ชอบดิ้นรนทะเยอทะยานที่จะเอาอย่างคนอื่นๆ ถือว่าผู้มีประสบความสำเร็จก็เพราะมี บุญวาสนา ส่วนคนที่ผิดหวังก็เนื่องจากกรรมเก่าในชาติก่อน ทุกคนสามารถแสวงหา ความสุขได้ทุกสถานที่ทุกเวลา แม้จะยากจนเพียงใดก็จะมองชีวิตในแง่สนุกสนานรื่นเริง หลีกเลี่ยงการขัดแย้งหรือความรุนแรงทุกรูปแบบและมีความเกรงใจหรือละอาย จาก ลักษณะนิสัย เช่นนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการยอมรับระเบียบวินัย ในการทำงาน ในการดำรงชีวิตการควบคุมใจตนเอง การประหยัด การอดออมการขยัน ทำมาหากิน ฯลฯ

ตรงกันข้ามกับชาวตะวันตกที่จะมองชีวิตในรูปแบบของความขัดแย้ง การต่อสู้ เรียกร้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ความสำเร็จ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการทำงาน ดังนั้น แนวความคิดในเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลจึงได้ มาจากชาวตะวันตก ซึ่งต้องการต่อสู้และเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์ ควรมีควรได้ จนทำให้เกิดการต่อสู้กับผู้มีอำนาจปกครองรัฐครั้งสำคัญๆ ของโลกและ วิวัฒนาการ มาจนกระทั่งมีการจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในที่สุด .

- การเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจ

ตามวัฒนธรรมไทยคนไทยมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังผู้มี อาวุโสกว่าทั้งในครอบครัวในสถานที่ทำงานหรือสังคมทั่วไป นิยมการแสดงสิ่งซึ่งบ่งบอก ฐานะสูงต่ำ ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยการเอ่ยสรรพนามต่าง ๆ เช่น พี่ ลุง ป้า น้า อา ฯลฯ มากกว่าจะเรียกชื่อบุคคลแทนการเรียกชื่อตรงๆ เพราะถือว่าไม่สุภาพและไม่รู้จัก ที่ต่ำที่สูง

คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยจึงนิยมยกย่องมีอำนาจวาสนาทั้งในด้าน ตำแหน่งหน้าที่ ราชการทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางสังคมอื่นๆ โดยไม่ได้พิจารณาถึง ที่มาของอำนาจ วาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรมของบุคคลนั้นๆ ผลเสียของเรื่องนี้ ก็เช่น

การก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานทาง การเมือง การเข้าสังคม การดำรงชีวิต การทำมาหากิน เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการ พัฒนาประเทศ ที่มีมาช้านานจนกระทั่งปัจจุบันและนับวันจะมีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน จะก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ในเรื่องต่างๆ ทำให้ บุคคลไม่มีโอกาสเท่า เทียมกันในการใช้สิทธิต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือตามกฎหมาย ทั่วไป

นอกจากนั้น การเคารพหรือยกย่องผู้มีอำนาจทางราชการ ทางการเมือง ทาง เศรษฐกิจ ทางสังคม และอื่นๆ ยังทำให้คนไทยในอดีตขาดความกระตือรือร้น ขวนขวาย ใน การต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องในเรื่องต่างๆ การรักษาหวงแหนสิทธิ เสรีภาพที่ได้มา และร่วมมือกันเพื่อขจัดผู้ที่กระทำการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือการกระทำการอันมิชอบในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองหรือ ทางเศรษฐกิจ เพราะยอมรับกันว่าสุดแล้วแต่ผู้มีอำนาจจะกำหนดมาให้ตนเป็นเพียงผู้รับ เท่านั้น

ดังนั้น หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญทุกฉบับของประเทศไทยที่ผ่านมา ได้ร่างขึ้นโดยผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง กำหนดขึ้น ตามที่เห็นสมควร เพื่อใช้บังคับแก่ประชาชน โดยประชาชนไม่เคยได้มีโอกาส หรือมีบทบาทในการร่วมร่างแต่อย่างใด จนกระทั่งวันที่ 14 ตุลาคม 2516 บรรดา นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยจึงได้ร่วมมือกันเป็นครั้ง แรกของประวัติศาสตร์ไทย เพื่อเรียกร้องต่อสู้กับผู้ปกครองประเทศที่ได้อำนาจมาโดยไม่ ชอบธรรม และต้องเสียชีวิตเลือดเนื้อไปเป็นจำนวนมาก จึงได้อำนาจประชาธิปไตยกลับ คืนมา และเป็นวีรกรรมที่ต้องจารึกไว้ตลอดไป

สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างกว้างขวางและทันสมัยมากที่สุด และประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด แต่การปกครองประเทศจะประสบผล สำเร็จสมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากน้อย เพียงใดสภาพสังคมและวัฒนธรรมของไทย ดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญประการหนึ่งด้วย

(ข.) สังคมไทยที่พึงปรารถนาสำหรับสิทธิมนุษยชน

ในโลกปัจจุบันนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ค่านิยมสากลในเรื่องกระแส ประชาธิปไตย กระแสด้านสิทธิมนุษยชน การร่วมพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ได้เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในสังคมไทย จึงมีความจำเป็นต้องเตรียม การสังคมไทยและคนไทยให้มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกับแนวโน้มที่มีความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตามหลัก สากลที่ได้เข้ามาสู่สังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ

สังคมไทยที่พึงปรารถนาสำหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ควรเป็น สังคมที่มีความมั่นคง มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย มีความสงบสุขและมีไมตรีกับ ทุกประเทศ มีครอบครัวที่อบอุ่นเข้มแข็ง มีสมรรถภาพ มีเสถียรภาพ มีความเสมอภาค ความยุติธรรม มีระเบียบวินัย มีความเมตตากรุณาและยึดมั่นในความเคารพต่อสิทธิ มนุษยชน โดยมีหลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนำทางในการดำรงชีวิต มีความสมดุล ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งฐานการจ้างงาน และสร้างโอกาสในการกระจายรายได้ อย่างเป็นธรรมทั่วทุกกลุ่ม และพื้นที่และสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม ในทุกด้านมีการจัดระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่รวมทั้งกลไกอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อติดตามสอด ส่องป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกับ แก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และดำเนินการเพื่อลงโทษผู้กระทำละเมิดสิทธิ มนุษยชนอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด มีระบบการเมืองระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ โดยมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เพื่อเสริมสร้างการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

คนไทยทุกคนจะได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ทั้งร่างกาย จิตใจ สุขภาพ สติปัญญา มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการพัฒนาประเทศ ในการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน

คนไทยทุกคนจะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี และเพื่อเป็น ประชากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถรู้จักตัวเองเท่าทันโลก ได้รับการศึกษา ทางด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง สามารถติดต่อสื่อสารกัน ได้อย่างสะดวกด้วยเครือข่ายระบบโทรคมนาคม และขนส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อได้รับ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอย่างถูกต้องตลอดเวลาและมีขีดความสามารถพร้อมที่จะ ปรับตัวเมื่อรับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลก รวมทั้งกระแสทางด้านสิทธิมนุษยชนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐทางสังคมที่มีคุณภาพ

คนไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือค่านิยมบางอย่างในวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อ ต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกัน เพื่อป้อง กันสิทธิเสรีภาพตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของสิทธิมนุษยชนตามมาตรา 65 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไป เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้"

3. ยุทธศาสตร์การจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน

เพื่อบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดังกล่าวข้างต้น ในการจัดทำนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานไว้ดังต่อไปนี้คือ

2.1 กำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นเพื่อจะได้นำไปใช้ในการ กำหนดแผนปฏิบัติการสอดคล้องกัน อาทิ ส่งเสริมให้มีการเคารพและคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ บูรณาการเรื่องสิทธิมนุษยชนในการพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศทุกด้าน สนับสนุนการดำเนินงาน การอนุสัญญาและ ข้อตกลงระหว่างประเทศตามที่รัฐบาลไทยได้ให้ไว้กับองค์การต่าง ๆ เป็นต้น ฯลฯ

2.2 กำหนดแผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ อย่างเป็นระบบ และครอบคลุมถึงสิทธิมนุษยชนประเภทต่างๆ และกลุ่มประชากร เป้าหมายที่มีความ สำคัญอย่างยิ่งอันควรได้รับการส่งเสริม และคุ้มครองให้มากที่สุด เท่าที่สามารถจะกระทำ ได้คือ

2.2.1 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน โดยพิจารณาว่า สิทธิมนุษยชนประเภทใดบ้างที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายอันควรได้รับการกำหนดไว้ในแผน ปฏิบัติการ อาทิ สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา สิทธิมนุษยชน ด้านวัฒนธรรม สิทธิ มนุษยชนด้านอาชีพ ด้านการสาธารณสุข เป็นต้น ฯลฯ

2.2.2 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามประชากรกลุ่มเป้าหมาย อาทิ เด็กและเยาวชน , สตรี , ผู้สูงอายุ , ผู้พิการ , ผู้ป่วย ฯลฯ

2.3 กำหนดแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมสนับสนุนนโยบายและแผน ปฏิบัติการ ตามข้อ 2.1-2.2 ให้เป็นไปตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจำแนกออกเป็น 3 มาตรการ คือ

2.3.1 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชนด้านการส่งเสริม สิทธิมนุษยชนศึกษา และการพัฒนาการวิจัยการรณรงค์ และประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิ มนุษยชน

2.3.2 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญาและ เอกสารระหว่างประเทศ อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการ เลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ เป็นต้น ฯลฯ

2.3.3 การบริหารนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทสิทธิ มนุษยชน เช่น การจัดตั้งองค์กร บริหารนโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทสิทธิ มนุษยชน การประสานแผนปฏิบัติการและ งบประมาณการติดตาม และประเมินผล การตรวจสอบและการแก้ไขเยียวยากรณีมีการละเมิด สิทธิมนุษยชน ฯลฯ

จากยุทธศาสตร์ตามข้อ 2.1 - 2.3 ก็ได้นำมาจัดทำเขียนเป็นนโยบายแผน ปฏิบัติการแม่บท ด้านสิทธิมนุษยชนโดยแบ่งออกรวม 7 บท เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับ หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กำหนดระยะเวลา ใช้บังคับ 10 ปี (พ.ศ. ....ถึง พ.ศ. ....)

อนึ่ง นโยบายและแผนปฏิบัติการแม่บทด้านสิทธิมนุษยชนนี้ เมื่อใช้บังคับไปได้ ระยะหนึ่ง ก็อาจมีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์ ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และกระแสความคิดสากลเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันจะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook