บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน

แผนปฏิบัติการแม่บทสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม

ภูมิหลัง

1. วัฒนธรรม : ความหมายสากล

วัฒนธรรมเป็นผลรวมของการสะสมทางด้านสัญลักษณ์ ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์และผลผลิตที่เป็นวัตถุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสังคมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสังคม ทั้งหมด หรือหน่วยย่อยที่สุดทางสังคมเช่นครอบครัว

วัฒนธรรมมีทั้งด้านที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ วัฒนธรรมทางวัตถุ รวมเอาทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ถูกออกแบบ ถูกทำ ถูกสร้าง ถูกตบแต่ง ถูกดัดแปลงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิต ร่วมกันทางสังคม ตั้งแต่การทำอาหาร ยารักษาโรค การทำไร่ ทำนา ทำสวน ศิลปวัตถุ การผลิตเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล การผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งถึงสถาปัตยกรรมและการจัดภูมิทัศน์ ส่วน วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ รวมเอา สัญลักษณ์ ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน คำต่าง ๆ วรรณกรรม วรรณคดี คำประพันธ์ เนื้อเพลง โน้ตดนตรี ท่ารำ ฟ้อน เต้น พิธีกรรม ลายผ้า ลายปัก ลายแกะสลัก จนกระทั่งถึง ความคิด อุดมการณ์ ความเชื่อต่าง ๆ ที่มีส่วนในการกำหนด รูปแบบ หรือวิถีชีวิตแบบต่าง ๆ ของมนุษย์ในฐานะที่เป็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม และมนุษย์กับอำนาจเหนือมนุษย์เหนือ ธรรมชาติ รวมทั้งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับระบบสังคมต่าง ๆ ที่มนุษย์เหล่านั้นมีส่วน ร่วมอยู่ด้วย วัฒนธรรมที่เป็นความคิดที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และ จารีต ต่าง ๆ เป็นต้น

เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องตั้งข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ว่า วัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ ผู้คนกระทำ ออกมาให้ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา แต่หมายความถึง ความคิด ต่าง ๆ ที่พวกเขาและเธอมีร่วมกัน ที่ว่าด้วยสิ่งที่กระทำหรือไม่กระทำ ซึ่งอาจเรียกว่า พฤติกรรม ก็ได้ และวัฒนธรรมทางวัตถุที่พวกเขาใช้ ตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารด้วยมือก็ดี ด้วยตะเกียบ หรือ ด้วยช้อนส้อมก็ดี โดยตัวของมันเอง ไม่ใช่วัฒนธรรม หากแต่เป็นการ กระทำที่ผู้คนทำลงไปแล้ว ทำให้อิทธิพลของวัฒนธรรม (ความคิด) เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การกระทำต่าง ๆ เป็นเพียงรูปธรรมของความคิด หรือวัฒนธรรม นั่นเอง เพราะฉะนั้น ตะเกียบก็ดี ช้อนส้อมก็ดี โดยตัวของมันเองเป็นส่วนหนึ่ง ของ วัฒนธรรมเท่านั้น เช่นเดียวกันกับความคาดหวังร่วมกันของผู้คนในวัฒนธรรมเดียวกัน ที่นิยามว่า การรับประทานอาหาร โดยใช้เครื่องมือเหล่านั้นเป็นวิธีรับประทานที่ถือว่า เหมาะสมในสังคมนั้น ๆ ความคาดหวังเช่นว่านี้ จัดว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

วัฒนธรรมที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เช่น อุดมการณ์ มโนทัศน์ ค่านิยมทาง สังคม และความคาดหวังต่าง ๆ ถูกจัดว่าเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะว่า ผู้คนจำนวนหนึ่ง คิดเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันแต่ประการเดียว ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ความคิดของผู้คนในสังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน เกิดมาจากประสบการณ์การเรียนรู้ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม และความคิดคือ ผลพวงที่ได้รับอิทธิพลมาจาก วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุเหล่านั้น ดังนั้น ความคิดของผู้คน จึง ไม่ใช่ปรากฏการณ์ ส่วนตัวของแต่ละคน หากแต่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรม

2. วัฒนธรรม : ลักษณะพื้นฐาน

2.1 วัฒนธรรมเป็นมโนทัศน์ หรือแนวความคิดร่วมกัน และค่านิยม ทางสังคมของผู้คนในวัฒนธรรมนั้นๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดมาตรฐานแห่งแบบแผน ของพฤติกรรม มีผลทำให้ผู้คนในวัฒนธรรมเดียวกัน สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของกันและกัน ได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้พฤติกรรมของคน ๆ หนึ่ง สอดคล้องกับผู้อื่น

2.2 วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ จากการเกิด และหรือเติบโต มาในสังคม วัฒนธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่ติดกับตัวมนุษย์มาตามธรรมชาติ หากแต่ได้รับการถ่ายทอด จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอด หรือเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่ง บางครั้ง ก็มีผู้เรียกว่า กระบวนการ "ผลิตซ้ำ" ทางวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นในครอบครัว โรงเรียน และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้รับ และสั่งสมมาจากการเป็นสมาชิกของสังคม อนึ่ง จาก กระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอด หรือผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมนี้เอง มนุษย์สามารถเข้าใจและตัดสินใจ ได้ว่า ตนควรมีพฤติกรรมอย่างไร จึงจะเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนัยนี้ มนุษย์จึงรับ เอา อุดมการณ์ ทัศนคติ ค่านิยมทางสังคม และ ความเชื่อที่สังคมยอมรับมาเป็นของตน

2.3 วัฒนธรรมมีพื้นฐานมาจากการใช้สัญลักษณ์ พฤติกรรมของมนุษย์ ที่ปรากฏออกมาในความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ระหว่างมนุษย์มีต้นกำเนิด และดำเนินไปบนการใช้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ที่สำคัญ ช่วยให้มนุษย์สามารถเก็บรวบรวมความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ต่าง ๆ แล้วถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังต่อไปได้อย่างเป็นระบบและ ต่อเนื่อง นอกจากนั้น ภาษายังทำให้มนุษย์สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้โดยการตั้งคำถาม การ ให้คำอธิบาย และการสร้างคำ และมโนทัศน์หรือความคิดใหม่ ๆ เป็นต้น

อนึ่ง บางสังคมไม่มีการคิดค้นภาษาเขียนขึ้นมาใช้ จึงมีแต่ภาษาพูด ดังนั้นการ ใช้สัญลักษณ์ จึงปรากฏในภาษาพูดและสัญลักษณ์รูปแบบอื่น เช่น กิริยาท่าทาง และภาษาเครื่องหมายต่าง ๆ

2.4 วัฒนธรรมเป็นองค์รวมของความรู้และภูมิปัญญาทั้งมวล ด้วยเหตุนี้ วัฒนธรรมจึงทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ วาง กฎเกณฑ์ให้มนุษย์ดำรงชีวิตอย่างมีแบบแผน กับทั้งยังช่วยให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นพื้นฐานของการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี เพื่อความเจริญและความอยู่รอดของมนุษย์ และ สภาพแวดล้อมในแนวทางของการ "พัฒนาอย่างยั่งยืน"

2.5 วัฒนธรรมเป็นที่มาของกระบวนการที่มนุษย์กำหนด นิยามความ หมายให้กับชีวิต สรรพสิ่ง และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว รวมทั้งการสร้าง อัตลักษณ์ หรือความเป็นตัวตนของแต่ละคนที่อยู่ภายในวัฒนธรรมนั้น กระบวนการนี้ อาจปรากฏในรูปของความเชื่อทางศาสนา พิธีกรรม ตำนาน จักรวาลวิทยา จนกระทั่งถึง "แฟชั่น" หรือการแต่งกาย เพลงและดนตรีของวัยรุ่นในสังคมที่มีและกำลังสร้าง "อนุวัฒนธรรม" ของกลุ่มตน

การกำหนดนิยามความหมายนี้ มีหลายเรื่อง เช่น เรื่องอำนาจ ความงาม ความรัก สงครามกับสันติภาพ และความเป็นมนุษย์ เป็นต้น จากนั้นนำไปสู่การสร้าง "แนวความ คิด" ต่าง ๆ ขึ้นมา เช่น แนวความคิดพื้นฐานของระบบการเมืองการปกครองระบบ ครอบครัวเครือญาติ เป็นต้น

ในกระบวนการ กำหนดนิยามหรือให้ความหมายกับชีวิตกับสิ่งต่างๆ และ ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวนี้เอง มนุษย์ได้สร้าง "สถาบัน"หรือ"องค์กร" ทางสังคมต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รองรับการให้ความหมายดังกล่าว เช่น เมื่อมีการ กำหนดนิยามความหมายของอำนาจ ก็ย่อมมีการจัดตั้งสถาบัน หรือองค์กรทางการเมือง ขึ้นมาอย่างสอดรับกับการตีความดังกล่าว เช่นเกิด "รัฐ" "รัฐบาล" และ "ระบบราชการ" เป็นต้น

อนึ่ง การให้ความหมายหรือการตีความดังกล่าว ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง หรือให้ ความหมายที่แตกต่างไปจากเดิม อันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ และเนื้อหา ของสถาบันทางสังคม ตลอดจนวิถีชีวิตหรือความสัมพันธ์ ต่าง ๆ ในสังคมตามมา กล่าว อีกนัยหนึ่งคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม นั่นเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อการตี ความ หรือให้ความหมายเรื่องอำนาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยตีความ ว่าอำนาจเป็นของ ผู้ปกครองหรือของรัฐ กลายเป็นอำนาจเป็นของประชาชน รูปแบบของสถาบันการเมือง ก็จะเปลี่ยนจากการรวมศูนย์อำนาจรัฐอยู่ที่คนบางกลุ่ม เป็นการกระจายอำนาจ และการ มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการใช้อำนาจทุกขั้นตอน เป็นต้น

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือในกระบวนการกำหนดนิยามความหมายดังกล่าวนี้เอง สิ่งที่เรียกว่า "วาทกรรม" ต่าง ๆ ถูก "สร้างขึ้น" เช่น วาทกรรมว่าด้วยอำนาจ เป็นต้น วาทกรรมใดจะมีพลังอยู่ในสังคมมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมนั้น ๆ

2.6 วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมีหลายสาเหตุ เช่น อาจเกิดจากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจากสังคมหนึ่ง ไปสู่อีกสังคมหนึ่ง อาจเกิด จากความขัดแย้งและปรับตัวภายใน อาจเกิดจากการเผยแพร่ผลักดันวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง เข้าไปสู่อีกสังคมหนึ่ง ทั้งโดยวิธีการที่รุนแรงและหรือวิธีการที่ไร้ความรุนแรง เช่น การใช้ สื่อมวลชนต่างๆ เป็นต้น อนึ่ง ในปรากฏการณ์จริง การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม อาจเกิด จากหลาย ๆ ปัจจัยในขณะเดียวกันก็ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจะสัมผัสได้เป็นรูปธรรม ก็ต่อเมื่อผ่าน การใช้สัญลักษณ์ เช่น ภาษาซึ่งอาจเป็นได้ทั้งภาษาพูดหรือภาษาเขียนก็ได้ ดังนั้น การสร้างคำพูด หรือภาษาใหม่ในนัยของการตีความ หรือให้ความหมายใหม่นี้ คือ การสร้าง "วาทกรรม" ใหม่ขึ้นมาในสังคม โดยผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายในทาง ความคิด อำนาจและวิถีชีวิต วาทกรรมใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ บ้างก็จะท้าทายและ "ล้ม" วาทกรรมเก่าลงไป การลื้อล้มและสร้างวาทกรรม นี้เองคือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม นั่นเอง

2.7 ในสังคมหนึ่งหรือในประเทศหนึ่งมักประกอบขึ้นด้วยประชากรหลายกลุ่ม ชาติพันธุ์หรือหลายภูมิหลังทางชาติพันธุ์ หลายสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หลายศาสนา มีผู้คนที่มีเพศ และเพศสภาพ คือความเป็นเพศที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคมวัฒนธรรม) ที่แตกต่างกัน และหลากหลายทางช่วงอายุ ประชากรกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ต่างมีความ คิดและวิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งเรียกว่าเป็น "อนุวัฒนธรรม" ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมใหญ่แต่ อาจไม่เหมือน กับวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมหรือของประเทศนั้นเสียเลยทีเดียว กล่าวคือมี ความแตกต่างอยู่ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และถือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะความหลากหลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ และพัฒนาการของธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนเพียงไร ความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

2.8 ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การเกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ต่างๆ ในนามของประเทศต่าง ๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์สองด้านใหญ่ทางวัฒนธรรม คือ

(1) เกิดอาณานิคมภายในทางวัฒนธรรม กล่าวคือ ประเทศต่างๆ เกิดขึ้น มีพรมแดน หรืออาณาเขตซ้อนทับ หรือ"คร่อม" เขตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน มีผลทำให้วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ กลายเป็น"วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย" ในหลาย กรณีวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ถูกกลืน ถูกทำลาย หรือถูกกดให้อยู่ในสถานภาพที่ต่ำต้อย ภายใต้เงื่อน ไขทางการเมืองของการสร้างรัฐชาติที่มีลักษณะเชิงเดี่ยวทางวัฒนธรรม (เอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรม) ทั้งนี้ เพื่อหวังผลทางด้านการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

(2) เกิดอาณานิคม หรือจักรวรรดิ์นิยมทางวัฒนธรรมระหว่าง ประเทศ บางครั้งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ลัทธิล่าเมืองขึ้นบ้าง ลัทธิอาณานิคมบ้าง ซึ่งหากมองผิวเผินดูเหมือนว่า เป็นการครอบงำทางเศรษฐกิจ และการเมือง แต่แท้ที่ จริงแล้ว เป็นการครอบงำทางวัฒนธรรมอีกด้วย ส่วนจักรวรรดิ์นิยมทางวัฒนธรรม หมายถึงรูปแบบของการครอบงำทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น นับแต่ลัทธิอาณานิคมแบบเก่า สิ้นสุดลงไปแล้ว การครอบงำแบบใหม่ กระทำไปภายใต้บรรยากาศของระบบเสรีนิยมที่ สินค้าถูกทำให้กลายเป็นวัฒนธรรม และวัฒนธรรมถูกทำให้กลายเป็นสินค้า กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สินค้านานาชนิดจากโลกอุตสาหกรรม ถูกนำไปขายในประเทศ นอกโลก อุตสาหกรรม (ประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา หรือ ประเทศฝ่ายใต้) แต่กระบวนการค้าขายดังกล่าวนี้ มิใช่การค้าขายธรรมดา หากแต่เป็นการทำให้การ บริโภคสินค้าเหล่านั้น กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของผู้คนในประเทศนอกโลก อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ภายใต้ดุลย์อำนาจทางการค้า และทางการเมืองของ ประเทศสองกลุ่มที่ต่างกันนี้ ประเทศนอกโลกอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องนำวัฒนธรรม ของตนออกมาขายเป็นสินค้า เช่น ภายใต้การขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเพณี พิธีกรรม ศิลปะ และโบราณวัตถุ ฯลฯ กลายเป็นสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวมา ซื้อหาออกไปจากประเทศนอกโลกอุตสาหกรรม

(3) เกิดการโจรกรรมทางวัฒนธรรม การโจรกรรมวัฒนธรรมที่เป็น วัฒนธรรมทางวัตถุ เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ ศิลปวัตถุ วัตถุโบราณ ลายผ้า ลายแกะ สลัก และ ฯลฯ เกิดขึ้นตลอดมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในบางยุคบางสมัยก็ เป็นการยึด หรือนำไปโดยพลการด้วย ถือว่าเป็นประเทศเมืองขึ้น ปัจจุบันการโจรกรรม วัฒนธรรมโดยวิธีการเดิม ก็ยังดำเนินอยู่บ้างในรูปของการซื้อขาย บ้างก็ในรูปของการ ลักลอบซื้อขายนำออกไปต่างประเทศ มีทั้งเป็นการกระทำระดับปัจเจกชน ไปจนถึงเป็น ขบวนการที่มีการจัดระบบอย่างรัดกุม ส่วนลูกค้ามีทั้งเอกชน บรรษัท และสถาบันทาง ศิลปะ เช่น พิพิธภัณฑ์

ส่วนวัฒนธรรมทางความคิด เช่น สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญา ชาวบ้าน ภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมือง ก็ตกอยู่ในภาวะที่มีการลักลอบ หรือหยิบฉวย เอาไป แล้วนำไปพัฒนาเพิ่มเติม จากนั้นก็นำไปจดสิทธิบัตร กลายเป็นทรัพย์สินทาง ปัญญาของบรรษัทข้ามชาติแห่งประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จากนั้นก็ผลิตออกมา ขายเป็นสินค้าตัวอย่าง เช่น ภูมิปัญญาด้านการรักษาโรค แบบพื้นบ้านพื้นเมือง ที่ปรากฏในรูปธรรมของตำรายาพื้นบ้าน สมุนไพร ต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังรวม ถึงพืช เช่น ต้นอ่อน และเมล็ดพันธุ์ และสัตว์ต่าง ๆ ทั้งในฐานะที่เป็นภูมิปัญญาด้าน การเกษตรกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพที่ผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง สะสมความ รู้ผ่านการทดลอง และปฏิบัติจริงในการดำรงชีวิตประจำวัน ตลอดจนผ่านกระบวนการ สืบทอด หรือผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนอีกด้วย

โน้ต หรือ ทำนองเพลง ทำนองขับร้องต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมทางความ คิดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะในบางสังคม สิ่งเหล่านี้ มิได้มีการบันทึกไว้เป็นตัวโน้ตสากล หรือไม่ได้บันทึกใส่อุปกรณ์บันทึกเสียงเอาไว้ หากแต่สืบทอดกันต่อ ๆ มาจากปากหนึ่ง สู่ปากหนึ่ง ในแนวของวรรณกรรมมุขปาฐะ : หรือ มุขบาฐะ

2.9 วัฒนธรรมทั้งหลาย ไม่มีลำดับชั้นสูงต่ำเชิงเปรียบเทียบ ในนัยแห่งความเจริญหรือล้าหลัง เนื่องจากวัฒนธรรมเป็นประสบการณ์และ กระบวนการทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม บ้างก็ต่างกาล บ้างก็ต่างเทศ วัฒนธรรม ของแต่ละสังคม หรือกลุ่มชนมีคุณค่าในตัวของมันเอง ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนดคุณค่า ว่า วัฒนธรรมใดดีกว่า หรือเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ทุกวัฒนธรรมในโลก จึงมีความเป็นวัฒนธรรมเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็น "อนุวัฒนธรรม" ด้วย

2.10 วัฒนธรรม หมายความรวมถึง การปรากฏตัว ในรูปแบบต่าง ๆ ของวัฒนธรรมในทุกเทศและกาล กล่าวคือทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต (ในกรณี ของการลอกเลียนหรือการนำไปใช้ในอนาคต) ดังเช่น สถานที่ทางโบราณคดี/ ประวัติศาสตร์ วัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ลายภาพ ลายเขียน ลายปั้น ลายแกะสลัก ลายจักสาน ลายปัก ลายทอ ลายพิมพ์ ศาสนา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม การเฉลิมฉลองต่าง ๆ เทคโนโลยี ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดงต่าง ๆ เนื้อร้อง โน้ตดนตรี ท่ารำท่าเต้น วรรณกรรม วรรณคดี ตำนานปรัมปรา นิยาย ความรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติ พืชสัตว์และสินแร่ต่าง ๆ ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลทั้งที่ บันทึกเอาไว้ในระบบสัญลักษณ์ ต่าง ๆ และที่เป็นมุขปาฐะ 1.2.11 วัฒนธรรมเป็นสิ่ง บ่งบอกว่า ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง แตกต่างจากประชากรของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ส่วนอนุวัฒนธรรมเป็นสิ่งบ่งบอกว่าประชากรของสังคม-วัฒนธรรมหนึ่ง มีหลายกลุ่ม ถึงแม้จะอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน แต่ยังมีความผิดแผกบางประการในระบบคิด วิธีคิดและวิถีชีวิตอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพศ เพศสภาพ อายุ ความพิการและความเจ็บป่วยทางกายและจิต เป็นต้น

3. สิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม หมายถึงสิทธิของบุคคล กลุ่มสถานภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชน องค์กร และประเทศที่จะฟื้นฟู ดำรงรักษาไว้ ประยุกต์ใช้พัฒนา และคุ้มครองอัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรม (ตามความหมายใน 1.1 และ 1.2) ของกลุ่ม ชาติพันธุ์ กลุ่มสถานภาพ ชุมชนและประเทศ อันเป็นอัตลักษณ์แห่งการแสดงให้เห็น ซึ่งความแตกต่างจากประชากรในวัฒนธรรม หรือ อนุวัฒนธรรมอื่น

หมายถึงสิทธิที่จะแสดงตนอย่างเปิดเผย ควบคู่ไปกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ต่าง ๆ ที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรม หรืออนุวัฒนธรรมอื่นได้ โดยที่องค์กรระหว่าง ประเทศ บรรษัทข้ามชาติ รัฐ และองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่า ของรัฐ หรือ เอกชน ชุมชน ตลอด จนบุคคล ต้องเคารพในสิทธิโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ การเหยียดหยาม การข่มขู่ คุกคามทุกรูปแบบ

4. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม หมายถึง การเลือกปฏิบัติ การกีดกัน การเหยียดหยาม คุกคาม ระงับ ห้ามหรือเป็นอุปสรรค มิให้บุคคลกลุ่มสถาน ภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชน องค์กร และประเทศที่จะฟื้นฟู ดำรงรักษาไว้ ประยุกต์ใช้ พัฒนา และคุ้มครอง ตลอดจนการแสดงตนอย่างเปิดเผย ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และอนุวัฒนธรรมของกลุ่มสถานภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชน องค์กร และประเทศอันเป็น การกระทำโดยสมัครใจ

หมายถึงการพยายามกลืนทางวัฒนธรรม โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจ
หมายถึงการลักลอบโจรกรรม ซื้อขายทางวัฒนธรรมภายในประเทศและข้าม ประเทศ โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
หมายถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยยังไม่ได้รับการอนุญาต หรือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของวัฒนธรรมนั้น ๆ

หมายถึงการลดคุณค่าของวัฒนธรรมหนึ่ง ให้กลายเป็นสิ่งตลกขบขัน ล้าสมัย หรือไม่เหมาะสมบนฐานคิด หรือ"มาตรฐาน" ของวัฒนธรรมอื่น หรือทำให้มีสภาพ เป็นเพียงวัตถุ และหรือสินค้า หรือการแสดงต่าง ๆ อย่างปราศจากคุณค่าทาง ประวัติศาสตร์ จิตใจหรือจิตวิญญาณตามความหมายของเจ้าของวัฒนธรรมนั้น

อนึ่ง การที่บุคคล กลุ่มสถานภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่เป็นชนกลุ่มน้อย ชุมชน ยึดถือปฏิบัติวัฒนธรรม หรืออนุวัฒนธรรมของตนเอง ไม่เป็นเงื่อนไขข้อห้ามมิให้ พวกเขาและเธอเข้าร่วมในวัฒนธรรม (ใหญ่) ของประเทศ

สภาพปัญหา

1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม ประเทศไทยประกอบขึ้นด้วย ประชากรหลายกลุ่มชาติพันธุ์ และหรือ หลายภูมิหลังทางชาติพันธุ์ แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างมีวัฒนธรรมของตนเอง ที่มีความแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น นอกจากนั้น วัฒนธรรมไทย ยังประกอบด้วยวัฒนธรรมของส่วนกลาง และวัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมพื้นบ้านต่างที่หลากหลาย หากแต่ในบางยุค บางสมัยรัฐไทยดำเนิน นโยบายการปกครองบริหารประเทศในแนวทางของการสร้างรัฐชาติแบบรัฐเดี่ยว ที่มีการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฐในส่วนกลาง จึงนำไปสู่ความพยายามในการสร้าง "เอกลักษณ์" ไทย ซึ่งมีนัยของความเป็นหนึ่งเดียว อันผิดเพี้ยนไปจากความเป็น จริงของวัฒนธรรมที่มีความซับซ้อน หลากหลาย ผสมผสาน และไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ภายใต้กระบวนการนี้ รัฐไทยจึงเป็น ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทยไปโดย ปริยาย ผ่านทางนโยบายการปกครอง การบริหาร การศึกษา และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เป็นต้น จริงอยู่ในปัจจุบัน เงื่อนไขทางด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากอดีต แต่ระบบคิด และท่าทีของรัฐไทย อันจะส่งผลต่อการ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้านวัฒนธรรมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะต่อวัฒนธรรมของ "ชนกลุ่ม น้อย" และ "วัฒนธรรมท้องถิ่น"

2. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมโดยกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ต่อกลุ่มชาติพันธุ์อื่น

ในกรณีนี้สามารถแยกพิจารณาได้สองลักษณะคือ

2.2.1 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมโดยประชากรที่เป็น "ชนกลุ่มใหญ่" ต่อประชากรที่ถูกถือว่าเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ในกรณีนี้ผู้ละเมิดมิใช่รัฐ หากแต่เป็นบุคคล กลุ่มคน หมู่คณะ สโมสร มูลนิธิหรือองค์กรเอกชน เป็นต้น

2.2.2 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมโดยประชากรที่ถูกถือว่า เป็น "ชนกลุ่มน้อย" ต่อประชากรที่ถูกถือว่าเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ในกรณีนี้อาจกระทำโดย บุคคล กลุ่มคน หมู่คณะ สโมสร มูลนิธิหรือองค์กรเอกชนของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งต่อกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่น

3. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม ชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ต่างวัฒนธรรม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่นับถือศาสนา ต่างกัน เป็นต้น

4. การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม ชาติพันธุ์เดียวกัน และมีวัฒนธรรมเดียวกันด้วย เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้านวัฒนธรรมบนฐานของความแตกต่างทางสถานภาพ ชนชั้น เพศ เพศสภาพ อายุ และลักษณะทางร่างกาย เช่น ความพิการ ความเจ็บป่วย และหรือลักษณะทางจิตใจ เช่น ผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาท เป็นต้น

5.การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมข้ามชาติ

5.1 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมข้ามชาติโดยรัฐหนึ่งกระทำ ต่อรัฐหนึ่ง และหรือประชากรของอีกรัฐหนึ่ง
5.2 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมข้ามชาติ โดยบรรษัทข้าม ชาติ
5.3 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม โดยองค์กรระหว่างประเทศ
5.4 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม โดยองค์กรเอกชนข้ามชาติ
5.5 การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมในภาวะสงคราม

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

สิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมมีเป้าหมายเพื่อจรรโลงความเป็นมนุษย์ แต่เนื่อง จากความเป็นมนุษย์ต้องประกอบขึ้นด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นปัจเจกชน กับส่วนที่ เป็นสมาชิกของกลุ่ม ชุมชน และสังคม วัฒนธรรมจึงต้องจรรโลงมนุษย์ทั้งในสองฐานะ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอด และการพัฒนาของปัจเจกชน กลุ่ม ชุมชนและสังคมพร้อมกันไป ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมนอกจากจะต้องไม่ทำลายแล้ว กลับต้องส่งเสริมความเป็น มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ ระหว่างมนุษย์ใน ฐานะที่เป็นปัจเจกชน และพร้อมกันนั้นสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ของปัจเจกชนก็ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สิทธิมนุษยชนกับวัฒนธรรมจะต้องได้รับการบูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดและแนวนโยบายการยอมรับความหลากหลายทาง วัฒนธรรม ของกลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ยอมรับความแตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่นการเป็นชาติที่มีร้อยวัฒนธรรมอยู่ด้วยกันได้

2. นำแนวนโยบายการเป็นชาติที่มีร้อยวัฒนธรรมอยู่ด้วยกันได้ มาปฏิบัติโดยการ พยายามบูรณาการเรื่องสิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรมเข้ากับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในทุกสาขาและทุกกลุ่มเป้าหมาย  

3.1 สิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา
3.2 สิทธิมนุษยชนด้านวัฒนธรรม
3.3 สิทธิมนุษยชนด้านอาชีพ
3.4 สิทธิมนุษยชนด้านการสาธารณสุข
3.5 สิทธิมนุษยชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3.6 สิทธิมนุษยชนด้านที่อยู่อาศัย
3.7 สิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม
3.8 สิทธิมนุษยชนด้านการได้รับข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
3.9 สิทธิมนุษยชนด้านสิทธิเสรีภาพด้านสื่อสารมวลชน
3.10 สิทธิมนุษยชนด้านการเมืองและการปกครอง
3.11 สิทธิมนุษยชนด้านศาสนา

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook