บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องคุมขัง

สภาพปัญหา

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 ได้ให้คำนิยามไว้ ว่า

"ผู้ต้องหา" หมายความถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อ ศาล
"จำเลย" หมายความว่าบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว โดยข้อหาว่าได้กระทำผิด
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์พุทธศักราช 2479 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยาม ว่า

"ผู้ต้องขัง" หมายความรวมตลอดถึงนักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก
"นักโทษเด็ดขาด" หมายความว่า บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายจำคุกภายหลัง คำพิพากษาถึงที่สุด และหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎ หมาย ให้ลงโทษด้วย
"คนต้องขัง" หมายความว่า บุคคลที่ถูกขังไว้ตามหมายขัง
"คนฝาก" หมายความว่า บุคคลที่ถูกฝากให้ควบคุมไว้ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอื่น โดยไม่มีหมายอาญา
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2506 มาตรา 3 ให้คำนิยามว่า
"ผู้ต้องกักขัง" หมายความว่า ผู้ที่ถูกกักขังตามหมายกักขังของศาล

การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา เป็นขั้นตอนของการแสวงหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างสำคัญ พยาน หลักฐาน ที่ได้มาจากการสืบสวนสอบสวนจะเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ในการสั่ง ฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ และใช้ในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ ของจำเลย ในศาลด้วย

ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มิได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะถูกส่งไปควบคุมใน เรือนจำ จำนวนเรือนจำที่มีจำนวนและสภาพพื้นที่ที่จำกัด มีความแออัด หากมีความล่า ช้าในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือในชั้นศาล ย่อมมีผลกระทบต่อระบบการควบคุมดูแล และต่อจำเลยซึ่งจะต้องมีสภาพเป็นผู้ต้องขัง ในระยะเวลาอันยาวนาน บางรายต้องประสบปัญหาทุกข์ทรมาน เจ็บป่วยทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จึงไม่อาจอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้เท่าที่ควร

2. ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคล นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้ ปัจจุบันยังพบว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจบอบช้ำจากการ รับหรือไม่รับสารภาพ หรือการถูกนำออกมาปรากฏต่อหน้าสาธารณชนทางสื่อสารมวลชน โดยมิได้มีความสมัครใจ การเผยแพร่ภาพ การทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพโดยเฉพาะในคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งนอกจากความไม่เหมาะสมในส่วนของผู้ต้อง หาหรือจำเลยแล้ว ยังมีผลกระทบต่อผู้เสียหายและครอบครัวญาติพี่น้องอีกด้วย

3. แนวคิดเกี่ยวกับการลงโทษในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม ที่มุ่งเน้นในการ แก้แค้นทดแทนแก่ผู้เสียหาย และการลงโทษมิให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่าง เป็นการปรับปรุง แก้ไข และให้โอกาสในการกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมภายหลังพ้นโทษ โดยตระหนักถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และด้วยความเชื่อที่ว่า บุคคลที่พลาดผิดไปแล้ว ย่อมแก้ไขปรับปรุงตนใหม่ได้

ตามหลักการปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติ ต่อผู้ต้องขังกับข้อเสนอแนะในเรื่องที่เกี่ยวข้องขององค์การสหประชาชาติ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ผู้กระทำผิดฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง ต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยผลของกฎหมาย ซึ่งเป็นบุคคลผู้อยู่ภายใต้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการควบคุม กักขัง และ ของกรมราชทัณฑ์ มุ่งหวังที่จะให้บุคคลซึ่งถูกลงโทษเพราะเป็นผู้กระทำผิด ให้แยกตัว ออกไปจากสังคมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้จะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพไปแล้วส่วนหนึ่ง ยังให้ได้รับการคุ้มครองในสิทธิบางประการที่ยังเหลืออยู่ และพึงได้รับตามที่กฎหมาย บัญญัติ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่า จะอยู่ในสภาพของผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องขังระหว่างคดี นักโทษเด็ดขาด ผู้ต้องกักขัง รวมทั้งผู้ต้องกักกัน ตามวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามกฎหมายอาญา ให้ได้รับการ ปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการใช้ดุล พินิจ การให้สิทธิและประโยชน์ที่จะพึงให้เป็นรางวัลตอบแทนแก่ผู้มีความ ประพฤติดี หรือในสิ่งซึ่งเป็นความจำเป็นในการดำรงชีวิต การทำงาน การให้การศึกษา การดูแลเรื่องสุขภาพอนามัย การรักษาโรค หรือการ ลงโทษทัณฑ์ ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ด้วยความชอบธรรมและมีเหตุผล

4. ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องโทษปรับ แต่ไม่มีเงินชำระหรือไม่มีทรัพย์สินให้ยึดใช้ ค่าปรับ เป็นเหตุให้ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ในปัจจุบัน กำหนดให้กักขังแทนค่าปรับในอัตราเจ็ดสิบบาทต่อหนึ่งวัน และให้กักตัวไว้ ในสถานที่กักขัง ซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ แต่รัฐไม่ได้สร้างสถานที่กักขังไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำไปฝากกักขังไว้ที่สถานีตำรวจ ซึ่งมีความแออัดยัดเยียดอย่างยิ่ง ปะปนกันทั้ง ผู้ต้องหาระหว่าง สอบสวนและผู้ที่ต้องรับโทษกักขังแทนค่าปรับ บางแห่งปะปนกันทั้ง ชายและหญิง และอาจต้องกักขังไว้นานถึงสองปี ทำให้จำเลยที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ จำนวนไม่น้อย ได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการคุมขังในเรือนจำ หลายคนเป็นโรคติด ต่อหรือถึงกับพิการ ทั้งเป็นการสร้างความบีบคั้น กดดันแก่ผู้ถูกกักขังอย่างมาก

5. ในส่วนของผู้ต้องขังยังปรากฏว่าผู้ต้องขังบางรายยังได้รับการปฏิบัติที่ไม่ ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งในการลงโทษทัณฑ์ทางวินัย มีการกำหนดให้มีการขังห้องมืด การลงโทษเฆี่ยนไว้ในกฎหมายราชทัณฑ์ การละเมิดสิทธิในการตรวจค้นสิ่งของต้อง ห้ามตามเนื้อตัว ร่างกายผู้ต้องขังโดยเฉพาะหญิง การรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ การใช้ เครื่องพันธนาการ การใช้ตรวนกับคนต้องขัง หรือคนฝากขัง การให้เครื่องนุ่งห่มที่ไม่เพียงพอ และไม่เหมาะสมตามฤดูกาล อาหารเลี้ยงดูที่มีคุณภาพน้อย และไม่เพียงพอแก่ การบริโภค การแต่งกายด้วย เสื้อผ้าที่เรือนจำกำหนดแล้วนำผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ เป็นที่น่าอับอาย การว่างงานของ ผู้ต้องขังในเรือนจำ การควบคุมผู้ต้องขังอยู่อย่างแออัด ยัดเยียดในเรือนจำเกินความจุของอาคารสถานที่ เป็นผลให้เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่สามารถ ดูแลและปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำ ความผิดได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้น ส่งผล ต่อพฤติกรรมของผู้ต้องขังเพิ่มความเครียด ก้าวร้าว ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกันเอง และเจ้าหน้าที่ รวมตลอดถึงการคิดแหกหักหลบหนี ประการสำคัญ การดำเนินงานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าพนักงานเรือนจำยังไม่มีการตรวจสอบดูแลจากหน่วยงานภายนอก ทำให้ไม่ทราบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องขัง หรือผู้กักขังมาก น้อยเพียงใด และปัญหาสุดท้ายคือ ผู้ที่พ้นโทษแล้ว ไม่ได้รับการสงเคราะห์เท่าที่ควร หรือถูกจำกัดสิทธิในการทำงาน ทำให้เป็นสาเหตุต้องกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เนื่อง จากไม่มีที่พึ่งและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในระยะแรกของการพ้นโทษ

6. สภาพปัญหาดังกล่าว มีสาเหตุมาจาก

6.1 ข้อจำกัดของบุคลากรเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ขาดการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนของ ผู้ต้องหา จำเลย ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขังเท่าที่ควร

6.2 การบริหารกระบวนการยุติธรรม ขาดการประสานงาน มีการลงโทษ จำคุกในคดีเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่จำเป็น ทั้งที่สามารถจะใช้มาตรการลงโทษอย่างอื่น เช่น ใช้วิธีการคุมประพฤติ หรือการชะลอการฟ้องมาใช้แทนได้ในความผิดบางประเภท

6.3 การบริหารการจัดการในส่วนของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวน น้อย ทำให้ขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น ยังไม่สามารถดำเนินการจำแนกผู้ต้องขัง อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแยกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม ซึ่งในทาง ปฏิบัติที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากจำนวนผู้ต้องขังเกินอัตราความจุของเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังต้องอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด จึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

6.4 การขาดแคลนงบประมาณในการขยายสถานที่ควบคุม กักขัง การบริหารเรือนจำ และการดูแลสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา ของผู้ต้องขังในเรือนจำ

6.5 กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดบางประเภทยังขาดประสิทธิ ภาพ และประสิทธิผล โดยยังไม่สามารถปรับทัศนคติและพฤติกรรมให้ผู้กระทำผิดกลับ ตนเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม โดยไม่กลับไปกระทำผิดอีกภายหลังพ้นโทษ

6.6 ขาดการสนับสนุนทั้งจากรัฐ องค์กรเอกชน และสังคม ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือหลังการปลดปล่อย อันเป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่าง จริงจัง

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ข้อ 5 บุคคลจะถูกทรมานหรือได้รับการปฏิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือหยามเกียรติมิได้

ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับกักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

ข้อ 11 (1) บุคคลซึ่งถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิที่จะได้รับการ สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมาย ในการ พิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี

ฯลฯ

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

ข้อ 9 (1) บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของตน บุคคลใด จะถูกจับกุม หรือคุมขังโดยพลการมิได้ บุคคลใดจะถูกริดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและอาศัย กระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

(2) บุคคลผู้ถูกจับกุมย่อมได้รับการแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม และการ แจ้งข้อหาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนโดยพลันในเวลาที่มีการจับกุม
ฯลฯ

ข้อ 10

1. บุคคลทั้งหลายที่ถูกริดรอนเสรีภาพ ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม และได้รับ การเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

2. (ก) พึงจำแนกผู้ต้องหาว่ากระทำผิดจากผู้ต้องโทษ และพึงได้รับการปฏิบัติที่ แตกต่างกันตามความเหมาะสมแก่สถานะอันมิใช่เป็นผู้ต้องโทษ
(ข) พึงแยกตัวผู้ต้องหาว่ากระทำผิดที่เป็นเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และให้นำ ตัวขึ้น พิจารณาพิพากษาคดีให้เร็วที่สุดที่จะทำได้

3. ระบบการราชทัณฑ์พึงประกอบด้วยการปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความมุ่งหมาย สำคัญที่จะให้มีการกลับเนื้อกลับตัว และการฟื้นฟูทางสังคม พึงจำแนกผู้กระทำผิดที่เป็น เด็กหรือเยาวชนจากผู้ใหญ่ และได้รับการปฏิบัติตามความเหมาะสมแก่วัยและสถานะทาง กฎหมาย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติรับรอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนี้

มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายเท่าเทียมกัน
ฯลฯ
มาตรา 31 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย หรือ ไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ ด้วยวิธีการ โหดร้ายหรือไร้มนุษย์ธรรมตามความในวรรคนี้

มาตรา 33 ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มี ความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติ ต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้
มาตรา 75 รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิและเสรี ภาพของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพและอำนวย ความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบราชการและ งานของรัฐอย่างอื่นให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน
มาตรา 241 ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวน หรือ พิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรมในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามี สิทธิให้ทนายความ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้
ฯลฯ
มาตรา 242 ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วย เหลือจากรัฐด้วย การจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติในกรณีที่ผู้ถูกควบคุม หรือคุมขังไม่อาจหาทนายความได้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ โดยจัดหาทนายความให้ โดยเร็ว
ฯลฯ

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

มาตรการเร่งด่วน

1. การสอบสวน สืบสวน การทำแผนประทุษกรรมประกอบการรับสารภาพการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ต้องหาหรือจำเลย พึงปฏิบัติโดยคำนึงถึงหลัก สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และด้วยความชอบธรรม

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ระยะเวลาการดำเนินงาน : ภายในปีแรกของระยะเวลาตามแผน

2. หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องร่วมมือกันในการลดมาตรการลงโทษ ผู้กระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ต้องใช้โทษจำคุกโดยไม่จำเป็นโดยอาจใช้วิธีการรอ การลงโทษ รอการกำหนดโทษ หรือการชะลอการฟ้องมาแทนการลงโทษจำคุก ทั้งนี้ หากจะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ และให้มีการบังคับใช้มาตรการ ดังกล่าวอย่าง จริงจัง

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม, ศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงมหาดไทย (กรมราชทัณฑ์)
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายใน 3 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน

3. กรมราชทัณฑ์ต้องกำหนดมาตรการในการลงโทษฐานผิดวินัยต่อผู้ต้องขัง ต้องปฏิบัติตามระเบียบโดยเคร่งครัด เช่น ก่อนที่จะลงโทษผู้ต้องขัง ต้องให้โอกาสผู้ต้อง ขังได้ ชี้แจงให้ข้อเท็จจริง

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในปีแรกของแผน

4. กระทรวงมหาดไทยจะต้องเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 35 ยกเลิกโทษทางวินัยบางประเภท ได้แก่ การขังห้องมืด และการเฆี่ยน เพราะ ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายใน 3 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน

5. รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการสร้างและดำเนินการเรือนจำให้ได้มาตรฐาน ทั้งการควบคุมและการอบรมแก้ไข ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังให้ดีขึ้น อีกทั้งต้องจัดบุคลากรให้เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในปีแรกของแผน

6. ควบคุมการใช้เครื่องพันธนาการโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์โดยให้ได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับโทษที่กระทำผิด

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ กระทรวง มหาดไทย
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในปีแรกของแผน

7. การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องมีการตรวจ สอบได้โดยองค์กรเอกชน หน่วยงานภายนอกหรือสื่อมวลชน

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในปีแรกของแผน

8. รัฐควรให้การสนับสนุนระบบการแก้ไขฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยของกรมราชทัณฑ์อย่างจริงจัง มีการฝึกอาชีพประเภทที่สามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้น โทษได้ รวมทั้งต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า ผู้กระทำความผิดสามารถกลับ ตนเป็นคนดี และไม่เป็นภัยแก่สังคมแล้ว นอกจากนี้ จะต้องแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้มีโอกาสสมัครงานได้เหมือนกับประชาชนโดยทั่วไป

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงมหาดไทย (กรมราชทัณฑ์) กระทรวง แรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงาน ก.พ.
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายใน 3 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน

9. กรมราชทัณฑ์ ต้องพิจารณาหาวิธีการให้ผู้ต้องขังได้รับทราบข่าวสาร สาธารณะจากสื่อสารมวลชนตามสมควรตามสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ ทราบข่าวความเป็นไปของบ้านเมือง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะได้ปรับ ตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและบ้านเมืองเมื่อพ้นโทษออกมา รวมทั้งต้องส่ง เสริมและสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้รับการศึกษา ทั้งด้านวิชาชีพ และด้านสามัญตามสิทธิ ในการได้รับการศึกษา จนถึงระดับที่สามารถนำไปใช้ได้เมื่อพ้นโทษแล้ว

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงมหาดไทย (กรมราชทัณฑ์)
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในปีแรกของแผน

10. ให้นำวิธีพิจารณาคดีต่อเนื่องมาใช้กับคดีที่จำเลยอยู่ในสภาพการณ์ดัง กล่าว และสร้างจิตสำนึกให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความเดือดร้อนของจำเลย โดยเฉพาะใน คดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ต้องออกกฎหมายเยียวยาชดใช้แก่จำเลย เพื่อทดแทน ความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและทางใจที่จำเลยได้รับในรูปของค่าชดใช้

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สภาทนายความ ศาลยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายใน 5 ปีแรกของระยะเวลาตามแผน
มาตรการระยะยาว

1. รัฐจะต้องจัดให้มีสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังระหว่างคดีที่คดียังไม่สิ้นสุด ซึ่ง กฎหมายถือเป็นผู้บริสุทธิ์แยกออกต่างหากจากนักโทษคดีที่ตัดสินเด็ดขาดแล้ว เพราะ การบริหารการจัดการไม่เหมือนกัน และเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 33 ที่บัญญัติว่า ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาและจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงมหาดไทย (กรมราชทัณฑ์) สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในระยะเวลา 5-10 ปี ของระยะเวลา ตามแผน

2. รัฐต้องจัดสร้างสถานที่กักขังให้เพียงพอที่จะรองรับผู้ต้องกักขังแทนการใช้ ห้องกักขังที่สถานีตำรวจ และต้องแก้ไขกฎหมาย โดยเพิ่มการกักขังแทนค่าปรับให้มี อัตราต่อวันสูงขึ้น นอกจากนี้ควรหามาตรการอื่นเพื่อเป็นทางเลือกใช้กับกรณีที่จำเลยไม่มี เงินชำระ ค่าปรับนอกเหนือจากการกักขังแทนค่าปรับ เช่น ให้จำเลยทำงานอย่างอื่นที่ เป็นประโยชน์แก่สังคมเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกคุมประพฤติระหว่างรอการลงโทษ เพื่อฟื้นฟู ความประพฤติ ให้เป็นพลเมืองดี เป็นต้น

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ : กระทรวงมหาดไทย (กรมราชทัณฑ์) กระทรวงยุติ ธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงบประมาณ
ระยะเวลาการดำเนินการ : ภายในระยะเวลา 10 ปี ของระยะเวลาตามแผน โดยสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

4.1 สิทธิมนุษยชนของเด็ก
4.2 สิทธิมนุษยชนของสตรี
4.3 สิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ
4.4 สิทธิมนุษยชนของคนพิการ
4.5 สิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย
4.6 สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์
4.7 สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อย
4.8 สิทธิมนุษยชนของคนต่างด้าว
4.9 สิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัย
4.10 สิทธิมนุษยชนของคนไร้สัญชาติ
4.11 สิทธิมนุษยชนคนจน
4.12 สิทธิมนุษยชนของผู้ใช้แรงงาน
4.13 สิทธิมนุษยชนของเกษตรกร
4.14 สิทธิมนุษยชนของผู้บริโภค
4.15 สิทธิมนุษยชนของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
4.16 สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องคุมขัง
4.17 สิทธิมนุษยชนของผู้พ้นโทษ
4.18 สิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย (เหยื่ออาชญากรรม)
4.19 สิทธิมนุษยชนของชุมชน
4.20 สิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการสงเคราะห์จากรัฐ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook