บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สิทธิมนุษยชน

บทที่ 1 ปฐมบท
บทที่ 2 นโยบายสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน
บทที่ 4 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนตามกลุ่มเป้าหมาย
บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญา และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ
บทที่ 6 การส่งเสริมการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน
บทที่ 7 กลไกการบริหารการจัดการเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

บทที่ 5 การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ตามสนธิสัญญาและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ

การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญาและแนวปฏิบัติระหว่าง ประเทศ

1. อารัมภบท

โดยที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมและต่อประชาคม ระหว่างประเทศมาโดยตลอดในปี ค.ศ.1948 สหประชาชาติจึงได้มีมติรับรองปฏิญญา สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเพื่อประกันศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนขั้น พื้นฐาน เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพจากการไม่ถูกทรมาน หลักการไม่เลือกปฏิบัติ เป็นต้น ซึ่งแม้ปฏิญญาจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่จะบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับสิทธิ มนุษยชนเหล่านี้ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตีความและการกำหนดสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานดังกล่าวไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ซึ่งสหประชาชาติได้ จัดทำขึ้นมาในภายหลัง เพื่อให้มีผลผูกพันตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อย่างแท้จริง อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ.1979 เป็นต้น

2. สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เนื่องจากเชื่อ มั่นและศรัทธาในข้อบทต่าง ๆ ของสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งพันธกรณีทั้งหลาย จะสามารถประกันให้ประชาชนได้รับสิทธิที่มนุษย์พึงมีโดยครบถ้วน โดยมีรัฐเป็นผู้ประกันและให้สิทธิดังกล่าว และไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ในปัจจุบัน ไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิ มนุษยชนทั้งสิ้น 19 ฉบับ ซึ่งมีทั้งสนธิสัญญาภายใต้กรอบสหประชาชาติ และภายใต้ กรอบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ดังนี้

2.1 สนธิสัญญาภายใต้กรอบสหประชาชาติ

    (1) อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการค้าทาสผิวขาว ค.ศ.1904 และ 1910 (International Convention for Suppression of the White Slave Traffic 1904 and 1960)
หมายเหตุ ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ค.ศ.1910 โดยการภาค ยานุวัติ และโดยที่ข้อ 8 ของอนุสัญญาดังกล่าวกำหนดไว้ว่า การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ฉบับนี้จะ ถือว่าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ค.ศ. 1904 ด้วย หากไม่มีการแจ้งเป็นอย่างอื่น ดังนั้น โดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ค.ศ.1910 ไทยจึงเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 ด้วย อนึ่ง บทบัญญัติส่วนใหญ่ของอนุสัญญาฯ ค.ศ. 1904 และ ค.ศ.1910 ถูกแทนที่โดยอนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ค.ศ.1921 แล้ว
    (2) อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ค.ศ.1921 (International Convention for the Suppression of the Traffic in Women and Children 1921)
หมายเหตุ ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2465 (ค.ศ.1922)
    (3) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางการเมืองของสตรี ค.ศ.1952 (Convention on the Political Rights of Women 1952)
หมายเหตุ อนุสัญญามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2497 (ค.ศ.1954) โดยไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2497 (ค.ศ.1954)
    (4) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ.1979 (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women 1979)
หมายเหตุ อนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 3 กันยายน 2524 (ค.ศ. 1981) โดยไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2528 (ค.ศ.1985)
    (5) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 (Convention on the Rights of the Child 1989)
หมายเหตุ อนุสัญญาฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 (ค.ศ.1990) โดยไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 (ค.ศ.1992)
    (6) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Convenant on Civil and Political Rights 1966)
หมายเหตุ กติกาฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2519 (ค.ศ.1976) โดยไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 (1996)
    (7) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 (International Convenant on Economic, Social and Cultural rights, 1966)
หมายเหตุ กติกาฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2519 (ค.ศ.1976) โดยไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542

2.2 สนธิสัญญาภายใต้กรอบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศทั้งหมด 12 ฉบับ คือ

    (1) อนุสัญญาฉบับที่ 14 ว่าด้วยการหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ในงาน อุตสาหกรรม พ.ศ.2464 (ค.ศ.1921)
    (2) อนุสัญญาฉบับที่ 19 ว่าด้วยการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกันในเรื่องค่า ทดแทนสำหรับคนชาติในบังคับ และคนต่างชาติ พ.ศ.2468 (ค.ศ.1925)
    (3) อนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับ พ.ศ. 2473 (ค.ศ.1930)
    (4) อนุสัญญาฉบับที่ 80 ว่าด้วยการแก้ไขบางส่วนของอนุสัญญา พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946)
    (5) อนุสัญญาฉบับที่ 88 ว่าด้วยการจัดตั้งบริการจัดหางาน พ.ศ. 2491 (ค.ศ.1948)
    (6) อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันของคน งานชายและหญิง พ.ศ. 2494 (ค.ศ.1951)
    (7) อนุสัญญาฉบับที่ 104 ว่าด้วยการเลิกบังคับทางอาญาแก่กรรมกร พื้นเมืองที่ละเมิดสัญญาจ้าง พ.ศ. 2498 (ค.ศ.1955)
    (8) อนุสัญญาฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ พ.ศ. 2500 (ค.ศ.1957)
    (9) อนุสัญญาฉบับที่ 116 ว่าด้วยการแก้ไขบางส่วนของอนุสัญญา พ.ศ. 2504 (ค.ศ.1961)
    (10) อนุสัญญาฉบับที่ 122 ว่าด้วยนโยบายการทำงาน พ.ศ. 2507 (ค.ศ.1964)
    (11) อนุสัญญาฉบับที่ 123 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำที่อนุญาตให้ทำงานใน เหมืองใต้ดิน พ.ศ. 2508 (ค.ศ.1965)
    (12) อนุสัญญาฉบับที่ 127 ว่าด้วยน้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตให้คนงาน คนหนึ่งแบกหามได้ พ.ศ. 2510 (ค.ศ.1987)

3. ข้อสงวนและคำแถลงตีความที่ไทยตั้งไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิ มนุษยชน

ในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาต่าง ๆ รัฐอาจจัดทำข้อสงวนต่อข้อบทบางข้อของสนธิสัญญา หากเห็นว่าตนไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในข้อนั้นได้ หรืออาจจัดทำเป็นคำ แถลง ตีความ เพื่อแจ้งให้รัฐภาคีอื่น ๆ ทราบว่า ไทยตีความข้อบทนั้น ๆ ว่าอย่างไร ซึ่งไทย ได้ตั้งข้อสงวนและคำแถลงตีความในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนี้

    (1) อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ค.ศ.1921
ข้อสงวนเกี่ยวกับการจำกัดอายุในวรรค (b) ของ Final Protocol ของอนุสัญญา ลงวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1916 และข้อ 5 ของอนุสัญญา 1921 เมื่อเกี่ยวข้องกับคน สัญชาติไทย
    (2) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ.1979
ในขณะเข้าเป็นภาคี ไทยตั้งข้อสงวนต่อข้อบทต่าง ๆ จำนวน 7 ข้อ คือ (ก) ข้อ 7 ความเสมอภาคทางการเมืองและตำแหน่งราชการ (ข) ข้อ 9 วรรค 2 การถือสัญชาติของ บุตร (ค) ข้อ 10 การเสมอภาพในการศึกษา (ง) ข้อ 11 วรรค 1 (b) โอกาสในการที่จะ ได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน (จ) ข้อ 15 วรรค 3 การทำสัญญาของสตรี (ฉ) ข้อ 16 ความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส (ช) ข้อ 29 การระงับการตีความ การระงับ ข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ

ต่อมาไทยได้เพิกถอนข้อสงวนในข้อ 7 ข้อ 9 วรรค 2 ข้อ 11 วรรค 1 และ ข้อ 15 วรรค 3 ซึ่งการยกเลิกข้อสงวนดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2539 (ค.ศ.1996) ปัจจุบันไทยจึงยังคงมีข้อสงวนต่อข้อบท 2 ข้อ คือ ข้อ 16 และ 29
    (3) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989
ในขณะเข้าเป็นภาคีไทยตั้งข้อสงวนไว้ทั้งสิ้น 3 ข้อ คือ ข้อ 7 (สิทธิในการได้สัญชาติ) ข้อ 22 (สิทธิของเด็กหญิงไทย) และข้อ 29 (สิทธิที่จะได้รับการศึกษา) ต่อมาได้ เพิกถอนข้อสงวนต่อข้อ 29
    (4) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ไทยได้ทำคำแถลงตีความไว้ในข้อ 1 วรรค 1 (สิทธิกำหนดใจตนเอง - Right to self-determination) ข้อ 6 วรรค 5 (โทษประหารชีวิต) ข้อ 9 วรรค 3 (การนำ ตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล) และข้อ 20 วรรค 1 (การตีความคำว่าสงคราม)
    (5) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
ไทยได้ทำคำแถลงตีความในข้อ 1 วรรค 1 (สิทธิกำหนดใจตนเอง - Right to self-determination)

4. สภาพปัญหาในการปฏิบัติตามสนธิสัญญา

4.1 การออกกฎหมายอนุวัติการ

สนธิสัญญาที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีจะมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยต่อเมื่อได้มี กฎหมายอนุวัติการตามสนธิสัญญาแล้ว ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาใดๆ จะมีการตรวจสอบก่อนว่า กฎหมายภายในที่ใช้บังคับอยู่สอดคล้องกับพันธกรณีที่ระบุไว้ใน สนธิสัญญามากน้อยเพียงใด และหากจะต้องมีการแก้ไขหรือออกกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้ สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีตามสนธิสัญญาได้อย่างครบถ้วน ก็ต้องดำเนินการก่อนที่จะเข้า เป็นภาคีสนธิสัญญานั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติรองรับสนธิสัญญาอยู่แล้ว แต่กฎหมายย่อยอื่น ๆ อาทิ กฎกระทรวง ระเบียบ ภายในของหน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่สอดคล้องกับพันธกรณีบางข้อ และจำเป็นต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้ ก็อนุโลมให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงหลังจากเข้าเป็นภาคี อย่างไร ก็ดี ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไม่สามารถนำเหตุขัดข้องตามกฎหมายภายในมา อ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศได้ ซึ่งบางครั้งมีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายภายในล่าช้าเกินไป จนทำให้ไทยไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างครบถ้วน ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

4.2 การบังคับใช้กฎหมาย

ในบางกรณี แม้จะมีกฎหมายรองรับพันธกรณีต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่ไม่มีการ บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

4.3 การตั้งข้อสงวน

การตั้งข้อสงวนในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทำให้ประชาคมระหว่างประเทศ จับตามองว่าไทยยังคงมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่ไทยตั้งข้อสงวน และไม่จริงใจ ที่จะปรับปรุงและแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

4.4 การจัดทำรายงานการปฏิบัติตามพันธกรณีล่าช้า

ประเทศไทยไม่สามารถส่งรายงานการปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญา ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาได้ทันตามกำหนดระยะเวลา เนื่องจากขาดการจัดทำ ข้อมูลอย่างเป็นระบบและทันสมัย และหน่วยงานผู้ปฏิบัติไม่ได้แจ้งให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ จัดทำรายงานทราบถึงการปฏิบัติงานของตนตามพันธกรณี

4.5 การเข้าถึงข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล

เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนยังไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ ทำให้การค้นหาข้อมูลกระทำได้โดยยากและไม่ตรงตาม ความเป็นจริง นอกจากนี้ การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในด้านสิทธิมนุษยชนแก่หน่วยงาน ของรัฐและประชาชนยังเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่ต่อเนื่อง เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ มนุษยชนขึ้นผู้ถูกละเมิดไม่รู้ว่ารัฐมีมาตรการปกป้องคุ้มครองและเยียวยาซึ่งเป็นไปตามหลัก เกณฑ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง และ ในบางครั้งเอกชนเองก็เป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เนื่องจากขาด ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

4.6 งบประมาณและบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยรัฐเป็นไปอย่างจำกัด ทำให้การดำเนินงานในด้านนี้ของรัฐไม่มีความคล่องตัว ไม่ว่าจะ เป็นการติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของหน่วยงานต่าง ๆ การรวบรวมข้อมูล การจัด ทำรายงาน การอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพันธกรณี ระหว่างประเทศที่รัฐมีอยู่ และให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัตินั้น รวมทั้งการจัดทำ รายงานการปฏิบัติตาม พันธกรณี ฯลฯ

4.7 กลไกตรวจสอบในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในด้านสิทธิมนุษยชน

การพิจารณาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนเพิ่มเติมและการเพิกถอน ข้อสงวนที่ไทยเคยทำไว้....................ที่ผ่านมาไทยไม่มีหน่วยงานใดโดยเฉพาะที่มีอำนาจในการกำกับดูแลการ ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ การพิจารณาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชนเพิ่มเติม และการทบทวนความสอดคล้องของกฎหมายภายในต่อสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อให้สามารถ เพิกถอนข้อสงวนที่ไทยเคยทำไว้ การดำเนินการใน ด้านนี้มีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และเวลา ในการติดตามพัฒนาการของ กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และพัฒนาการของกฎหมายภายในที่เกี่ยว ข้องกับสิทธิมนุษยชน การดำเนินการในเรื่องนี้จึงล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดการ มองในภาพรวม ซึ่งส่งผลให้นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไม่มีความเป็นเอกภาพ ซับซ้อน และขัดกันเอง

5. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ

5.1 เป้าหมายระยะสั้น (ภายใน 3 ปี)

    5.1.1 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรง งานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 138 ว่าด้วยอายุขั้นต่ำในการรับเข้าทำงาน เนื่องจาก มาตรา 44 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 ได้บัญญัติห้ามการจ้างงานเด็กที่ มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่ง สอดคล้องกับพันธกรณีในอนุสัญญาฉบับนี้แล้ว
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง การต่างประเทศ
    5.1.2 เพิกถอนคำแถลงตีความของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในข้อ 6 วรรค 5 เรื่องโทษประหารชีวิต เมื่อมีการแก้ ไขประมวลกฎหมายอาญาให้ศาลกำหนดโทษประหารชีวิตได้เฉพาะบุคคลที่อายุเกินกว่า 18 ปีเท่านั้นแล้ว และข้อ 9 วรรค 3 เรื่องการนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภาย ในระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากขณะนี้กฎหมายไทยสอดคล้องกับพันธกรณีในข้อนี้แล้ว
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย
    5.1.3 เมื่อพระราชบัญญัติการใช้ชื่อและนามสกุลฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ แล้ว ควรมีการทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว การสมรส และสิทธิของ หญิงที่สมรสแล้ว เพื่อดำเนินการเพิกถอนข้อสงวนต่อข้อ 16 (เรื่องความเสมอภาคด้าน ครอบครัวและการสมรส) ของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติ
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสาน งานสตรีแห่งชาติ (กสส.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงการต่างประเทศ
    5.1.4 เพิกถอนข้อสงวนต่อข้อ 7 สิทธิในการได้สัญชาติของอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก เนื่องจากหลักการได้สัญชาติของไทยเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่าง ประเทศอยู่แล้ว
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสาน งานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
    5.1.5 ให้แต่ละหน่วยงานปรับปรุงระบบการจัดเก็บข้อมูลด้านสิทธิ มนุษยชนให้เป็นระบบ อยู่ในที่เดียวกัน โดยมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องและมีการ ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด ทั้งนี้ โดยอาจ ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.1.6 ให้การพิจารณาการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การทบทวน ความสอดคล้องของกฎหมายภายในต่อสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน การเพิกถอนข้อสงวนที่ไทยเคยทำไว้ และการกำกับดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่าง ประเทศดำเนินการผ่านคณะกรรมการพิเศษว่าด้วยการพิจารณาเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา ซึ่งมีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศเป็นเลขานุการ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสาน งานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

5.2 เป้าหมายระยะกลาง (ภายใน 5 ปี)

    5.2.1 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรง งานระหว่างประเทศต่างๆ ที่ถือได้ว่าคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงาน อาทิ

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวง การต่างประเทศ

    5.2.2 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาในกรอบ สหประชาชาติที่ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อาทิ

    5.2.3 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการ คุ้มครองเด็กและความร่วมมือในการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ ค.ศ.1993 เพื่อช่วย สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการค้าเด็กข้ามชาติ ซึ่งแฝงมาในรูปของการรับบุตรบุญธรรม

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสาน งานสตรีแห่งชาติ (กสส.) กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่าง ประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

5.3 เป้าหมายระยะยาว (ภายใน 10 ปี)

    5.3.1 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชนอื่นๆ ที่ไทยเห็นว่าจะช่วยประกันให้ประชาชนได้รับสิทธิที่มนุษย์พึงมีโดยครบ ถ้วน
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตาม พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น ในสนธิสัญญาฉบับนั้นๆ
    5.3.2 ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนให้หน่วยงานของรัฐและ ประชาชนทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตระหนักถึงหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนของประชาชน รวมทั้งให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิของตนและหน้าที่ของ รัฐในด้านสิทธิมนุษยชนที่มีต่อประชาชน
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด ทั้งนี้ โดยอาจ ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.3 ทบทวนกฎหมายต่างๆ ว่า ฉบับใดขัดหรือแย้งกับพันธกรณีใน ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีและเร่งดำเนินแก้ไข กฎหมายเหล่านั้นให้สอดคล้องกับพันธกรณีเหล่านั้น
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด ทั้งนี้ โดยอาจ ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.4 จัดงบประมาณในการสัมมนา ฝึกอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนให้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมการจัดทำรายงานการปฏิบัติตาม พันธกรณีจากสหประชาชาติ และส่งเจ้าหน้าที่ไปสังเกตการณ์การประชุมของคณะ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงบประมาณแห่งชาติ กระทรวงการต่าง ประเทศ ทั้งนี้ โดยอาจประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราช บัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.5 พิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับอื่น ๆ ที่เห็นว่าจะช่วยสร้างเสริมและยกระดับสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทย
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงาน ผู้ปฏิบัติ ทั้งนี้ อาจขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราช บัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.6 ศึกษาความเป็นไปได้ในการที่จะยอมรับกลไกที่มีอยู่ตามกฎหมาย สิทธิมนุษยชนฉบับต่าง ๆ ในการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบปัญหาสิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทย เช่น กลไกตาม พิธีสารเลือกรับ (Optional Protocol 1966) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งจะทำให้ปัจเจกชนสามารถฟ้องร้องคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอาจขอ ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.7 นำแผนปฏิบัติการที่กำหนดในปฏิญญา ต่าง ๆ มาปรับใช้
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมด ทั้งนี้ โดยอาจ ประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.8 สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และเป็นไปตามกฎ แห่งปารีส (Paris Principles)
หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ทุกหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ โดยประสานงานกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5.3.9 ร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อจัดตั้งศูนย์สิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียน (ASEAN Human Rights Center) เพื่อทำการศึกษาปัญหาด้านสิทธิ มนุษยชนรวม ทั้งรวบรวมข้อมูลและกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของประเทศ สมาชิก เพื่อหา แนวทางในการปรับปรุงสภาพสิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิก

หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอาจประสานงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook