บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

สังคมและวัฒนธรรม

ลัทธิการครอบโลก

“ลัทธิการครอบโลก” หมายถึง “การใช้ความเหนือกว่าของทุน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และอิทธิพลทางการเมือง ผ่านกลไกต่าง ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศมาบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ของประเทศที่มีก้าวหน้ากว่า ภายใต้แนวคิด “การค้าเสรี” ประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั้งโลกกำลังตกเป็นเหยื่อของลัทธินี้ โดยรัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างไม่รู้ตัวหรือด้วยความสมยอม

ช่วง 20 กว่าปีแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณ พ.ศ. 2488-2512) เศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมตะวันตกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดบริการสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการ แม้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ ในโลกที่สามก็ยังมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นในช่วงนั้น

ในปี ค.ศ.1960 ญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 4% ของโลก ขณะที่อเมริกาเหนือมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 37% ในขณะที่ปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 24% และช่วงทศวรรษที่ 90 มากกว่าครึ่งหนึ่งของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกได้เกิดขึ้นมาในทวีปเอเชีย

จนกระทั่งต้นทศวรรษที่ 1970 (ประมาณปี พ.ศ. 2513-2518) ลัทธิทุนนิยมก็เริ่มประสบปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ ประการแรก โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาล้นหลามเกินกว่าความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ เรียกว่า มี “การผลิตเกินขนาด” ประการที่สอง บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทสะสมกำไรได้เป็นจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีที่ทางให้ลงทุนได้ เรียกว่ามี “การสะสมทุนเกินขนาด” เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกประสบปัญหาการผลิตเกินขนาด และการสะสมทุนเกินขนาด นายทุนในประเทศตะวันตกจึงต้องมองหาลู่ทางอื่นที่จะทำกำไร ซึ่งก็ทำได้หลายวิธี เช่น นายทุนที่ยังคงผลิตสินค้าและบริการต่อไปและจะมองหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อขายสินค้าเป็นเหตุให้บริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาตั้งในทวีปเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งมีแรงงานราคาต่ำกว่า และเป็นตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัว สามารถรองรับสินค้าที่ผลิตเพิ่มขึ้นได้ หรือการใช้วิธีว่าจ้างบริษัทในประเทศอื่นให้ผลิตชิ้นส่วนบางอย่างของสินค้าที่สามารถผลิตได้ถูกที่สุดแล้วขนส่งข้ามประเทศมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์เต็มรูปในอีกประเทศหนึ่ง นายทุนต้องพยายามทำกำไรโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานที่มีอยู่ หรือนายทุนคนเลิกทำการผลิตแล้วหันไปใช้วิธีการเอากำไรที่สะสมได้ไปปล่อยเงินกู้เพื่อกินดอกเบี้ย และไป “เก็งกำไร” โดยการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และซื้อขายเงินตรา เพื่อเอาผลต่างระหว่างราคาซื้อกับขายเป็นกำไร ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตหนี้สินในประเทศเหล่านี้หลายครั้งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งวิกฤตการเงินในเอเชียที่เริ่มต้นที่ประเทศไทย เมื่อปี 2540 ด้วย

ช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 มีศูนย์กลางอำนาจอยู่สองทวีปที่ทรงพลังอำนาจของโลก กล่าวคือ อเมริกาเหนือและยุโรป แต่หากย้อนกลับไปในคริสตศตวรรษที่ 18-19 นั้นโลกมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ยุโรป

 

จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 21 หรือสหัสศวรรษใหม่กลับมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ เอเชีย อเมริกาเหนือและยุโรป ทั้งในส่วนข่าวสารข้อมูล เทคโนโลยีและทุนซึ่งได้เคลื่อนผ่านข้ามแนวเขตพรมแดนด้วยความเร็วของช่องทางจดหมายอีเล็คทรอนิค (e-mail)

หลายคนมองว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติของโลกมีขีดจำกัดในการรองรับและดูดซับมลภาวะที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทุกขณะได้

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์ เสนอว่า โลกาภิวัตน์มีส่วนในการแพร่กระจายของเทคโนโลยีการสื่อสาร ช่วยให้ทุกคนในโลกใกล้ชิดกันเสมือนเป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน เรียกว่า “หมู่บ้านโลก” โดยยกสถิติการใช้อินเตอร์เน็ทที่เพิ่มมากขึ้น

ในประเด็นเดียวกัน ฝ่ายค้านโลกาภิวัตน์ก็แย้งว่า “หมู่บ้านโลก” ไม่สามารถเป็นจริงได้สำหรับทุกคน เพราะเทคโนโลยียังคงอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่ในโลกคือประมาณ 80% ยังไม่มีโทรศัพท์ใช้เลย และ 70% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีกด้วย พร้อมกับเสนอว่าเทคโนโลยีที่ควรพัฒนาขึ้นมาควรจะมุ่งตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นของเล่นฟุ่มเฟือย และเป็นเครื่องมือเพิ่มพูนอำนาจให้แก่คนรวย อุดมการณ์ตลาดเสรีจึงส่งเสริมความเป็นปัจเจกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหากำไร และความสำเร็จส่วนตนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการเป็นสำคัญ ในฐานะที่รัฐมีหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อที่ประเทศจะได้พัฒนา

บทบาทหลักของรัฐจึงอยู่ที่การส่งเสริมให้ธุรกิจทำกำไรให้มากที่สุด มาตรการด้านนโยบายที่จะสนับสนุนอุดมการณ์ตลาดเสรีที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์นี้ มีอยู่ 3 ประการ ได้แก่
(1) การแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน
(2) การยกเลิกระเบียบข้อบังคับ และ
(3) การเปิดเสรีด้านการค้าและการเงิน

มาตรการด้านนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการโลกาภิวัตน์ และท้ายที่สุดประเทศที่ไม่มีอำนาจในการแข่งขันก็ตกเป็นเบี้ยล่าง / เกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ / ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและสังคมขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ นั่นเอง (ยรรยง สินธุ์งาม, 2549)

ตัวอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์

ในสถานการณ์เช่นปัจจุบันเรามักพบกับรูปแบบความขัดแย้ง / ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งทั้งในองค์การ และสังคมทั่ว ๆ ไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนระหว่างประเทศ ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมดังที่เหมาเจ๋อตง กล่าวไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความขัดแย้ง ก็ไม่มีโลก”

ประเภทของวัฒนธรรม
กระบวนการทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์
ประชากรและสังคมโลก
สังคมโลก
ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์
ลัทธิการครอบโลก
พัฒนาการของความขัดแย้ง
สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกตามการจัดแบ่งมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง
ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรม ระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์
การเชื่อมต่อของอารยธรรมขงจื๊อ-อิสลาม
พันธมิตรด้านมืด

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook