บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

สังคมและวัฒนธรรม

ประเภทของวัฒนธรรม
กระบวนการทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์
ประชากรและสังคมโลก
สังคมโลก
ภูมิศาสตร์วัฒนธรรมโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์
ลัทธิการครอบโลก
พัฒนาการของความขัดแย้ง
สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกตามการจัดแบ่งมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง
ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรม ระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์
การเชื่อมต่อของอารยธรรมขงจื๊อ-อิสลาม
พันธมิตรด้านมืด

สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกตามการจัดแบ่งมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง

สหภาพพม่า

ดุจฤดี คงสุวรรณ์ (2547) ได้นำเสนอสถานการณ์ความรุนแรงของความขัดแย้งในสหภาพพม่าไว้ภายใต้มุมมองในเรื่องความมีอคติทางชาติพันธ์ต่างๆในสหภาพพม่า ทั้งนี้เป็นเพราะดินแดนและประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมความเป็น “ชาติ” ของสหภาพพม่านั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งและแตกต่าง ดังข้อมูลที่กล่าวถึง ความเชื่อในเรื่องความแตกต่างระหว่าง “กลุ่มชาติพันธุ์พม่า” กับ “กลุ่มชาติพันธุ์อื่น” การศึกษาถึงความแตกต่างดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างหาคำตอบให้ชัดเจนได้ยากว่าแท้จริงแล้วชนเชื้อสายพม่าต่างจาก “กลุ่มชาติพันธุ์อื่น” อื่นอย่างไร เพราะประเทศพม่ามีชนหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันและมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่อกันมายาวนาน ทั้งที่เป็นผู้รับมาแต่แรกและเป็นผู้ให้ในภายหลัง ดังที่อาจารย์วิรัช นิยมธรรม นักวิชาการประจำศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวรได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า “...คนพม่าคือคนที่มีเชื้อสายพม่าและพูดภาษาพม่าเป็นภาษาแรกมาแต่กำเนิด และหากพิจารณาจากวิถีชีวิตของชาวพม่าในปัจจุบัน พม่ามีธรรมเนียมนิยมอันเนื่องด้วยพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นส่วนใหญ่ (ประเทศพม่ามีผู้ถือพุทธราว 85 %) มีความเชื่อเรื่องเทพนัตอย่างฝังแน่น และดำรงความเป็นอยู่อย่างพม่าไว้ได้อย่างมั่นคง เช่น ชาวพม่านิยมนุ่งโสร่ง นุ่งซิ่น โพกผ้า พกลูกปะคำ ทาแป้งตะนะคา นิยมกินถั่ว ดื่มน้ำชา กินหมาก และชอบอาหารรสมันดังนี้เป็นต้น...” (วิรัช นิยมธรรม, 2550)

นอกจากนั้นหากพิจารณาตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาของพม่าก็พบว่ากษัตริย์พม่าสืบเชื้อสายมาแต่ศากยวงศ์ และเชื่อว่าเมืองแห่งแรกของชนเผ่าพม่าในแผ่นดินสหภาพพม่า เริ่ม ณ เมืองตะกอง ดังคำกล่าวว่า “จุดเริ่มของสหภาพพม่ามาแต่ตะกอง” อย่างไรก็ตามนักวิชาการ อาทิ ศาสตราจารย์ลูช (G.H. Luce) สันนิษฐานว่า ชนเผ่าพม่าน่าจะเริ่มรกราก ณ พื้นที่เจ้าก์แซ อยู่ตอนล่างเมืองมัณฑะเล ซึ่งขัดกับความเชื่อเดิมของชาวพม่านั่นเอง

อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่าคนเชื้อสายพม่าคงเริ่มตั้งหลักแหล่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศตามแถบลุ่มแม่น้ำเอราวดี แล้วจึงค่อยๆแพร่กระจายไปสู่ดินแดนรอบนอกโดยเฉพาะทางตอนใต้และทางตะวันตกเฉียงใต้ และจากหลักฐานทางภาษา พออนุมานได้ว่าบรรพบุรุษของพม่ามีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นบริเวณที่ยังคงมีพวกโลโลหรือพวกยี (Yi) กลุ่มชนร่วมเชื้อสายกับพม่าอาศัยอยู่ จากนั้นชาวพม่าจึงอพยพไปทางตะวันตก แล้วค่อยๆเคลื่อนย้ายลงมาตามลุ่มแม่น้ำอิระวดี และรวมตัวกันจนเป็นปึกแผ่น โดยสร้างเมืองพุกามขึ้นที่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเอราวดีตอนกลาง ประวัติศาสตร์พม่าได้เริ่มปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา อารยธรรมพม่าเจริญมาด้วยการหลอมรวมมรดกจากชนหลายเผ่าพันธุ์

ศาสตราจารย์ลูช (1985) กล่าวว่าชนชาติฉิ่น แตะ และกันตู ถือเป็นสหายของชนชาติพม่า มอญมอบอารยธรรมด้านพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและตัวอักษร พยูถ่ายทอดมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ปะหล่องกับละว้าแถบเจ้าก์แซและมีนบู รวมถึงกะเหรี่ยงให้ความรู้แก่พม่าในด้านชลประทานและการทำนา และพม่าสืบศาสนาพุทธและพราหมณ์จากอินเดีย ดังนั้นตามความเห็นของศาสตราจารย์ลูช พม่าจึงเป็นดุจรูปธรรมของร่องรอยความหลากหลายทางอารยธรรมจากชนหลายเผ่าพันธุ์นั่นเอง

ปัจจุบันประเทศพม่าได้ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Union of Myanmar หรือ “สหภาพพม่า” ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงในการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี ค.ศ. 1988 และเหตุที่รัฐบาลได้ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่นี้ก็คงเพื่อสร้างเอกภาพขึ้นในนามและยังเป็นการแสดงท่าทียึดมั่นในแนวทางชาตินิยมมากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจากคำว่า “Burma” นั้นเป็นคำที่ต่างชาติกำหนดเรียกกันเอง จึงถือเป็นสำเนียงต่างด้าว ชื่อประเทศใหม่ของพม่าคือ “สหภาพพม่า” ที่ใช้บ่งชี้ทั้งความเป็นดินแดน ประชาชนและวัฒนธรรมของประเทศโดยส่วนรวม

ส่วนคำว่า “พม่า” หรือที่กำหนดใหม่ว่า “Bamar” แทนคำ “Burman” ใช้หมายถึงเฉพาะชนเชื้อสายพม่าที่ต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆนั่นเอง

การทำความเข้าใจลักษณะทางวัฒนธรรมพม่า และความเป็นมาทางชาติพันธุ์ของชนชาติพม่าที่แท้จริงนั้น นอกจากจะศึกษาร่วมไปกับชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆในสหภาพพม่าและประเทศไทยแล้ว จึงยังสามารถศึกษาจากชนพื้นเมืองเชื้อสายพม่าสำเนียงต่างๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศสหภาพพม่าได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในประเด็นที่อาจถือเป็นชนวนสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความมีแนวคิดหรือมุมมองที่คิดว่าชนชาติของตนนั้นยิ่งใหญ่ สืบเชื้อสายมาจากเทพชั้นสูง ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นด้วย เรียกว่า “การมีอคติทางชาติพันธุ์ในกลุ่มชาติพันธุ์พม่า” นั่นเอง

จากข้อมูลข้างต้นเป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วแม้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะให้ความสำคัญต่อ “กลุ่มชาติพันธุ์อื่น” อยู่ตลอดเวลา แต่ชาวพม่ายุคหลังการเปลี่ยนแปลงกลับมองว่าการที่ราชอาณาจักรพม่าดำรงอยู่ได้เป็นเวลายาวนานนั้นเป็นเพราะวีรบุรุษของชาวพม่าที่มีความสามารถป้องกันและปราบปรามภัยจากภายนอกได้ จนกระทั่งราชอาณาจักรสหภาพพม่าถึงกาลต้องสิ้นสถาบันกษัตริย์และสิ้นอธิปไตยในปี ค.ศ. 1885 เจ้าอาณานิคมอังกฤษได้เข้ามาล้มเลิกระบบการปกครองเดิมของพม่าและครอบครองแผ่นดินสหภาพพม่าอย่างเบ็ดเสร็จ

ช่วงแห่งการสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์และอำนาจอธิปไตยข้างต้นถือเป็นยุคแห่งการสิ้นชาติและการสั่งสมอารยธรรมของชาวพม่ามาแต่เดิม และอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงแห่งการเริ่มต้นความแตกแยกในลัทธิและเผ่าพันธุ์ นักวิชาการหลายท่านกล่าวว่าอังกฤษเป็นต้นเหตุของ “อคติทางชาติพันธุ์” ในพม่า อังกฤษสร้างความแตกแยกทางชนชาติจนเกิดเป็นปัญหาสงครามกลางเมืองระหว่าง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในพม่าจนเป็นปัญหาตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน (วิรัช นิยมธรรม,2550)

ช่วงที่พม่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคนั้น (ค.ศ.1948–1962) สหภาพพม่ามีปัญหาทั้งเรื่องเอกภาพระหว่างชนเผ่าและระหว่างกลุ่มลัทธิทางการเมือง มีการต่อสู้ของผู้ก่อการร้ายที่เรียกร้องอิสระทางการเมืองและการปกครอง และยังมีการแตกแยกระหว่างกลุ่มนักการเมืองภายในพรรครัฐบาล รัฐบาลอูนุในขณะนั้นไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาของชาติได้ นายพลเนวินจึงได้รับเชิญให้มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ร้ายให้ผ่านพ้น เหตุนี้กองทัพพม่าซึ่งนำโดยนายพลเนวินจึงถูกมองว่าเป็นอัศวินที่เข้ามาช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์อันเลวร้ายให้คืนสู่ความสงบสันติ

ท้ายที่สุดประชาธิปไตยในระบบหลายพรรคที่ต่างฝ่ายต่างพยายามต่อสู้กันเพื่อแย่งอำนาจได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยในพม่าถูกผลักไปอยู่ในตำนานเป็นเวลากว่า 20 ปี (ค.ศ. 1962 - 1988) เพราะในปี ค.ศ. 1962 กองทัพพม่าได้ทำการรัฐประหาร แล้วนำระบบการปกครองแบบพรรคเดียวมาใช้ โดยเรียกการเมืองระบบนี้ว่า “การเมืองของประชาชน” เพื่อให้ต่างจาก “การเมืองของพรรค”

อย่างไรก็ตาม พรรคสันนิบาตอิสรภาพต่อต้านฟาสซิสต์ของนายกรัฐมนตรีอูนุในยุคทดสอบประชาธิปไตยสมัยเดียวของพม่า และพรรคแนวทางสังคมนิยมของรัฐบาลทหารโดยนายพลเนวินในยุคทดสอบวิถีสังคมนิยมต่างก็ประสบกับความล้มเหลวทางการเมือง กระนั้นพม่ากลับอ้างว่าเป็นเพราะบรรดาผู้นำกลุ่มต่างๆในอดีตต่างไม่ลงรอยกัน และมัวหลงยึดติดในลัทธิทางการเมืองและความแตกต่างในเผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวการปราบปรามด้วยวิธีรุนแรงจึงมิอาจจะเลี่ยงได้ ภายใต้การปกครองเบ็ดเสร็จของนายพลเนวิน การต่อสู้ระหว่างชนชาติกลุ่มน้อยและรัฐบาลพม่ายังคงดำเนินต่อมา พร้อมกับภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้พม่าถูกนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก จนรัฐบาล เนวินต้องประกาศลดค่าเงินจั๊ด (Kyat) ในเดือนกันยายน 2530 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมประท้วงของประชาชนทั่วประเทศ ตามมาด้วยการปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมกันกลางใจเมืองร่างกุ้งในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 เหตุการณ์การสังหารหมู่ครั้งนั้น เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ 8-8-88 (เหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988) และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนชาวพม่าตกอยู่ในภาวะยากแค้นแสนสาหัสตราบจนทุกวันนี้ (คณะกรรมการจัดงาน, 2544)

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นความรุนแรงที่ยังคงสืบเนื่องมาจากการมีอคติทางชาติพันธุ์ข้างต้นจนนำไปสู่สถานการณ์ในพม่าด้านการเมืองกับสิทธิมนุษยชนเหนือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กล่าวคือ รัฐบาลพม่าซึ่งมาจากคณะนายทหารที่ยึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2531 มีนโยบายมุ่งรักษาเสถียรภาพ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ โดยปกครองประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญและใช้มาตรการที่แข็งกร้าวเด็ดขาดเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้นานาประเทศมองว่ารัฐบาลพม่าขาดความชอบธรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2533 การจับกุมคุมขังบุคคลที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นจำนวนมากและการประวิงเวลาเพื่อให้ตนอยู่ในอำนาจต่อไป รัฐบาลพม่ามีความพยายามที่จะลดแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศอยู่บ้าง โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2546 พลเอก ขิ่น ยุ้น นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ “Roadmap towards Democracy” ของพม่า ซึ่งกำหนดขั้นตอนการดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตยของพม่า 7 ขั้นตอน ขั้นตอนที่สำคัญคือการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติ (National Convention) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เริ่มการประชุมแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 และขณะนี้การประชุมได้หยุดพักเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 โดยจะเริ่มประชุมใหม่หลังฤดูมรสุม นอกจากนี้รัฐบาลพม่าได้เริ่มกระบวนการเจรจากับชนกลุ่มน้อยที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย

แม้ว่าจะเริ่มพบสัญญาณการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนในพม่าบ้างแต่รายงานข่าวจากวอชิงตัน สหรัฐอเมริกายังเปิดเผยผลการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2547 ระบุว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพม่า

ในรายงานระบุว่า รัฐบาลทหารปกครองประเทศโดยไม่คำนึงถึงข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในปีนี้ได้เลวร้ายลงไปอีก โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงมีการข่มขืนและทรมานนักโทษ “ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์หรือเปลี่ยนรัฐบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังมีการวิสามัญฆาตกรรม มีการข่มขืน ทรมาน เฆี่ยนตี กับนักโทษและผู้ที่ถูกกักขัง” พร้อมชี้ว่า รัฐบาลพม่ายังกักตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ

ในปี 2547 รัฐบาลทหารพม่าได้จับผู้สนับสนุนประชาธิปไตยอย่างน้อย 85 คน ในจำนวนดังกล่าว 42 คนถูกปล่อย และ 43 คนยังอยู่ในเรือนจำ โดยส่วนใหญ่ของผู้ที่ถูกจับเป็นสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซูจี และแม้พม่าปล่อยตัวนักโทษการเมืองในช่วงที่ผ่านมาอย่างน้อย 100 คน แต่ยังมีผู้ที่ถูกจับจากปัญหาด้านความมั่นคงอีก 1,500 คน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้จัดให้พม่าเป็น 1 ใน 6 ชาติด่านหน้าแห่งการปกครองแบบกดขี่ (ซึ่งรวมถึงเกาหลีเหนือ คิวบา อิหร่าน เบลารุสและซิมบับเว) (กรุงเทพธุรกิจ, 2548)

สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย
สาธารณรัฐแองโกลา
สาธารณรัฐบุรุนดี
คอเคซัสและรัสเซีย
สาธารณรัฐโคลอมเบีย
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซาอีร์)
เอธิโอเปีย ,รัฐเอริเทรีย ,สาธารณรัฐประชาธิปไตยโซมาลี
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
สาธารณรัฐอินเดีย ,สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
สาธารณรัฐอิรัก
รัฐอิสราเอล ,สาธารณรัฐเลบานอน
รัฐอิสราเอล กับปาเลสไตน์
สาธารณรัฐตุรกี ,เคอร์ดิสถาน
โคโซโว (ยูโกสลาเวีย)
สหรัฐเม็กซิโก
สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน
สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
สาธารณรัฐซูดาน
สหภาพพม่า

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook