ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

หน้าบ้าน ห้องสมุด »

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญากรีกสมัยเสื่อม

ปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรือง

โซฟิสต์

หลักจากที่จักรพรรคดิยุสติเนียนแห่งโรมได้สั่งปิดสำนักปรัชญากรีกที่ไม่นับถือศาสนาคริสต์เมื่อ พ.ศ.1072 ทำให้สำนักปรัชญาอะคาเดมีและลีเซอุมไม่มีการพัฒนาการทางด้านแนวคิดทางปรัชญาแต่อย่างใด ลูกศิษย์ของสำนักเพียงแต่รักษาหลักปรัชญาของอาจารย์ไว้เท่านั้น

นักปรัชญาสมัยนี้มี 5 กลุ่ม และรับแนวคิกทางปรัชญามาจากแหล่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. สำนักเอปิคิวเรียนยอมรับทฤษฎีอะตอมหรือปรมณูของเดมอคริตุส
2. สำนักสโตอิกยอมรับทฤษฎีไฟของเฮราคริตุส
3. นักวิมตินิยมได้รับอิทธิพลจากญาณวิทยาของพลาโต้
4. นักสังคหนิยมผสมผสานปรัชญาหลายสำนัก
5. สำนักพลาโต้ใหม่ยอมรับปรัชญาของพลาโต้

เอปิคิวรุส

เอปิคิวรุส เป็นผู้ก่อตั้งสำนักเอปิคิวเรียน ท่านเกิดที่เกาะซามอส ศึกษาปรัชญาของเดมอคริตุสจากครูชื่อนอซิฟาเนส ท่านศึกษาปรัชญาในหลายสำนัก เอปิคิวรุสได้เปิดสอนปรัชญาที่กรุงเอเธนส์โดยใช้สวนของท่านเป็นสถานศึกษา เน้นการสอนศิษย์ให้ท่องจำหลักปรัชญาสำคัญๆ

ศิษย์ของเอปิคิวรุสผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคือกวีชาวโรมันชื่อลูเครติอุส เขาได้เขียนอธิบายหลักปรัชญาของเอปิคิวรุสไว้ในกวีนิพนธ์เรื่อง ว่าด้วยธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ญาณวิทยา เดมอคริตุสเป็นนักเหตุผลนิยม เพราะเห็นว่าความรู้แท้เกิดจากการใช้เหตุผล ไม่ใช่ประสาทสัมผัส แต่เอปิคิวรุส ก็เป็นนักประสบการณ์นิยม เพราะเสนอทัศนะว่าความรู้แท้เกิดจากสัญชานหรือประสาทสัมผัส

อภิปรัชญา เอปิคิวรุสเป็นนักวัตถุนิยม เพราะเขายอมรับแนวความคิดของเดมอคริตุสที่ว่า สรรพสิ่งเกิดจาการรวมตัวของปรมณู แม้วิญญาณก็เกิดจากปรมณู เมื่อมนุษย์ถึงแก่ความตาย วิญญาณก็ดับสลาย มนุษย์ตายแล้วสูญ ปรัชญาของเอปิคิวรุสเป็นอุจเฉททิฐิ

จริยศาตร์ เอปิคิวรุสมีทัศนะคล้ายกับของโวฟิสต์ที่ว่าไม่มีความดีสากลและความชั่วสากล คุณธรรมไม่ใช่ความดีในตัวเองความแตกต่างของทัศนะทั้งสองอยู่ตรงที่ว่า ขณะที่โซฟิสต์เห็นว่าความมีประโยชน์เป็นเกณฑ์ตัดสินความดี แต่เอปิคิวรุสเห็นว่าความสุขหรือความสำราญเป็นเกณฑ์ตัดสินความดี นั่นคือการกระทำที่นำความสุขมาให้เป็นความดี ส่วนการกระทำที่นำความทุกข์มาให้เป็นความชั่ว

สำนักสโตอิก

เซโนแห่งคิติอุมเป็นนักปรัชญาผู้ก่อตั้งสำนักสโตอิก เซโนได้ศึกษาปรัชญาของเฮราคลีตุสอย่างจริงจัง หลังจากศึกษาปรัชญาอยู่หลายปี เซโนได้ตั้งสำนักปรัชญาของตนขึ้น โดยใช้บริเวณระเบียงของซุ้มประตูเมืองเป็นที่สอนปรัชญา คำว่า “สโตอา” ในภาษากรีกแปลว่า “ประตูเมือง” เหตุนั้นสำนักนี้จึงมีชื่อว่า “สโตอิก” แปลว่าสำนักประตูเมือง ศิษย์ของเซโนมาจากทุกชั้นวรรณะ มีทั้งคนจนและคนมั่งมี เซโนไม่นิยมรับเด็กหนุ่มเป็นศิษย์ เพราะถือว่าคนมีอายุและวุฒิภาวะเหมาะสมเท่านั้นจะสามารถเรียนรู้ปรัชญา

เซโนถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.379 ภายหลังมรณกรรมของเซโนสำนักสโตอิกยังคงรุ่งเรืองต่อมาอีกหลายศตวรรษ พัฒนาการของสำนักนี้แบ่งออกเป็น 3 ยุค ดังนี้

1. สำนักสโตอิกเก่า มีนักปรัชญาสำคัญคือ เซโนแห่งคิติอุม เคลอันรีส และครีซิปปุส
2. สำนักสโตอิกกลาง มีนักปรัชญาสำคัญคือ ปาเนติอุสและโปเซอีโดนีอุส
3. สำนักาสโตอิกใหม่ มีนักปรัชญาสัญคือ อันเนอุส เซเนคา เอปิคเตตุสและจักรพรรดิมาร์คุส เอาเรลีอุส

ปรัชญาสำนักสโตอิก

ปรัชญาสำนักสโตอิกแบ่งเป็น 3 สาขา คือตรรกศาสตร์ อภิปรัชญา และจริยศาสตร์ พวกสโตอิกถือว่าเป้าหมายของปรัชญาอยู่ที่การแสวงหารากฐานให้กับจริยศาสตร์

ตรรกศาสตร์

สโตอิกเหมือนกับตรรกศาสตร์ของอาริสโตเติล ต่างกันคือประเด็นว่า ประโยคเท่านั้นที่เราบอกว่าจริงหรือเท็จ ประโยคจึงเป็นพื้นฐานของเหตุผล หาใช่คำ ดังที่อาริสโตเติลเสนอ คำเป็นเพียงองค์ประกอบของประโยค ตัดสินความสมเหตุสมผลกันที่ประโยคต่างหาก ทัศนะนี้ทำให้ครีซิปบุสได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบตรรกศาสตร์แห่งประโยค ซึ่งต่อมากลายมาเป็นตรรกศาสตร์สัญลักษณ์

เรื่องทฤษฎีความรู้ที่พวกสโตอิกจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตรรกศาสตร์ ประเด็นที่เกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ บ่อเกิกดของความรู้และเกณฑ์ตัดสินความจริง เสนอมติว่า สัญชานเป็นบ่อเกิดของความรู้

สโตอิกปฏิเสธทฤษฎีมโนคติหรือแบบของพลาโต้และอริสโตเติล เขาเห็นว่าไม่มีสิ่งสากลอยู่ในโลกแห่งมโนคติ ทั้งไม่มีสิ่งสากลแทรกสถิตอยู่ภายในสิ่งเฉพาะ สิ่งเฉพาะเท่านั้นที่มีอยู่จริง สิ่งสากลไม่มีจริง

ปรัชญาของสโตอิกเป็นประสบการณ์นิยม ประสบการณ์นิยมถือว่าความรู้ทุกอย่างมาจากสัญชาน

สโตอิกให้ความสนใจศึกษษเรื่องเกณฑ์ตัดสินความจริง มีทัศนะว่า ประสาทสัมผัสหรือสัญชานเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับตัดสินความจริง สโตอิกเพิ่มเติมว่า สัญชานใดจะให้ความรู้แท้จริงหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ส่า สัญชานนั้นสามารถทำให้จิตมีการปลงใจได้หรือไม การปลงใจก็คืออาการที่จิตยอมรับ ภาพที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยิน

อภิปรัชญา

สโตอิกยอมรับทัศนะเรื่องไฟเป็นปฐมธาตุของดลกจากเฮราคลีตุส นำมาผสมผสานกับแนวคิดเรื่องกัตตุภาวะและกัมมภาวะของอาริสโตเติล

สโตอิกมีทัศนะว่าจักรวาลเกิดมาจากหลักการเบื้องต้น 2 ประการ คือกัตตุภาวะที่เป็นฝ่ายเคลื่อนไหวกระทำการและก่อสร้างสรรพสิ่ง และกัมมภาวะที่เป็นฝ่ายถูกเคลื่อนที่ ถูกกระทำและถูกก่อสร้าง กัตตุภาวะหมายถึงพระเจ้าและกัมมภาวะหมายถึงสสาร พระเจ้าและสสารเป็นสิ่งเดียวกัน สโตอิกถือว่าไฟเป็นสิ่งแรกสุดของจักรวาล สรรพสิ่งออกมาจากไฟและกลับไปสู่ไฟ พระเจ้าคือไฟ สสารก็คือไฟ ไฟที่ละเอียดประณีตจัดเป็นพระเจ้า ส่วนไฟที่หยาบจัดเป็นสสาร

วิญญาณมนุษย์เกิดจากไฟคือพระเจ้า วิญญาณมนุษย์มาจากพระเจ้าไม่ได้หมายถึงวิญญาณทุกดวงแต่หมายถึงวิญญาณของมนุษย์คนแรกเท่านั้นที่มาจากพระเจ้า วิญญาณของคนที่ตายทุกคนจะรออยู่จนถึงวันที่ไฟไหม้โลกแล้วจึงกลับไปสู่พระเจ้า

จริยศาสตร์

พัฒนามาจากแนวคิดทางอภิปรัชญา 2 ประการ คือ 1. จักรวาลถูกปกครองด้วยกฎเหตุผลที่ตายตัว และ 2. ธรรมชาติอันเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ คืการคิดอย่างมีเหตุผลที่ตระหนักรู้กฏธรรมชาติและพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎเหล่านั้น วิธีดำเนินชีวิตที่ดีในทัศนะของพวกสโตอิกก็คือ “มีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ” หมายความว่า มนุษย์ควรย่อมรับและปฏิบัติตามกฎเหตุผลในธรรมชาติโดยไม่ฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงแต่ประการใด

 

วิมตินิยมและสังคหนิยม

สิ่งที่ชาวโรมันคือผสมผสานปรัชญากรีกเด่นๆ เข้าด้วยกันแล้วสงเคราะห์เข้าเป็นปรัชญาของตน

วิมตินิยม(Scepticism)

หมายถึงผู้ที่ถือว่าความจริงเป็นสิ่งที่สิ่งมนุษย์ไม่อาจรู้ได้ นักวิมตินิยมเป็นคนช่างสสัยและชอบสอบสวนค้นหาความจริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อพวกเขาไม่สามารถค้นพบความจริง บทสรุปของพวกเขาก็คือว่าความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้

ประวัติและพัฒนาการ

ไพร์โร เป็นผู้ให้กำเนิดปรัชญาวิมตินิยมที่เป็นระบบ ท่านเกิดที่เมืองอีลิส เคยติดตามกองทัพของพระเจ้าอาเลกซานเดอร์มหาราชไปอินเดีย ท่านได้ศึกษาปรัชญาอินเดียที่นั้น เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองอีลิส ไพร์โรยึดอาชีพเป็นครูสอนปรัชญา ท่านไม่ได้ผลิตงานนิพนธ์ไว้

วิมตินิยมของไพร์โร

ไพร์โรมีทัศนะว่า สัญชานและเหตุผลมาสามารถให้ความรู้แท้จริงแก่มนุษย์ “การให้เหตุผลทุกอย่างย่อมมีเหตุผลอื่นมาหักล้างได้เสมอ” ไพร์โรสอนให้คนเรายับยั้งการตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร

จริยศาสตร์ ไพร์โรสอนให้มนุษย์ใช้ชีวิตแบบปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่มีความต้องการหรือความเหก็นในเรื่องใดๆ นั่นคือขจัดตัณหาและทิฐิออกไปแล้วทำใจให้ยอมรับสถานการณ์อย่างสงบ

ญาณวิทยาเหมือนพวกโซฟิสต์ แตกต่าง ในเรื่องจริยศาสตร์ โซฟิสต์สอนให้คนเรารู้จักตัดสินใจเลือกสิ่งที่เนาเห็นว่าเป็นประโยชน์ไพร์โรสอนให้ใช้ชีวิตอย่างสงบโดยไม่ตัดสินใจเลือกอะไรเลย

วิมตินิยมในอะคาเดมี

  1. อาร์เซสิลาอุส เป็นเจ้าสำนักอะคาเดมีกลาง ตีความปรัชญาของพลาโต้ให้เป็นวิมตินิยม คำสอนของพลาโต้ การรับรู้ระดับสัญชานเป็นเพียงความเชื่อยังไม่ใช่ความรู้ ความจริงสากลคือแบบหรือโนคติเป้นสิ่งที่มนุษย์รู้ได้ด้วยเหตุผล
  2. คาร์เนอาดีส เป็นผู้ก่อตั้งสำนักอะคาเดมีใหม่ คาร์เนอาดีสยึดถือทัศนะว่า ความรู้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่มีเกณฑ์ตัดสินความจริง เรื่องพระเจ้าคาร์อาดีสสรุปว่า แนวคิดเรื่องพระเจ้าขัดแย้งกันเอง เหตุผลจึงไม่อาจช่วยให้รู้แจ้งพระเจ้า ดังนั้นความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้
  3. ฟิโลแห่งลาริสสา ไม่ใช่นักวิมตินิยม เป็นเจ้าสำนักอะคาเดมีใหม่ผู้สั่งยุติการสอนวิมตินิยม และมีส่วนผลักดันให้วิมตินิยมออกไปจากสำนักอะคาเดมีใหม่

วิมตินิยมสมัยหลัง

  1. เอเนซิเดมุส หลังจากออกพ้นสำนักอะคาเดมีไปแล้ว เอเนซิเดมุสประกาศทัศนะวิมตินิยมว่าความจริงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้ เพราะมนุษย์แต่ละคนรับรู้ต่างกัน ข้อพิสูจน์ 10 ประการที่แสดงเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงรับรู้ต่างกัน คือ
    1) ของสิ่งเดียวกันปรากฎให้รับรู้ต่างกัน
    2) ความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้การรับรู้ต่างกัน
    3) ประสาทสัมผัสต่างชนิดกันทำให้การรับรู้ต่างกัน
    4) ความแตกต่างทางระดับปัญญาและช่องว่างระหว่างวัยทำให้การรับรู้ต่างกัน
    5) มุมมองต่างกันทำให้รับรู้ต่างกัน
    6) แสงสว่างมากน้อยต่างกันทำให้การรับรู้ต่างกัน
    7) ปริมาณมากน้อยต่างกันทำให้การรับรู้ต่างกัน
    8) ความสัมพันธ์ที่ผู้รับรู้มีต่อเรื่องนั้น ทำให้การรับรู้ต่างกัน
    9) ความถี่มากน้อยต่างกันทำให้การรับรู้ต่างกัน
    10) คนเรารับรู้ต่างกันเพราะยึดถือวัฒนธรรม กฎหมาย เทพนิยาย ศาสนา และปรัชญาต่างกัน
     
  2. อากริปปา ลดข้อพิสูจน์ของเอเนซิเดมุสเหลือเพียง 5 ข้อคือ
    1) การรับรู้ต่างกันเพราะมีทัศนะหลายอย่างในเรื่องเดียวกัน
    2) การรับรู้ต่างกันเพราะกระบวนการการพิสูจน์ความจริงมีหลายขั้นตอน
    3) การรับรู้ต่างกันเพราะการรับรู้แต่ละครั้งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ
    4) การรับรู้ต่างกันเพราะผู้รับรู้ยึดถือมูลบทหรือข้อสมมติฐานต่างกัน
    5) การรับรู้ต่างกันเพราะมีวงจรอุบาทว์ หรือการให้เหตุผลย้อนกลับแบบงูกินหาง
     
  3. เซกตุส เอมปิริคุส อธิบายเรื่องวงจนอุบาทว์ไว้ด้วยการยกตัวอย่าง

สังคหนิยม (Eclecticism)

เป็นผลจากปะทะสังสรรค์ระหว่างกนักปรัชญากรีกและชาวโรมัน นักปรัชญาชาวโรมันไม่เคยคิดสร้างระบบปรัชญาที่เป็นอิสระจากสำนักปรัชญากรีก สิ่งที่ชาวโรมันทำได้ก็คือ เลือกสารส่วนดีจากปรัชญากรีกสำนักต่างๆ แล้วนำมาสงเคราะห์ผสมผสานเป็นปรัชญาของตนเอง นักปรัชญาชาวโรมันจึงได้เป็นผู้ชื่อว่าเป็นพวกสังคหนิยม มีสำนักปรัชญา 2 แห่งที่อ้างว่าเป็นพวกสังคหนิยมคือ

  1. สำนักแห่งอาเลกซานเดรีย ก่อตั้งโดยโปตามอน สำนักนี้ผสมผสานปรัชญาสโตอิกเข้ากับปรัชญาของอาริสโตเติล
  2. สำนักแห่งโรม ก่อตั้งโดยควินตุส เซกติอุส สำนักนี้ผสมผสารปรัชญาของสโตอิก ซีนิก พิธากอรัส พลาโต้และอาริสโตเติล

ลัทธิพลาโตใหม่

สำนักปรัชญาที่พลาดต้เองก่อตั้งไว้มีชื่อว่า สำนักอะคาเดมี ในระยะหลังสำหนักปรัชญานี้ไม่ได้ให้ควาสำคัญแก่ปรัชญาของพลาโต้แต่เน้นหนักปรัชญาวิมตินิยม สำนักปรัชญาสังคหนิยมมักศึกษาปรัชญาของพลาโต้เพื่อกางสงเคราะห์เข้ากับปรัชญาอื่นๆ

ลัทธิพลาโต้ใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองอาเลกซานเดรียซึ่งพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชทรงสถาปนาขึ้นใน พ.ศ.210 ต่อมาเมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองหลวงของอียิปต์

ประวัติและพัฒนาการ

อัมโมนิอุสา สัคคัส แห่งเมืองอาเลกซานเดรียเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิพลาโต้ใหม่ ท่านได้พยายามประนีประนอมศาสนาคริสต์เข้ากับปรัชญาของพลาโต้จนเกิดลัทธิพลาโต้ใหม่โพลตินุส เป็นนักปรัชญาคนแรกผู้พัฒนาลัทธิพลาดต้ใหม่ให้เป็นระบบ

ลัทธิพลาโต้ใหม่มีประวัติการพัฒนาการยาวนาน สามารถแบ่งระยะเวลาออไปตามระยะที่ก่อตั้งและพัฒนาในสำนักต่างๆ ดังนี้

  1. สำนักโพลตินุส มีนักปรัชญาคนสำคัญคือโพนตินุสและปอร์ฟีรี
  2. สำนักซีเรีย ศิษย์ของปอร์ฟีรีชื่อเอียมบลิคุสเป็นผู้ก่อตั้ง
  3. สำนักเปอร์กามอน ศิษย์ของเอียมบลิคุสชื่อเอเดซีอุสเป็นผู้ก่อตั้ง ปรัชญาสำนักนี้โจมตีศาสนาคริสต์และสนับสนุนพหุเมวนิยมของชาวโรมมัน
  4. สำนักเอเธนส์ นักปรัชญาผู้ก่อตั้งคือปลูตาร์แห่งเอเธนส์ ผู้ประนีประนอมปรัชญาของพลาโต้เข้ากับปรัชญาอาริสโตเติล มีนักปรัชญาคนสำคัญคือซีรีอานุส และโปรคลุส
  5. สำนักอาเลกซานเดรีย ผู้ก่อตั้งคืออัมโมนีอุส สัคคัส ผู้เป็นอาจารย์ของโพลตินุส มีนักปรัชญาคนสำคัญชื่อฮีปาเตีย

ปรัชญาของโพลตินุส

มีลักษณะเป็นสังคหนิยมตรงที่เลือกสรรแนวคิดบางประการของพลาโต้มาเป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาปรัชญาศาสนาของตน จักรวาลของพลาโต้มีอิทธิพลอย่างมากต่อปรัชญาของโพลตินุส ปรัชญาของโพลตินุสมี 2 ส่วนสำคัญคือ อภิปรัชญาและญาณวิทยา

อภิปรัชญา

พระเจ้าเป็นอันติมสัจจะหรือความจริงสูงสุดเพียงประการเดียวเรียกว่า เอกัตตะ หมายถึง พระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวที่แบ่งแยกเป็นส่วนต่างๆ ไม่ได้ พระเจ้าเป็นอุตตรภาพ คือ พระองค์อยู่เหนือโลกจึงไม่เหมือนสิ่งใดที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

โพลตินุสกล่าวถึงพระเจ้า ท่านใช้คำ 2 คำ คือเอกัตตะและความดี ที่ท่านเรียกพระเจ้าว่าความดีเพราะถือว่าพระเจ้าคือมโนคติ พระเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดของจักรวาล เพราะทุกอย่างกำเนิดมาจากพระเจ้า

อุปมา พระเจ้าหรือเอกัตตะเปรียบเหมือนพระอาทิตย์ พระเจ้ามี 3 ประการ คือ มโน วิญญาณ และโลกแห่งสสาร

1. มโน คือสิ่งแรกที่ล้นออกมาจากพระเจ้าและมีความเป็นจริงน้อยกว่าพระเจ้า มโนคือความคิดถึงมโนคติ
2. วิญญาณโลก คือ สิ่งที่ล้นออกมาจากมโนและมีความเป็นจริงน้อยกว่ามโน
3. โลกแห่งสสาร คือ สิ่งที่ล้นออกมาจากวิญญาณโลกอีกทออดหนึ่ง และเป็นสิ่งที่อยู่ไกลจากเอกัตตะมากที่สุดจึงมีความเป็นจริงน้อย

จริยศาสตร์

ร่างกายเป็นกรงขังวิญญาณมนุษย์ วิญญาณฝ่ายสูงของมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระหลุดพ้นจากร่างกายเพื่อไปรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า วิญญาณยกระดับตัวเองขึ้นไปหาพระเจ้า การยกระดับวิญญาณมีอยู่ 3 ขั้นตอน

  1. เป็นการควบคุมตนเองและชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์จากความต้องการของร่างกายและปฏิบัติคุณธรรม 4 ประการ คือ ปัญญา ความกล้าหาญ รู้จักประมาณและความยุติธรรม
  2. การที่วิญญาณไม่ให้ความสนใจความรู้ระดับผัสสะ แต่มุ่งคำนึงถึงมโนคติด้วยการศึกษาปรัชญาและวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยทำให้วิญญาณเข้าถึงมโน
  3. เป็นการรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า เป็นผลสืบเนื่องมาจากสองขั้นแรก วิญญาณรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า

การรู้แจ้งพระเจ้านี้เป็นประสบการณ์ลึกลับ การรู้แจ้งนี้ไม่อาศัยประสาทสัมผัสหรือเหตุผล แต่เกิดจากอัชฌัตติกญาณ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

» หน้าบ้าน ห้องสมุด


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook