บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

ลัทธิเศรษฐกิจ

แนวคิดเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน

       วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลังปี 1973 คือ ปัญหาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อและการว่างงาน ปัญหาการพึ่งพิงภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และปัญหาความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ

แนวคิดที่โต้แย้งเศรษฐศาสตร์เคนส์ที่สำคัญคือ แนวคิดการเงินนิยม แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน แนวคิดสำนักพึ่งพา

แนวคิดสำนักการเงินนิยม เน้นความสำคัญของเงินตราต่อระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจคือ รายได้ เงินเฟ้อ การจ้างงาน และกลไกตลาดเป็นเครื่องจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน คือ การลดภาษี ส่งผลให้แรงจูงใจในการทำงาน การออม การลงทุนเพิ่มขึ้น มีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการว่างงาน

แนวคิดสำนักพึ่งพา เห็นว่าการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย โดยเน้นการผนวกเข้ากับระบบทุนนิยมโลกโดยผ่านกระบวนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ มีผลให้ปัญหาพึ่งพาระหว่างประเทศกำลังพัฒนาต่อประเทศที่พัฒนาแล้วยิ่งสูงขึ้น

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลังปี 1973 ปัญหาและแนวคิดที่ท้าทายต่อเศรษฐศาสตร์เคนส์

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลังปี 1973 ที่สำคัญได้แก่ ปัญหาอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจลดลง ปัญหาเงินเฟ้อและการว่างงาน ปัญหาการพึ่งพิงภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และปัญหาความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ แนวคิดที่โต้แย้งเศรษฐศาสตร์เคนส์ ได้แก่แนวคิดการเงินนิยม แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน แนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักพึ่งพา

ข้อโต้แย้งที่สำคัญของสำนักต่างๆ ต่อเศรษฐศาสตร์เคนส์ คือ ในทรรศนะของการเงินนิยมเห็นว่า ปรากฏการณ์ทางด้านเงินเฟ้อ และการว่างงานเกิดจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และสมมติฐานว่าด้วยเส้นโค้งฟิลลิปส์ เศรษฐศาสตร์ด้านอุปทานเห็นว่า ปัญหาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจตกต่ำเกิดจากสาเหตุสำคัญคือ ผลิตภาพของแรงงานต่ำ ส่วนกลุ่มสำนักพึ่งพาเห็นว่า ปัญหาการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนปัญหาความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ เกิดจากความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียมกันในรูปเมืองแม่และดาวบริวาร

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลังปี 1973
วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลังปี 1973 คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดต่ำลง อัตราเงินเฟ้อและอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง ปัญหาการพึ่งพิงภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาต่อประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ในระดับสูง ดังจะเห็นได้จาก สัดส่วนของสินค้าส่งออกและนำเข้าต่อผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้นของประเทศกำลังพัฒนาประมาณร้อยละ 50-60 ตลอดจนการพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และประการสุดท้ายคือปัญหาความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศ กล่าวคือช่องว่างระหว่างรายได้ของประเทศที่พัฒนากับประเทศกำลังพัฒนามีมากขึ้น

ปัญหาและแนวคิดที่ท้าทายต่อเศรษฐศาสตร์เคนส์
แนวคิดที่โต้แย้งเศรษฐศาสตร์เคนส์ที่สำคัญคือ แนวคิดสำนักการเงินนิยม แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน และแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักพึ่งพา

แนวคิดนักการเงินนิยม โต้แย้งแนวความคิดเคนส์ในประเด็นสำคัญคือ ภาวะ Stagflation หรือ ภาวะทั้งอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานในระดับสูง ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งการเพิ่มปริมาณเงินเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานย่อมส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อได้ เพราะในระยะยาวแล้ว ผลผลิตหรือรายได้ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เป็นสัดส่วนกับปริมาณเงิน หรือผลผลิตหรือการจ้างงานอยู่ในภาวะการจ้างงานเต็มที่ ประกอบกับรัฐบาลไม่สามารถควบคุมอัตราดอกเบี้ยได้ ตลอดจนพฤติกรรมการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อของประชาชนหรือแรงงานได้อย่างถูกต้อง แสดงว่า เส้นโค้งฟิลลิปส์ ในระยะยาวจะเป็นเส้นตรง และตั้งฉากกับแกนนอนนั่นเอง

แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทานทได้แย้งแนวคิดเคนส์ในเรื่องปัญหาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำ เกิดจากประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานที่ลดต่ำลงเนื่องจาก อัตราภาษีที่สูง ส่งผลให้ ผู้ประกอบการขาดความกระตือรือร้นในการคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ และแรงงานขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แนวคิดสำนักพึ่งพาได้โต้แย้งเศรษฐศาสตร์เคนส์ และนีโอคลาสสิก ปัญหาการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และปัญหาความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างประเทศเกิดจากประเทศที่พัฒนาแล้วเอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาโดยผ่านนโยบายสนับสนุนการค้าและการลงทุนโดยเสรี การดำเนินนโยบายการเงินการคลังแบบเคนส์ อิทธิพลในการกำหนดนโยบาบทางเศรษฐกิจที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้การเพิ่มบทบาทบรรษัทข้ามชาติ มีผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถถ่ายเทส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากประเทศกำลังพัฒนาได้

แนวคิดการเงินนิยม

แนวคิดการเงินนิยมได้รับอิทธิพลจาก ทฤษฎีปริมาณเงิน ซึ่งเน้นความสำคัญของบทบาท ปริมาณเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ คือ ระดับราคา การจ้างงาน ภาวะดุลการชำระเงิน และรายได้ประชาชาติ

แนวคิดการเงินนิยม มีสาระสำคัญคือ ปริมาณเงินเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง รายได้ประชาชาติ เงินเฟ้อ และปริมาณเงินเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย

ผู้นำนักคิดการเงินนิยม คือ ศาสตราจารย์ มิลตัน ฟรีดแมน เน้นว่า กลไกราคาจะเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการจัดสรรทรัพยากรและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ข้อวิจารย์ต่อทฤษฎีการเงินของ มิลตัน ฟรีดแมน ที่สำคัญคือ เน้นบทบาทปริมาณเงินที่มีต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมากเกินไป ปริมาณเงินเป็นสิทรัพย์ที่ฟุ่มเฟือย อัตราหมุนเวียนของเงินมีเสถียรภาพ

การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจสมัยกลาง
ระบบเศรษฐกิจแบบแมนเนอร์
การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจสมัยกลาง
การก้าวไปสู่ระบบทุนนิยม
ชนชั้นกระฎุมพีกับสังคมศักดินา
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
สภาพเศรษฐกิจและสังคมระหว่างสงครามโลก
สภาพเศรษฐกิจและสังคมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
สภาพเศรษฐกิจและสังคมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลังทศวรรษ 1960
วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกหลังทศวรรษ 1970
ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว
การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสู่สมัยใหม่ในเอเชีย
แนวคิดก่อนคลาสสิก
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงก่อนกำเนิดแนวคิดพาณิชยนิยม
แนวคิดพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม
แนวคิดธรรมชาตินิยม
แนวคิดคลาสสิกของอดัม สมิธ
แนวคิดคลาสสิกของโรเบิร์ท มัลธัส
แนวคิดของเดวิด ริคาร์โด
แนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิลล์
แนวคิดสังคมนิยม
แนวคิดสังคมนิยมแบบมาร์ก
แนวคิดนีโอคลาสสิก
แนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักโลซาน
เศรษฐศาสตร์ของพาเรโต
แนวคิดของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์
แนวคิดเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน
ประวัติแนวคิดและนักคิดการเงินนิยม
แนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน
แนวคิดสำนักพึ่งพา

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook