บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พระเยซู

โดย ไมเคิล ไรท์


กำเนิดคริสต์ศาสนา
หลักการใหญ่
อวสานจักรวรรดิโรมัน

หลักการใหญ่ ของท่านคือ

พระเยซูคริสต์ (กรีก Christos “ผู้ได้รับอภิเษก” แปลจากคำฮีบรู Messiah “พระมหาไถ่”) ที่ตายบนไม้กางเขนแล้วฟื้นคืนชีพนั้น เป็นบูชายัญที่ชดใช้บาปของมนุษย์ (ไม่ใช่ชาวยิวชาติเดียว) เป็นพระมหาไถ่ของโลกที่ได้ชัยชนะเหนือความตายเมื่อฟื้นคืนชีพ ใครฝากเนื้อฝากตัวไว้เป็นพระเยซูคริสต์ จะได้รับชีวิตนิรันดรบนสวรรค์

ชาวยิวได้ทำ “สัญญาเก่า” (ครั้งโมเสส) ชาดมานานแล้ว พระเยซูคริสต์ได้ผูก “สัญญาใหม่ ไว้กับทุกชาติทุกภาษา ซึ่งมีความรัก (เมตตาธรรม) ศรัทธาและความรับผิดชอบทางสังคมเป็นหลักมาทดแทน “กฎหมายเหล็ก” ของสัญญาเก่าสมัยโมเสส

แต่นั้นไปชาวต่างชาติไม่ต้าง “เข้ารีต” ศาสนายิวตามหลักการของพระคัมภีร์เก่า (ต้องขริบ ,งดเนื้อหมู ฯลฯ) เพียงศรัทธา การฝากเนื้อฝากตัวไว้เป็นพระเยซูคริสต์ การทำตามบัญญัติสิบประการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะได้จะทำให้ใครก็ได้ ไม่ว่าเป็นทาสหรือข้าราชการ เป็น “คริสต์ศาสนิกชน” ที่มีหวังว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร

คำสอนใหม่นี้ ย่อมเป็นที่นิยมของชนชั้นปัญญาชนชาวกรีก ที่คิดอยู่แล้วว่าต้องมีพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวที่สร้างจักรวาลขึ้นมา ตรงตามคำสอนของนักปราชญ์ เพลโต นอกจานี้คนที่เป็นห่วงถึงศีลธรรมเสื่อมในสมัยนั้น ย่อมยินดีที่จะรับบัญญัติสิบประการที่ปราศจากรายละเอียดของชาวยิว (ห้ามต้มเนื้อกับน้ำนม, ห้ามกินหอย , ห้ามตกแต่งเครา)

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ชาวกรีก-โรมันคุ้นเป็นอย่างมากกับพระเป็นเจ้าที่ “ตายแล้วเกิด” (เจ้าข้าว-เจ้าปี) จึงยินดีต้อนับพระเยซู ปัญญาชนชาวคริสต์อาจจะเน้นแล้วเน้นเล่าว่า ความตาย (และการกลับคืนชีพ) ของพระเยซูเป็นเรื่อง การชดใช้บาป (ตามหลักศาสนายิว) ไม่ใช่ การเจริญพืชเจริญผล (ตามหลักความเชื่อเดิมสของชาวบ้าน) อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนจำนวนมากยอมรับศาสนาใหม่นี้ก็ย่อมดึงความเชื่อเก่าเข้าไปบ้าง หรือเข้าใจความเชื่อใหม่อย่างไม่ถูกต้องนัก เช่นเดียวกันกับพุทธศาสนาในอินเดียที่ปฏิเสธศาสนาพราหมณ์ แต่แล้วติดเชื้อพราหมณ์เข้าไปจนได้

ในสอง-สามศตวรรษต่อไป คริสต์สานาได้หลุดพ้นจาก “ความเป็นยิว” กลายเป็น “สากล” ได้ถูกรังแกปราบปรามสุดทารุณจากรัฐโรมัน (เพราะดูเป็นขบวนการขบถ ไม่ยอมอยู่ในโอวาทของข้าราชการ) แต่แล้วเผยแพร่ทวีกำลังอย่างเหลือเชื่อ จนในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิ Constantine ประกาศว่าคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิ Theodosius I ประกาศว่า พลเมืองโรมันที่ดีต้องถือคริสต์ศาสนา และเริ่มเบียดเบียน “คนนอกศาสนา” โดยปิดหรือรื้อเทวสถานเก่าๆ ลงหลายแห่ง

การขยายตัวของคริสต์ศาสนา ใน 400-500 ปีแรกของคริสต์กาลนั้น ไม่มีใครอธิบายได้อย่างน่อพอใจโดยทั่วหน้า ในข้อ 4 ผู้เขียนได้พยายามอธิบายบ้าง ชาวคริสต์ในสมัยหลังย่อมเชื่อว่าเป็นชัยชนะของความจริงเหนือความผิด

นักรัฐศาสตร์/สังคมศาสตร์บางท่านว่า สังคม/ศาสนาของชาวกรีก-โรมันได้เจริญมากมาช้านนานแล้ว “แข็งตัว” ไม่สามารถจะปรับตัวให้เข้ากับ “โลกาภิวัตน์” ของจักรวรรดิโรมันเอง และยิ่งพูดไม่รู้เรื่องกับเผ่าชาวป่า (Barbarians) ที่กำลังบุกรุกโลกกรีกโรมันจากทางเหนือในสมัยนั้น

ในทางตรงกันข้าม ศาสนาคริสต์ยังใหม่ ยังไม่ทัน “แข็งตัว” ได้ทัน “ความแข็งทื่อ” ของยิว พอรับความคิดของนักปราชญ์ชาวกรีก มีศีลธรรมที่ชัดง่ายที่คนต้องการในสังคมที่กำลังเสื่อม และยังพูดกันรู้เรื่องกับชนชั้นต่ำและชาวป่าที่บุกรุกเข้ามา

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในขณะที่สังคมโรมันกำลังเสื่อมสุดขีด โดยที่ตำแหน่งทางราชการ (แม้กระทั่งตำแหน่งจักรพรรดิ) เป็นของซื้อขายกัน ชาวคริสต์เริ่มมีการก่อตั้งระบอบการปกครองกันเองที่ขึ้นกับศีลธรรม ไม่ใช่การเงิน จักรพรรดิโรมันองค์ท้ายๆ จึงหันไปใช้ระบอบศาสนจักรคริสต์มาช่วยกันปกครองแผ่นดิน

การพัฒนาพระธรรมคำสอน ใน 500 ปีแรกของคริสต์กาลมีความขัดแย้งภายในสูงเพราะต้องดึงออกจากยิวเข้านานาชาติ ในขณะที่ต้องยึดถือพระคัมภีร์เก่าเพื่ออธิบายอดีตและคำทำนายว่า พระเยซูเป็นใคร

วิธีเข้าใจวิวัฒนาการของความเชื่อในยุคแรกๆ อย่างง่ายที่สุด คือเปรียบเทียบกับความเชื่อเดิมของชาวยิวที่ย่อมเป็นความเชื่อของพระเยซู ชาวยิวมีข้อความเชื่อที่ต้องถือไม่มากนัก แต่ที่ถือนั้นถือเคร่งยิ่ง ใครคิดดัดแปลงหรือขัดแย้งนับเป็น “การละเมิดพระผู้เป็นเจ้า” มีโทษสถานเดียว คือประหาร



ในบรรดาความเชื่อที่พัฒนาขึ้นใหม่ใน 500 ปีแรก จะเห็นได้ว่ามีหลายข้อที่ชาวยิวต้องนับว่าเป็น “การละเมิดพระผู้เป็ฯเจ้า” ที่มีโทษถึงตาย และเป็นความเชื่อที่เอียงไปทางกรีก-โรมันมาก ชนิดที่พระเยซูรับไม่ได้ เพราะท่านเป็นยิวเต็มตัวและเป็นพรคัมภีราจารย์ที่นับถือทุกจุดและทุกขีดในพระคัมภีร์เก่า ข้อความเชื่อใหม่ที่ “ละเมิด” พระคัมภีร์เก่ามีดังนี้

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่า ด้านความเชื่อบางเรื่องชาวคริสต์ได้เดินห่างออกจาศาสนายิวของพระเยซูไม่น้อยใน 500 ปีแรกของคริสต์กาล แต่ในความเชื่อข้ออื่นและในศีลธรรม ชาวคริสต์ยังซื่อสัตย์ต่อพระคัมภีร์เก่าโดยมาก

ด้านปรัชญา ชาวคริสต์พยายามใช้ปรัชญากรีกเพื่ออธิบายพระยาห์เวห์ซึ่งได้ผลบ้าง แต่แล้วก่อปัญหาใหญ่ที่นักคิดยังแก้ไม่ตก

ปัญหาอยู่ที่ว่า พระยาห์เวห์ของชาวยิวและพยซูอยู่ในหมวด “ผี” คือเป็นผีเจ้าเผ่าของชาวยิว และเป็น “เจ้าที่” ระดับจักรวาล ที่อยู่นอกธรรมชาติ นอกเหนือเหตุผล เมื่อเอาเหตุผล (ปัญญา Reason) มา “อธิบาย” ท่าน มันคล้ายกับเอาผีเสื้อยัดเข้ากลักไม้ขีด คืนท่านไม่เข้า หรือเข้าแล้วยับเยิน

แต่นั้นมาจนทุกวันนี้โลกตะวันตกมีชีวิตทางปัญญาที่โขยกเขยกไม่เข้าที่เพราะเหยียบเรือสองแคม คือ ปรัชญา (เหตุผล) และ ผี (เหนือเหตุผล) เรื่องนี้มีผลในทางลบ ทำให้ชาวตะวันตก “ประสาท” คิดมาก อยู่ไม่สุข ในทางบวก ชาวตะวันตกที่อยู่ไม่สุข ก็นิ่งอยู่นานไม่ได้ แต่จะต้องทะเยอทะยาย ซักถามและแสวงหาจุดยืนใหม่ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ในด้านการจัดตั้งองค์กร ชาวคริสต์สืบทอดระบอบสุเหร่ายิว ซึ่งมีผู้เฒ่าเป็นผู้อ่านคัมภีร์ นักเทศน์ พิธีกร ตัดสินคดีชาวบ้านและผู้เก็บและแจกทาน จัดเป็นแคว้นๆ ใต้การปกครองของ “สังฆราช” ต่อมาพวกนี้จะพัฒนามาเป็น สงฆ์คันถธุระ

ในขณะเดียวกันในอียิปต์มีบางคนคิดสละโลกีย์ จึงออกไปปฏิบัติพรตตามภูเขาโดยอาศัยอุโมงค์ฝังศพ พวกนี้เป็นต้นตอของ สงฆ์วิปัสนาธุระ ซึ่งต่อมาจะเป็นนักคิดนักเขียนที่สำคัญ การจัดตั้งของชาวคริสต์ดีมาก จนเมื่อจักรวรรดิโรมันค่อยๆ สลาย ราชการโรมันได้ค่อยๆ โอนอำนาจของรัฐให้องค์กรคริสต์โดยแทบไม่รู้ตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook