จิตเท่านั้นมีอยู่
ของพระพุทธศาสนานิกายโยคาจาร
โดย พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในสมัยพุทธกาล เมื่อมีคนยกปัญหาเรื่องโลกและสรรพสิ่งขึ้นมาถามพระพุทธเจ้าว่า สรรพสิ่งคืออะไร โลกคืออะไร หรือ ความเกิดขึ้นและความดับของโลกคืออะไร ซึ่งผู้ที่ถามปัญหาเหล่านี้มักจะมุ่งไปที่คำตอบในทางอภิปรัชญา (metaphysical) พระพุทธเจ้าจะไม่ตอบปัญหาเหล่านี้แบบตรงไปตรงมาตามความอยากรู้อยากเห็นของผู้ถามปัญหา แต่ทรงใช้วิธีเบนประเด็นปัญหาเหล่านี้ลงมาสู่ปัญหาในเชิงจิตวิทยา (psychological) โดยตอบว่าโลกและสรรพสิ่งก็คือกระบวนการรับรู้ทางอายตนะ วิธีตอบปัญหาแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ค่อยให้ความสนใจปัญหาเรื่องโลกและสรรพสิ่งในทางอภิปรัชญา เพราะความจริงทางอภิปรัชญาของโลกและสรรพสิ่งในภายนอก เป็นความจริงที่ไม่มีประโยชน์ต่อการดับทุกข์ในชีวิตของมนุษย์ ถ้าพระพุทธศาสนาเถรวาทนำเสนอเรื่องโลกและสรรพสิ่งบนฐานของแนวคิดทางจิตวิทยา ก็เป็นไปได้ว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทมีความเป็น จิตนิยม (idealism) ไม่น้อยไปกว่านิกายโยคาจาร คือแนวคิดที่บอกว่าโลกและสรรพสิ่งเป็นเพียงจิตและเป็นเพียงผลผลิตของจิตเท่านั้น หรืออาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าแนวคิดเรื่องจิตนิยมของนิกายโยคาจารเป็นการสานต่อแนวคิดเรื่องโลกและสรรพสิ่งของนิกายเถรวาท
แนวคิดเรื่อง จิตมาตร (Mind-Only) หรือ วิชญาณมาตร ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของนิกายโยคาจารเลยทีเดียว โดยเฉพาะข้อความในคัมภีร์ลังกาวตารสูตรที่ว่า แม้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีอยู่ ด้วยความหลงผิดของจิต (สิ่งนั้น) ย่อมเกี่ยวเนื่องด้วยสภาพทั้งสองของอาลยวิชญาณ โลกที่ปรากฏเป็นเพียงความรู้จากประสาทสัมผัส เป็นมหาสมุทรที่เกิดจากการเห็น และว่า โลก 3 เป็นเพียงความรู้ทางประสาทสัมผัสเท่านั้น เป็นต้น ด้วยข้อความดังกล่าวนี้ ทำให้การศึกษาพระ พุทธศาสนาในเชิงวิชาการแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะการศึกษาในเชิงปรัชญาตะวันตกได้จัดแนวคิดของนิกายโยคาจารให้อยู่ในประเภทจิตนิยม (idealism) คือ แนวคิดที่เชื่อว่าจิตเท่านั้นที่มีอยู่จริง สรรพสิ่งเป็นเพียงเงาสะท้อนหรือผลผลิตของจิตเท่านั้น (manifestation of Mind) นอกจากนั้น ยังได้มีการนำเอาแนวคิดของนิกายโยคารจารไปโยงกับแนวคิดเรื่อง ประกฤติ ของลัทธิสางขยา และแนวคิดเรื่องพรหมันของลัทธิอไทวตะ เวทานตะ ในฐานะเป็นมูลฐานที่มาของสรรพสิ่ง รวมทั้งแนวคิดจิตนิยมของตะวันตก เช่น แนวคิดของเบิร์คเลย์ (Berkley) ที่เสนอว่า ความมีอยู่ ก็คือการถูกรับรู้ (to be is to be perceived) และแนวคิด จิตนิยมไดอะเลกติก (Dialectical Idealism) ของ เฮเกล (Hegel) ที่เสนอว่าสรรพสิ่งในจักรวาลแปรสภาพมาจากต้นกำเนิดเดียวกันที่เรียกว่า สิ่งสมบูรณ์ (The Absolute) หรือ จิตสมบูรณ์ (The Absolute Idea) นอกจากนั้น ยังมีความไม่ลงรอยกันในการใช้คำเรียกแนวคิดของนิกายนี้ เช่น บางท่านใช้คำว่า จิตนิยมสมบูรณ์ (Absolute Idealism) บ้าง เอกนิยมทางวิญญาณ (Spiritual Monism) บ้าง จิตนิยมแบบเลอเลิศ (Idealism par excellence บ้าง จิตนิยมทางอภิปรัชญา (Metaphysical Idealism) บ้าง อย่างไรก็ตาม แม้นักวิชาการเหล่านี้จะใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน แต่โดยสาระสำคัญก็ถือว่าสอดคล้องกัน คือมองว่านิกายโยคาจารมีแนวคิดแบบจิตนิยม
อย่างไรก็ตาม การตีความนิกายโยคาจารตามแนวคิดกระแสหลักนี้ ใช่ว่าจะมีผู้เห็นด้วยทั้งหมด อย่างน้อยปราชญ์ท่านหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย คือ ท่านราหุล (Walpola Rahula) ท่านได้วิพากษ์กลุ่มนักวิชาการที่ตีความแนวคิดเรื่องจิตมาตรของโยคาจารว่าเป็นแนวคิดที่ถือว่าจิตหรือวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้นมีอยู่จริง ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง และขัดแย้งกับหลักคำสอนพื้นฐานของพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานอย่างรุนแรง ความจริงแล้วแนวคิดเรื่อง ศูนยตา ของนาคารชุนก็ดี เรื่อง จิตมาตร (Mind-Only) ของท่านอสังคะและท่านวสุพันธุก็ดี ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับสนับสนุนกันด้วยซ้ำไป เพียงแต่ได้รับการอธิบายด้วยวิธีการและเหตุผลที่แตกต่างกันเท่านั้น การที่ท่านเหล่านั้นมีวิธีการอธิบายที่แตกต่างกัน ก็เพียงเพื่อต้องการที่จะพิสูจน์คำสอนเรื่อง ศูนยตา จิตมาตร หรือ ไนราตมยะ (อนัตตา) เท่านั้น หาใช่ปัญหาของตัวคำสอนที่อยู่ในคัมภีร์แต่อย่างใด
นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยระดับปริญญาเอกอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า A Buddhist Doctrine of Experience ที่เขียนโดย โทมัส เอ. โกชุมมุตตัม (Thomas A. Kochummuttom) เสนอที่มหาวิทยาลัยแลนคัสเตอร์ (the University of Lancaster) ประเทศอังกฤษ ในงานวิจัยเล่มนี้ ผู้วิจัยได้แย้งแนวคิดแบบเอกจิตนิยมแนวจารีตที่บอกว่าโยคาจารเป็นแนวคิดที่แตกออกมาจากพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมแล้วสร้างแนวคิดแบบเอกจิตนิยม (monistic idealism) มาแทนแนวคิดเดิม ผู้วิจัยได้เสนอการตีความใหม่ว่า จุดยืนของนิกายโยคาจารไม่จำเป็นต้องได้รับการตีความว่าเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธแนวคิดแบบพหุสัจนิยม (realistic pluralism) ของพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม และอภิปรัชญาของนิกายโยคาจารโดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนกับพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนั่นเอง
จากที่กล่าวมา เป็นเพียงตัวอย่างของความขัดแย้งหรือความแตกต่างหลากหลายในการตีความแนวคิดเรื่อง จิตมาตร ของนิกายโยคาจารที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันเท่านั้น และความแตกต่างหลากหลายนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามหายาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ในงานเขียนชิ้นนี้ผู้เขียนจึงมุ่งที่จะศึกษาถึงกำเนิดและพัฒนาการของการตีความเรื่องจิตมาตรของนิกายโยคาจารตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยการตีความในอดีตจะเน้นเฉพาะความขัดแย้งในการตีความของคณาจารย์ฝ่ายมาธยมิกกับฝ่ายโยคาจาร ส่วนการตีความของนักวิชาการปัจจุบัน จะเน้นเฉพาะการตีความของนักวิชาการกลุ่ม ๆ
3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ตีความแบบเอกจิตนิยมเชิงอภิปรัชญา กลุ่มที่ตีความเชิงจิตวิทยา และกลุ่มที่ตีความเชิงปฏิบัติ
|