บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหิธรปุระแห่งดินแดนปราสาทพนมรุ้ง

กษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพระนคร
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณเขาพนมรุ้ง
เครื่องบูชาต่าง ๆ ที่นำมาถวายเทพเจ้าแห่งเขาพนมรุ้ง
พิธีศิวาราตรี

พิธีศิวาราตรี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( 2514 : 113 – 116 ) ได้ทรงอธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระราชพิธี 12 เดือน พระองค์ทรงอธิบายถึง “พิธีศิวาราตรี” ซึ่งเป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ โดยมีเรื่องราวที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ ดังต่อไปนี้

ส่วนการพิธีของพราหมณ์ ซึ่งเรียกว่าศิวาราตรี ซึ่งเป็นพิธีมาแต่โบราณ จะขาดสูญเสียแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ ตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ยังไม่เคยทำ พึ่งมามีขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหมู่กริ้วพระสงฆ์ว่าไม่ทำปวารณา และไม่ทำอุโบสถ เป็นการละเลยข้อสำคัญตามวินัยบัญญัติเสีย ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในเดือนสิบสอง

ส่วนพิธีศิวาราตรีนี้ เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์คล้าย ๆ มหาปวารณา จึงโปรดให้ทำตามธรรมเนียมเดิม พิธีนี้ทำในวันเดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ คือ เวลาค่ำพระมหาราชครูทำพิธีแต่กระสูทธิ์ตามแบบเหมือนพิธีทั้งปวง แล้วเอาเสาปักสี่เสาเชือกผูกคอหม้อโยงเสาทั้งสี่ ภายใต้หม้อตั้งพระศิวลึงค์ เจาะหม้อให้น้ำหยดลงมาได้ทีละน้อยเอาขลังสอดไว้ในช่องหม้อเจาะนั้นเฉพาะตรงพระศิวลึงค์ ให้น้ำหยดลงถูกพระศิวลึงค์ทีละน้อยแล้วไหลลงตามรางซึ่งรองรับพระศิวลึงค์ ซึ่งพราหมณ์ในประเทศอินเดีย ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปเห็นเรียกว่าโยนิ แล้วมีหม้อรองที่ปากรองนั้น เติมน้ำและเปลี่ยนหม้อไปจนตลอดรุ่งเวลาใกล้รุ่งทำพิธีหุงข้าวหม้อหนึ่งในเทวสถาน เจือน้ำผึ้งน้ำตาลนมเนย และเครื่องเทศต่าง ๆ สุกแล้วแจกกัน กินคนละเล็กละน้อยทุกคนทั่วกัน พอได้อรุณก็พากันลงอาบน้ำในคลอง สระผมด้วยน้ำที่สรงพระศิวลึงค์ ผมที่ร่วงในสระนั้นเก็บลอยไปตามน้ำ เรียกว่า ลอยบาป เป็นการเสร็จพิธีศิวาราตรีในวันเดียวนั้น แต่การพิธีนี้ไม่มีของหลวงพระราชทานเป็นของพราหมณ์ทำเอง เมื่อพิเคราะห์ดูการที่ทำนี้ เห็นว่าเป็นการย่อมาเสียแต่เดิมแล้ว

ในเมืองเบนนารีส คือ เมืองพาราณสี ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปเห็นเองในที่นั้น เบื้องหน้าแต่เวลาจวนอรุณ พราหมณ์ทั้งปวงนับด้วยพันคน มีหม้อทองเหลืองคนละใบทูนศีรษะเดินไปริมฝั่งแม่น้ำคงคานั้นที่แท่นก่อบ้าง ก้อนศิลาในน้ำบ้าง เอาหม้อทองเหลืองตักน้ำขึ้นมาเสกบ่น แล้วบ้วนปากล้างหน้า เสกอะไรต่ออะไรไปอีกหน่อยหนึ่ง แล้วโดดลงในน้ำดำศีรษะลงในน้ำสามครั้ง แล้วควักดินที่ท่านั้นมาถูกแทนสบู่ เวลาจะถูก็กรรมคาถาอะไรอีกแล้ว อาบน้ำล้างตัวหมดจดนุ่งผ้าห่มผ้า เอาหม้อทองเหลืองตัดน้ำทูนศีรษะลงมาที่วัดพราหมณ์ ในวัดนั้นมีที่ไว้เทวรูปสัณฐานเหมือนปรางค์อย่างโบราณ มีมุขยื่นออกมา ที่มุขนั้นพราหมณ์หรือฤๅษีกลาย ๆ ยืนอยู่ มีพวงมาลัยดอกดาวเรืองร้อยสวมดอกกองอยู่เป็นอันมากที่รอบบริเวณเทวสถานนั้นมีเป็นระเบียงคล้ายพระระเบียงล้อมรอบ ในระเบียบนั้นมีโคสีเทา ๆ คล้ายกับเชระนี เอามาเล่นเซอคัส ล่ามแหล่งไว้หลายตัว ในลานตั้งแต่เทวสถานถึงระเบียงรอบนั้นประมาณสัก 10 วา โดยรอบเต็มไปด้วย ศิวลึงค์ตั้งอยู่บนฐานที่เรียกว่า โยนิ สูงตั้งแต่ 5 นิ้ว 6 นิ้วขึ้นไป จน 2 ศอก เศษ 2 ศอก หลายร้อยจนนับ ไม่ถ้วน ที่อย่างเล็ก ๆ เพียงนิ้วหนึ่งสองนิ้วตั้งไว้บนฐานบัทม์ของเทวสถานก็มีโดยรอบหล่อด้วย ทองเหลืองก็มี ทำด้วยศิลาก็มี

 

เมื่อคนที่เข้าไปในพอถึงประตูเทวสถาน ท่านฤาษีหรือพราหมณ์ผู้ใหญ่ที่อยู่บนมุขเทวสถานนั้นโยนพวงมาลัยดอกดาวเรืองมา เฉพาะสวมคอทุกครั้ง เมื่อข้าพเจ้าไปนั้นไม่รู้ตัวว่าจะเล่นกันอย่างไร เป็นแต่บอกว่าถ้าจะเข้าไปดูต้องถอดรองเท้า ขุนนางอังกฤษที่เป็นผู้พานั้นก็ต้องยอมถอดรองเท้าเข้าไปเหมือนกัน พอโผล่ประตูเข้าไปรู้สึกว่าอะไรหวิวลงมาที่หัว แลดูเห็นพวงมาลัยดอกดาวเรืองสวมคออยู่แล้ว ยังไม่รู้ว่ามาจากแหล่งใด ต่อคนที่ตามเข้าไปภายหลังได้รับพวงมาลัยนั้นอีก จึงได้เห็นว่าท่านฤๅษีคนนั้นขว้างแม่นอย่างเอกที่เร็วฉับ ๆ ไม่ได้ขาดมือเลย เห็นคนที่เข้าไปก่อน ๆ นั้น เอาน้ำในหม้อทองเหลืองที่ทูนศีรษะไปรดศิวลึงค์ แล้วเอาหม้อใบนั้นเองรองน้ำที่ไหลทางรางแล้วเดินทูนศีรษะกลับออกมาในพื้นลานเทวสถานนั้นเป็นน้ำนองเปรอะไปทั้งสิ้น บางคนจึงจะไปไหว้วัว แต่ที่เข้าไปรดน้ำแล้วกลับนั้นมีโดยมากถามได้ความว่าศิวลึงค์ที่มากแน่นเต็มไปเช่นนี้สุดแต่เกิดมาเป็นพราหมณ์ พวกนั้นแล้วต้องสร้างศิวลึงค์หนึ่ง ๆ ทุกคนที่จะรดน้ำสระหัว วัดหรือเทวสถานเช่นนี้ ในเมืองเบนนารีสมีหลายสิบแห่ง มักจะต้องอยู่ริม ๆ น้ำ กว้างบ้าง แคบบ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง แต่ทวงทีคล้าย ๆ กันทั้งนั้น ครั้นเมื่อกลับออกมาที่นั้นแล้ว เห็นตามทางกำลังหุงข้าวเกือบจะทุกแห่ง หุงด้วยหม้อทองเหลืองใบนั้นเอง คนหนึ่งก็หุงหม้อหนึ่ง กินคนเดียวไม่ปะปนกับผู้ใด เรื่อที่อาบน้ำในน้ำนี้ ถึงตัวมหารายาเบนนารีสเอง และสนมกำนัลก็ต้องลงอาบเหมือนกัน ตัวท่านมหารายาได้เล่าได้ข้าพเจ้าฟังเองที่จะอาบนั้นใช้เรือขนานศีรษะเป็นรูปสัตว์ คล้ายกับที่รับข้าพเจ้าข้ามฟากไปที่รามนคร ซึ่งเป็นวัง แต่ฟังดูตามที่เล่านั้นจะเป็นการนุ่งกันได้บ้างดังโลเลไม่ทุกวัน หรือจะใช้หนี้คล้ายอัชชะมะยาได้บ้างอย่างไรไม่ทราบเลย พิธีศิวาราตรีนี้คงจะมาจาเรื่องนี้นี่เอง ถึงเรื่องหุงข้าวก็เป็นอาหารอร่อยของชาวอินเดีย ซึ่งข้าพเจ้าได้เคยไปกินเลี้ยงแล้วนั่นเอง ได้ถามดูรสชาติที่พระมหาราชครูก็บอกว่ากลืนไม่ใคร่ลง เพราะพราหมณ์พวกนี้เป็นไทยเสียแล้ว จึงต้องย่อพิธีด้วยความประพฤติแปลกกันจึงได้กลายเป็นพิธีตามที่คนชั้นใหม่ ๆ เช่นเราเข้าใจว่าเป็นต่างว่าหรือย่อ ๆ ดังนี้

ในประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ซึ่งจัดแสดงแสง – เสียง ชุด “มหาเทวปราสาทพนมรุ้ง” มีข้อความเป็นบทสนทนาระหว่างองค์นเรนทราทิตย์ ทรงสนทนากับหิรัณยะ ดังปรากฏข้อความว
“หิรัณยะ เมื่อเจ้าอายุ 7 ขวบ ศิวะราตรีของปีนั้น พระแม่เจ้าภูปตินทรลักษมีเสด็จมาบวงสรวงองค์ศิวะมหาเทพ”

โดยได้กล่าวบรรยายถึงพิธีศิวะราตรี หรือศิวาราตรี ซึ่งประกอบพิธีภายในปรางค์องค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานองค์ศิวลึงค์ ตั้งอยู่เหนือแท่นโยนิ เมื่อประกอบพิธีมีการเผาเครื่องหอม กำยาน ให้หอมกรุ่น และมีหมอกครันของกำยานจากมุมทั้งสี่ของห้องประกอบพิธี พร้อมทั้งตั้งเครื่องสังเวย ได้แก่ นม เนย น้ำผึ้ง น้ำจัณฑ์ ข้าวสาร ข้าวสุก วางเรียงราย และเมื่อพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์จากกุณโฑ เมื่อน้ำไหลผ่านยอดศิวลึงค์ผ่านฐานแท่นโยนี แล้วไหลผ่านตามรางออกไปสู่ภายนอกองค์ปราสาท พิธีบวงสรวงองค์มหาเทพ และพระแม่อุมาเทวี สัมฤทธิ์ผล ในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

จะเห็นว่าลักษณะการประกอบพิธีศิวะราตรี หรือศิวาราตรี มีขั้นตอนปฏิบัติเช่นเดียวกันกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพิธีจะประกอบด้วยศิวลึงค์ ฐานรองหรือรางที่รองรับน้ำ เรียกว่า โยนี แล้วมีหม้อรองที่ปรากรองน้ำซึ่งไหลผ่านจากศิวลึงค์มา ต่างเพียงแต่ว่าในประเทศอินเดีย ประกอบพิธีนี้ตลอดคืน โดยแขวนหม้อแล้วเจาะรูให้มีน้ำหยดลงมาทีละน้อย คอยเติมน้ำ และเปลี่ยนหม้อที่รองน้ำไปจนตลอดรุ่ง

ที่เห็นว่ามีความแตกต่างกันบ้างในพิธีของกษัตริย์ ศิวลึงค์ในพิธีศิวะราตรีหรือศิวาราตรี จะเป็น ศิวลึงค์ทองคำ และกุณโฑทาองคำ (หม้อน้ำทองคำ) ปัจจุบันยังปรากฏศิวลึงค์และฐานแท่นโยนีและสลักด้วยหินทรายมีความงดงาม ประณีต ได้สัดส่วน ประดิษฐานอยู่ภายในห้องโถงกลางของปราสาท องค์ประธานที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook