บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สตรีมุสลิมในประวัติศาสตร์

ราตูมาศ พระชนนีผู้ทรงอิทธิพลเหนือสองนครา
ราตู ไซรีฟา ฟาติมะห์ หญิงสามัญผู้ครองบังลังก์นครบันเต็น
ราตู อาเก็ง เตอเกิลราชา นักรบและนายทุน
ราตู ซาฟี สตรีเคร่งศาสนา ผู้บริหารหลังม่านและผ้าคลุม
ราตูฮิเจา ราชินีนักพัฒนา แม่ค้า เจ้าหนี้
ราชินี ขุนนาง ขันที และบุรุษข้างกาย
โต อาโย นางทาส นางโสเภณี ผู้ควบคุมการค้า
  
ราชินี ขุนนาง ขันที และบุรุษข้างกาย

ภาพของราชินีที่มีบุรุษรายล้อมนั้น ถูกเล่าไว้ในหลายแห่ง ทั้งพงศาวดารกระซิบ และในบางบันทึกของพ่อค้าชาวตะวันตกที่อ้างว่า เห็นด้วยตาตัวเอง บางคนบันทึกไว้ว่า มีประสบการณ์ตรงที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของเจ้านครหญิง

นักเดินทางชาวออสเตรีย ชื่อ Christoph Carl Fernberger von Egenberg ที่มาเยือนนครปัตตานีระหว่าง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2167 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2168 (ค.ศ.1624-1625) ซึ่งเป็นช่วงรัชสมัยของราชินีอุงงู บันทึกเกี่ยวกับพระนางไว้ว่า “พระราชินีมีอายุประมาณ 40 กว่าปี เวลาเสด็จไปไหน จะมีผู้หญิงประมาณ 200 คนห้อมล้อมอยู่เสมอ พระนางมีบุรุษ 50 คนไว้เพื่อรับใช้ถวายความอภิรมย์ พระนางเป็นผู้ปกครองประเภทใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ฟังผู้ใด และพระนางมีช้าง 50 เชือก เป็นสัญญลักษณ์ของบุญญาบารมี”. ราชินีอุงงู เป็นเจ้านครหญิงคนที่ 3 ของปัตตานี

Fernberger เล่าไว้ในบันทึกว่า ในเดือนมกราคม เขาทำงานเป็นผู้บัญชาการทหารและทำหน้าที่ฝึกซ้อมการรบให้กับบรรดาเชลยชาวยุโรปที่อยู่ในปัตตานี เพื่อช่วยนครปัตตานีรบกับสยาม. วันที่ 30 มกราคม ทหารมาเลย์ 3,000 คน และชาวคริสต์เตียน 66 คนภายใต้การกำกับของเขา ช่วยพระราชินีรบจนชนะทหารสยาม พระนางจึงพระราชทานรางวัลให้มากมาย. สำหรับเขานั้น พระราชินีส่งของขวัญมาให้เป็นกรณีพิเศษ พร้อมกับส่งคนมาบอกว่าจะเสด็จมาเยี่ยมเขา ณ ที่พัก และเขาได้รับการบอกเล่าจากนายทหารมาเลย์ว่า หมายถึงพระราชินีมีความปรารถนาในตัวเขา นายทหารมาเลย์บอกกับเขาด้วยว่า ที่ผ่านมานั้นมีผู้ชายหลายคนที่ถูกพระราชินีสั่งฆ่าเพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการตามที่พระนางคาดหวัง. Fernberger เล่าว่าเมื่อทราบเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจหนีทันที!

ก่อนหน้านั้น เคยมีบันทึกของ Admiral Cornelis Matelieff นายพลเรือชาวดัชต์ผู้บังคับการกองเรือที่บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาที่ส่งมายังมะละกา (Malacca) เผยถึงข่าวลือเรื่องรักเร้นลับข้ามรัฐของผู้ปกครองหญิงแห่งนครปัตตานี กับสุลต่านแห่งนครยะโฮร์ (Johor) บันทึกนี้เขียนไว้ในเดือนมกราคม พุทธศักราช 2152 (ค.ศ.1609) ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของราตูฮิเจา ผู้เป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นครองนครปัตตานี

ขณะที่ นิโกลาส์ แชรแวส (Nicholas Gervaise) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเอเชียตะวันเฉียงใต้ ในช่วงรัชสมัยของราชินีกูนิง (Kuning) ธิดาของราชินีอุงงู บันทึกเกี่ยวกับนครปัตตานีไว้ว่า

“แม้ เจ้าผู้ครองนครหญิงจะได้รับการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุดในฐานะผู้ครองบังลังก์ แต่แท้จริงแล้ว พระนางไม่ได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองที่อยู่ในเงื้อมมือของเสนาบดีชาย คณะเสนาบดีจะเลือกระหว่างกันเอง ให้ได้ผู้ที่มีความสามารถสูงสุดมาปกครองนครรัฐในนามของพระนาง แต่พวกเขาไม่ปฏิเสธสิ่งอื่นใดที่พระราชินีมีพระราชประสงค์เพื่อความเกษมสำราญส่วนพระองค์ แม้พวกเขาไม่ยินยอมให้พระนางอภิเษกสมรส แต่ไม่ขัดขวางที่พระนางจะมีบุรุษไว้ข้างกายเพื่อถวายความเกษมสำราญส่วนพระองค์. พวกเขาจัดสรรงบประมาณสำหรับที่ประทับ พัสตราภรณ์ ทูลถวายตามพระราชประสงค์ รวมทั้งจัดหาบุหงามาศ พร้อมเครื่องบรรณาการส่งไปสานสัมพันธ์กับกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในนามขององค์ราชินี”

บันทึกของชาวจีนในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 17 กล่าวถึงราชสำนักอาเจะห์ในปีพุทธศักราชที่ 2160 (ค.ศ.1617) ไว้ว่า มีขันทีมากกว่า 100 คน

ในบันทึกของ โทมัส บาวรี่ (Thomas Bowrey) ได้กล่าวถึงขันทีกว่าร้อยคนในขบวนเสด็จทางชลมารถของราตู ซากี (Sultanah Zakiyat al-Din Syah) ผู้ปกครองหญิงของอาเจะห์ในช่วง พ.ศ.2221 – 2231 (ค.ศ.1678-1688) “...พระนางเสด็จไปที่แม่น้ำอะชิน (the River of Achin) พร้อมขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่อลังการ์ ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่เหมือนที่อื่นในโลก... มีข้าราชสำนัก ขันที และสตรีจำนวนมากตามเสด็จ เรือที่ประทับประดับด้วยทองคำ ได้ยินเสียงดนตรีท่วงทำนองเสนาะหู และเสียงเพลงที่ขับร้องถวายแด่ ‘เจ้าหญิงผู้เป็นพรมจรรย์’...”

สตรีในสวนรัก

บทกวีแห่งบาหลีท่อนหนึ่งบรรยายถึงภาพและบรรยากาศของสถานที่อันเป็นส่วนที่อยู่ของเหล่านางในแห่งราชสำนักไว้ว่า “ฉาดฉายด้วยแสงแรงระยับ ราวกับว่าความงามอันมหัศจรรย์นี้สาดส่องมาจากสวรรค์”. เล่ากันว่าบรรดาเจ้าผู้ครองนครและสุลต่านในดินแดนบนคาบสมุทรมาลายู นิยมสร้าง “สวนรัก” (Taman Ghairah) หรือ “สวนสวรรค์” ไว้ให้บรรดาพระสนมได้เพลิดเพลิน พื้นที่เขตพระราชฐานชั้นในของราชสำนักนี้ เป็นเขตต้องห้าม บุรุษผู้เดียวที่สามารถเหยียบย่างเข้าไปได้คือ สุลต่านหรือเจ้านคร. ผู้หญิงที่อยู่ในสวนรักนี้ นอกจากมีบรรดาพระชายา นางสนม แล้ว ยังมีเหล่าสตรีสูงศักด์และสูงวัย ที่เป็นพระญาติวงศ์ของเจ้านคร รวมทั้งนางกำนัล และนางทาส. ร่องรอยของสวนรักยังมีปรากฎให้เห็นในปัจจุบันที่เมืองย็อกยาการ์ตา และที่เมืองอาเจะห์

ในสวนรักมีสระน้ำสำหรับสรงสนาน 3 แห่ง สระใหญ่สุดสำหรับบรรดานางใน สระเล็ก สำหรับพระชายาและพระสนม และอีกสระหนึ่งสำหรับสุลต่านและสตรีที่ถูกเลือกเป็นคู่อภิรมย์ในค่ำคืนนั้น บริเวณรอบๆ สระสรงสนาน มีศาลาให้บรรดาพระชายา นางสนม นางกำนัล ได้พักผ่อนคลายอิริยาบท ส่วนห้องบรรทมของสุลต่านอยู่ชั้นบนของหอคอย 3 ชั้น ที่สามารถมองเห็นสระน้ำได้ทั่วบริเวณ สุลต่านจะเลือกสตรีที่ตนพึงใจจากหน้าต่างห้องนั้น

พ่อค้า VOC ชื่อ Rijklof van Goens เขียนไว้ในรายงานการค้ากับเมืองมะตะรัม (Mataram) ปี พ.ศ.2199 (ค.ศ.1656) ว่า: “ในเวลากลางคืน บุรุษผู้เดียวในพระราชวังนี้คือสุลต่านอามังกุรัตที่ 1 (Amangkurat I) ที่อยู่ท่ามกลางสตรีเกือบหนึ่งหมื่นคน สตรีเหล่านี้ รวมทั้ง บรรดาราชนิกูลฝ่ายหญิงวัยอาวุโส พระชายา และนางสนม..”

บันทึกของพ่อค้าชาวตะวันตกกล่าวถึง “ตลาดขายสินค้าแปลก” อันเป็นแหล่งที่บรรดาสตรีใน “สวนรัก”แห่งราชสำนักต่างๆ พยายามเสาะหาสิ่งเพิ่มพูนเสน่ห์แห่งเพศรส เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าผู้ครองนคร

G.E. Rumphius นักธรรมชาติวิทยาที่ทำงานให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ได้บันทึกไว้ในรายงานของเขาว่า สินค้าชนิดหนึ่งที่เป็น “สารผสมพิเศษระหว่างตะกั่วและสารส้ม” ถูกส่งจากเกาะบันดา (The Island of Banda) ไปที่ชวาเป็นประจำ “ผู้หญิงชาวมัวร์จะใช้สารนี้เพื่อชำระล้างและฟอกส่วนเร้นลับในร่างกายของเธอให้แห้ง เพื่อสร้างความอภิรมย์ให้บุรุษของเธอ วิธีการนี้เป็นสิ่งจำเป็นในหมู่ชนชาติเช่นนี้ ที่ผู้หญิงจำนวนมากถูกเก็บไว้เพื่อชายคนเดียว ผู้หญิงแต่ละคนจึงต้องเสาะแสวงหาสิ่งที่ทำให้เธอเป็นทีโดดเด่นตรึงใจที่สุด”

ด้าน Van Goens เล่าถึงชายาคนหนึ่งของสุลต่านอามังกุรัตที่ 4 (Amangkurat IV) ว่าต้องถูกขับจากราชวังภายหลังอภิเษกสมรสได้สี่ปี ด้วยเหตุที่นางไม่อาจสร้างความอภิรมย์ทางเพศรสให้กับสุลต่านได้อีกต่อไป. Van Goens ยังเล่าถึงบทบาทต่างๆ ของสตรีในราชสำนักชวา (Javanese kraton) ว่า ผู้รักษาความปลอดภัย(การ์ด)ทั้งหมดในราชสำนักเป็นผู้หญิง เขาประมาณว่าในยามกลางคืนมีการ์ดผู้หญิง 3,000 คนเดินยามรักษาความปลอดภัยในเขตราชฐาน ในจำนวนนี้ มีสตรีชั้นสูงจำนวน 150 คนเป็นหัวหน้า สตรีกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธประเภท หอก หลาว และปืนคาบศิลา ผู้หญิง 30 คนถูกเลือกให้เป็นองค์รักษ์ของสุลต่านในเวลาที่ออกว่าราชการ ผู้หญิง 10 คนทำหน้าที่เชิญเครื่องใช้ส่วนตัวของสุลต่าน เช่น ขันน้ำ เชี่ยนหมาก กล่องยาสูบ ร่ม กล่องน้ำหอม และแพรพรรณสำหรับพระราชทานให้ข้าราชบริพารที่ทรงโปรดปราน ผู้หญิงที่เหลืออีก 20 คนจะยืนยามเตรียมพร้อมด้วยอาวุธเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับสุลต่าน

มิดะในราชสำนัก

บันทึกของ Van Goens เล่าถึงภาระกิจของนางในราชสำนักว่า “ผู้มีประสบการณ์” จะมีหน้าที่ช่วยคัดเลือกหญิงสาวให้กับบรรดาเจ้าชายหนุ่มน้อย สตรีผู้มี “ประสบการณ์” เหล่านี้จะต้องทำหน้าที่แนะนำเทคนิคต่างๆ ในการเสพสมให้กับเจ้าชาย และผู้หญิงที่ถูกคัดเลือกไปถวายด้วย

พงศาวดารกระซิบแถบท่าเรือนครยะโฮร์ กล่าวถึงพระมารดาของสุลต่านมะฮะหมัด (Sultan Mahmad) ที่พยายามจัดหาหญิงงามส่งไปให้พระโอรสเชยชม แต่มิอาจเปลี่ยนใจสุลต่านผู้มีใจใฝ่บุรุษเพศได้. ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ราตู ปะกูบุวานา (Ratu Pakubuwana) พระพันปีหลวงแห่งชวากล่าวคือ จากบันทึกหลักฐาน พระองค์ทรงมีบทบาทในเขตพระราชฐานชั้นในของราชสำนักคือ การพยายามหันเหความสนใจของหลานชายผู้เป็นเจ้าครองนครจากความลุ่มหลงในบุรุษเพศให้มาสนใจอิสตรี. ราตู ปะกูบุวาน ทำหน้าที่จัดหาสาวงาม รวมทั้งจัดการหาผู้เชี่ยวชาญพร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อม เสาะแสวงหาปัจจัยต่างๆ เพื่อมากระตุ้นให้เจ้านครเชื่อว่า “อันร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย”

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook